แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ USA แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ USA แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

USA Food News : เมกะเทรนด์อุตสาหกรรมอาหารของสหรัฐฯ ในปี 2562

นายวิคเตอร์ มาร์ติโน นักเขียน/นักวิเคราะห์ของสื่อ www.just-food.com ได้วิเคราะห์และคาดการณ์ เมกะเทรนด์อุตสาหกรรมอาหารของสหรัฐฯ ในปี 2562 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสาคัญต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารสหรัฐฯ ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการวางกลยุทธ์การตลาด ซึ่งแนวโน้มในปี 2562 จะมีความแตกต่างจากปี 2561 ในเรื่องความโปร่งใส (Transparency) ความเรียบง่าย (Simplicity) สินค้ามีการเข้าถึงผู้บริโภค (Personalisation) ยกระดับสินค้าคุณภาพ (Premiumisation) มีความยั่งยืน (Sustainability) และออกแบบนวัตกรรมด้วยเทรนด์ฟิจิตัล (Phygital) และได้สรุปได้เป็น 6 แนวโน้มเป็น ดังนี้

1. Traceability and Blockchain : การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้าและการใช้โครงข่ายการทาธุรกรรมแบบดิจิตัลหรือบล็อกเชน (Blockchain) ที่ไม่ต้องใช้คนกลาง (ธนาคาร สถาบันการเงิน ฯลฯ) ผู้บริโภคมีแนวโน้มต้องการทราบแหล่งที่มาของสินค้ามากขึ้น เช่น ต้องการทราบแหล่งที่มาของมะเขือเทศที่ใช้ผลิตซ้อสของบริษัท Heinz Ketch ว่าปลูกในรัฐใด มาจากรัฐ California หรือ Florida หรือที่ใด และใครเป็นผู้ปลูก เกษตรกร หรือบริษัทการเกษตร เป็นต้น หรือต้องการทราบว่าวัตถุดิบของสินค้าผลิตภายในประเทศ หรือนาเข้าจากต่างประเทศ และมาจากประเทศใด เช่น จีน เม็กซิโก หรือ ยุโรป เป็นต้น นอกจากนี้การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้าถือเป็นกุญแจสาคัญของการทาธุรกิจด้วยความโปร่งใส

2. Omnichannel : การใช้กลยุทธ์การเข้าถึง/การเชื่อมโยงการสื่อสารกับลูกค้าหลากหลายช่องทางเข้าไว้ด้วยกันเพื่อให้ความสะดวกและความประทับใจกับลูกค้า ปี 2562 จะเป็นยุคอวสานของการจาหน่ายสินค้าผ่านช่องทางเดียวหรือ Single Chanel และนับแต่ปี 2562 เป็นต้นไป อุตสาหกรรมอาหารของสหรัฐฯ จะเป็นรูปแบบ Omni World มากขึ้น

3. Artificial Intelligence (AI) : AI จะเข้าไปมีส่วนต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในวงการอุตสาหกรรมอาหาร เช่น การใช้ AI แทนคนซึ่งจะมีความแม่นยากว่าในการวิเคราะห์รสชาติในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารตัวใหม่เมกะเทรนด์อุตสาหกรรมอาหารของสหรัฐฯ ปี 2562

4. The Millennial Mindset : ผู้ประกอบการจะพัฒนาสินค้าและเข้าถึงผู้บริโภคตามแนวคิดของกลุ่ม Millennial แต่จะครอบคลุมผู้บริโภคทุกวัยทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่ม Millennial, Gen Z และ Baby Boomers

5. The VC : นับตั้งแต่ปี 2561 นักลงทุน หรือ Venture Capitalist เข้ามามามีบทบาทต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทร่วมลงทุนจาก silicon valley tech ที่ร่วมลงทุนในธุรกิจอาหารด้วยเม็ดเงินหลายร้อยล้านดอลล่าร์ ทั้งทางด้าน financing start-up หรือการซื้อควบกิจการในปี 2561หรือการให้คาแนะนา ออกความคิดเห็นต่อความจาเป็นในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ หรือมุ่งการใช้เทคโนโลยี่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งนายมาร์ติโนมองเห็นว่า ในปี 2562 กลุ่ม VC จะส่งผลกระทบในทางบวกต่อการพัฒนานวัตกรรม start-up ในวงการอุตสาหกรรมอาหาร

6. The "Trump" Card : ในปี 2562 แนวโน้มจะเป็นสงครามการค้าด้วยวิธีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรสินค้าซึ่งมีผลกระทบต่อสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรจากจีน เม็กซิโก อียู และตุรกี ทางผู้ส่งออกสหรัฐฯ ที่โดนผลกระทบได้แก่ สินค้า soybean, almond, lobster fisheries ซึ่งจีนเคยเป็นผู้นาเข้าหนึ่งในสองรายใหญ่ที่นาเข้าสินค้าดังกล่าวจากสหรัฐฯ แต่ได้ระงับการนาเข้าเนื่องจากภาษีสูง จีนจึงหันไปนาเข้าจากบราซิล และอาร์เยนติน่า ซึ่งจะเป็นผลให้เกษตรกรอเมริกัน หันไปปลูกข้าวโพดเป็นการทดแทน

ที่มา: www.just-food.com วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561

ข่าวเด่นประจำสัปดาห์จากสหรัฐอเมริกา ฉบับที่ 46 ปี 2561 (สคต.ชิคาโก)

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Food Preservative_สารกันบูด

สารกันบูดคืออะไร 
“สารกันบูด” , “สารกันเสีย” หรือ "วัตถุกันเสีย" เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่ใช้เติมในอาหาร เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตหรือทำลายจุลินทรีย์ที่จะทำให้อาหารเน่าเสียและช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร

สารกันบูดในเมืองไทยมีอะไรบ้าง        
สารกันบูดตามประกาศกองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อนุญาตให้ใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 281) พ.ศ.2547 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร แบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

    1. กลุ่มของกรดอ่อนและเกลือของกรดอ่อน (acid and its salts) นิยมใช้กันมากในระดับอุตสาหกรรม เพราะมีความเป็นพิษน้อยและละลายน้ำได้ดี สารกันบูดในกลุ่มของกรดอ่อน ได้แก่ กรดซอร์บิก กรดเบนโซอิก กรดโปรปิโอนิก ที่นิยมใส่ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ กรดฟอร์มิก และกรดอะซีติก ที่ให้ความเปรี้ยว ส่วนเกลือของกรดอ่อน ได้แก่ โซเดียมซอร์เบต โพแทสเซียมซอร์เบต โซเดียมเบนโซเอต โพแทสเซียมเบนโซเอท และโซเดียมอะซีเตท ซึ่งมีประสิทธิภาพดี ในอาหารที่มีความเป็นกรดสูง หรือมีค่า pH ต่ำ อนุญาตให้ใส่ในอาหารหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น แยม เยลลี่ ผักผลไม้ดอง รวมทั้งเครื่องดื่ม น้ำหวาน น้ำอัดลม
    2. กลุ่มของไนเตรตและไนไตรท์ (nitrate and nitrite) นอกจากคุณสมบัติเป็นสารกันบูดแล้ว ยังมีคุณสมบัติเป็นสารตรึงสีหรือเรียกง่ายๆ ว่าดินประสิว เช่น โซเดียมไนเตรต โซเดียมไนไตรท์ อนุญาตให้ใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์หมักต่างๆ เช่น แฮม ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง เบคอน หรือผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์หมักที่ผ่านกรรมวิธีบรรจุกระป๋อง
    3. กลุ่มของซัลไฟต์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (sulfites and sulfur dioxide) เป็นสารที่ใช้ป้องกันการเกิดสีน้ำตาลอันเป็นผลจากอาหารทำปฏิกิริยากับ ออกซิเจนในอากาศ โดยซัลเฟอร์ไดออกไซด์หรือสารฟอกสี อนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์พืชผักผลไม้ชนิดแห้งและแช่อิ่ม ไวน์ เครื่องดื่ม น้ำตาลทราย วุ้นเส้น เส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว ส่วนกลุ่มของสารประกอบซัลไฟต์ อนุญาตให้ใช้ในพืชผักผลไม้แห้งและแช่อิ่ม ได้แก่ โซเดียมซัลไฟต์ โซเดียมไบซัลไฟต์ โซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ และแคลเซียมไบซัลไฟต์
    4. กลุ่มอื่นๆ ที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ของต่างประเทศ เช่น ไนซิน ที่ใส่ในชีสบางชนิด โพรพิลพาราเบน เมทิลพาราเบน เอทิลพาราเบน ที่ใช้เฉพาะในแยมและเยลลี่ ไพมาริซิน ใช้เฉพาะที่ผิวของเนยแข็ง และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์หมักเกลือที่ผ่านหรือไม่ผ่านความร้อน


อาหารชนิดใดที่เต็มไปด้วยสารกันบูด        

อาหารที่มักมีสารกันบูดเพื่อยืดอายุการบริโภค ได้แก่ อาหารที่มีปริมาณน้ำอิสระ (water activity) สูง เช่น ผลิตภัณฑ์จากแป้ง ไม่ว่าจะเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว โดยเฉพาะเส้นสด เช่น เส้นเล็กและเส้นใหญ่ ขนมจีน วุ้นเส้น ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่บางชนิด ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ทั้งลูกชิ้น หมูยอ ไส้กรอก ผลิตภัณฑ์จากผักผลไม้ เช่น ผักผลไม้ดอง พริกแกง เครื่องดื่มบางชนิด เป็นต้น
        หากจะกล่าวว่ากว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่จำหน่ายในท้องตลาดทั้งชนิดสด แห้ง หรือบรรจุกระป๋อง ล้วนผ่านกระบวนการป้องกัน หรือชะลอการเน่าเสียมาแล้วทั้งสิ้นก็ย่อมได้ แต่ใช่ว่าหมูยอทุกยี่ห้อจะมีสารกันบูด ไม่ได้หมายความว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวทุกเจ้าจะปนเปื้อนสารเคมี หรือแม้แต่อาหารทุกกระป๋องก็ไม่ได้มีวัตถุกันเสีย เพราะในผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีขั้นตอนการผลิต ฆ่าเชื้อและบรรจุภัณฑ์สะอาดได้มาตรฐานก่อนถึงมือผู้บริโภคก็ไม่จำเป็นต้อง ใช้สารกันบูดเพื่อยืดอายุอาหารแต่อย่างใด


อันตรายจากสารกันบูด          

สารกันบูดแต่ละชนิดที่อนุญาตให้ใส่ในอาหารมีความปลอดภัยระดับหนึ่ง เนื่องจากผ่านการทดสอบทางด้านพิษวิทยาและการประเมินความปลอดภัยแล้ว แต่ก็ไม่สามารถแน่ใจได้ว่าอาหารที่คุณซื้อใส่สารกันบูดในปริมาณที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับชนิดอาหาร แม้สารกันบูดบางชนิดจะระเหยได้เมื่อผ่านความร้อน แต่การบริโภคอาหารที่มีสารกันบูดเป็นประจำอาจส่งผลให้ร่างกายขับออกไม่ทัน กลายเป็นสารพิษตกค้างสะสมและนำมาซึ่งความเจ็บป่วยได้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น

1. Thai_คุณภาพหรือมาตรฐานของวัตถุเจือปนอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 281) พ.ศ.2547 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร
เงื่อนไขการใช้ (กำหนดชนิดอาหารและปริมาณการใช้)ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 381) พ.ศ. 2559 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 4)

2. USA_Food additives and color additives that are listed in FDA regulations (21 CFR Parts 172, 173 and Parts 73, 74 respectively), and flavoring substances evaluated by FEMA* and JECFA*.

   -Generally Recognized as Safe ("GRAS") substances that are listed in FDA regulations (21 CFR Parts 182 and 184).
   -Substances approved for specific uses in foods (21 CFR Part 181).

3. Codex_GENERAL STANDARD FOR FOOD ADDITIVES

CODEX STAN 192-1995 Adopted in 1995. Revision 2018

4. Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council of 16 December 2008 on food additives





ที่มาบางส่วนจาก ศูนย์วิทยบริการ อย. 

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

กฎระเบียบของสารก่อภูมิแพ้และเครื่องมือใหม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา

กฎระเบียบของสารก่อภูมิแพ้และเครื่องมือใหม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา                                               

     กฎระเบียบและเครื่องมือใหม่มีการกำหนดเป้าหมายบุคลากรและผู้ประกอบการในสถานประกอบการที่ให้บริการอาหารโดยตรงแก่ผู้บริโภคที่เป็นภูมิแพ้อาหาร เช่น ร้านอาหาร โรงเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านอาหารต่างๆ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคที่เป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งความพยายามดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่ามีการพัฒนามาตรการต่างๆ ตามที่รัฐและรัฐบาลกลางมุ่งสนับสนุนผู้ผลิตอาหารและธุรกิจจัดเลี้ยงที่ดำเนินการตามโครงการต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพ้อาหารโดยไม่คาดคิด

การสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของลูกค้าที่แพ้อาหารในภัตตาคาร

     อิลลินอยส์ร่วมกับรัฐแมรีแลนด์ แมสซาชูเซตส์ มิชิแกน โรดไอแลนด์และเวอร์จิเนีย ในความพยายามปกป้องผู้บริโภคที่เป็นโรคภูมิแพ้อาหาร จากมาตรา 5 ของกฎหมายว่าด้วยการบังคับใช้ การควบคุมการปฏิบัติงานทางด้านอาหาร (410 ILC 625) ได้มีการแก้ไขในหัวข้อ 3.06 และเพิ่มเติมในหัวข้อที่ 3.07 ใหม่ โดยเพิ่มเติมกฎระเบียบให้สถานประกอบการอาหารที่จัดตั้งต้องมีผู้จัดการด้านสุขาภิบาลบริการอาหารตามมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ได้รับการยอมรับภายในประเทศเกี่ยวกับความปลอดภัยและความเข้าใจของสารก่อภูมิแพ้ นอกจากนี้กฎระเบียบยังระบุว่าควรมีผู้จัดการอย่างน้อยหนึ่งคนในช่วงเวลาทำงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าอาหารที่เสิร์ฟในร้านอาหารปลอดภัยต่อผู้บริโภคที่เป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนข้ามของสารก่อภูมิแพ้ให้น้อยลงและได้ให้ข้อมูลของสารก่อภูมิแพ้ที่ถูกต้องแก่ลูกค้า โดยกฎระเบียบใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป

การควบคุมสารก่อภูมิแพ้ในโรงเรียน

     นอกเหนือจากความช่วยเหลือที่ทางโรงเรียนได้รับจากองค์กรผู้บริโภคที่เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น โครงการวิจัยและการศึกษาโรคภูมิแพ้อาหาร (FARE) โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้มีการริเริ่มเพื่อสนับสนุนสถาบันเหล่านี้ ในปี พ.ศ. 2556 ศูนย์การควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ได้เผยแพร่แนวทางในการบริหารจัดการโรคภูมิแพ้อาหารในโรงเรียนและโปรแกรมการดูแลเด็กก่อนวัยโดยความสมัครใจ ต่อมาในปี พ.ศ. 2558 ทาง CDC ได้ออกชุดเครื่องมือการแพ้อาหารในโรงเรียน ซึ่งประกอบด้วยเอกสารและเนื้อหาการฝึกอบรม โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดการสารก่อภูมิแพ้ในอาหาร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะมีบทบาทแตกต่างกัน (เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ พยาบาลประจำโรงเรียนและพนักงานขนส่ง)

ผู้จัดทำแผนความปลอดภัยด้านอาหาร

     ในส่วนของโปรแกรมที่สนับสนุนผู้ผลิตอาหารที่สอดคล้องกับกฎระเบียบความปลอดภัยอาหารที่ทันสมัย (Food Safety Modernization Act, FSMA) ซึ่งทางสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้จัดทำแผนความปลอดภัยในอาหาร (Food Safety Plan Builder, FSPB) ที่เป็นเครื่องมือเสริม เพื่อช่วยในการพัฒนาแผนงานด้านความปลอดภัยในอาหารอย่างเฉพาะเจาะจงและเป็นไปตามข้อกำหนดของวิธีการปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหารในปัจจุบัน (current Good Manufacturing Practices, cGMP) การวิเคราะห์อันตรายและการควบคุมความเสี่ยงตามกฎระเบียบทางด้านอาหารของมนุษย์ตามแผนความปลอดภัยในอาหารที่เผยแพร่ นอกจากนี้องค์การอาหารและยาได้มีการพัฒนาวิดีโอฝึกอบรมและคู่มือผู้ใช้งาน เพื่อช่วยผู้ประกอบการให้เข้าใจเครื่องมือตามหัวข้อของการควบคุมความปลอดภัยต่างๆ แผนความปลอดภัยในอาหารรวมถึงส่วนที่กำหนดเป้าหมายไว้เฉพาะสำหรับการควบคุมป้องกันโรคภูมิแพ้อาหาร ในส่วนของคำถามและข้อมูลเพิ่มเติมทางองค์การอาหารและยาได้จัดเตรียมอีเมลล์สำหรับติดต่อที่: FoodSafetyPlanBuilder@fda.hhs.gov



ที่มา www.ifrpd-foodallergy.com

วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560

USA Food News_มะกันเตรียมวางขายแอปเปิ้ล GM

 สหรัฐอเมริกาเตรียมวางจำหน่ายแอปเปิ้ลดัดแปรพันธุกรรมสายพันธุ์ที่เรียกว่า Arctic apple ในรูปแบบแอบเปิ้ลหั่นชิ้นบรรจุถุงกว่า 400 ร้านค้าในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยไม่มีการติดฉลาก GMO หรือมีข้อความระบุว่าเป็นสินค้าที่ผ่านการดัดแปรพันธุกรรมแต่อย่างใด แต่มี QR code ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลและแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ในขณะที่กลุ่มต่อต้าน GMO ได้ออกมาประท้วงและกดดันไม่ให้ผู้ประกอบการอาหารวางจำหน่ายแอปเปิ้ลสายพันธุ์ดังกล่าว
                แอปเปิ้ลสายพันธุ์ดังกล่าวถูกดัดแปรพันธุกรรมโดยใช้เทคนิค gene silencing ให้ผลิตเอนไซม์ที่ทำให้แอปเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล (Polyphenol oxidase : PPO) ได้น้อยลง ทำให้แอปเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลช้าลงและสามารถวางจำหน่ายได้ถึง 3 สัปดาห์ อีกทั้งผู้พัฒนาสายพันธุ์ยังกล่าวด้วยว่าแอปเปิ้ลของตนจะช่วยเพิ่มยอดขายแอปเปิ้ลและลดปริมาณขยะได้
ที่มา: businessinsider.com สรุปโดย: มกอช.
การตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อให้แอ๊บเปิ้ลมีสีน้ำตาลช้าลงเพื่อลดขยะชีวภาพที่ย่อยสลายได้ แล้วเพิ่มความเสี่ยงเรื่องผลกระทบเรื่องพันธุกรรมกับคนกิน....คิดได้เนาะ ส่วนประเทศไทยก้าวหน้ากว่า ปอกแอ๊บเปิ้ล ล้างด้วยน้ำเกลือบ้าง(อันนี้ปลอดภัย-เค็มแต่ดี) สารเคมีอันตรายบ้าง เกิดสีน้ำตาลช้าลงตามประเภทสาร แต่ก็รับความเสี่ยงเรื่องมะเร็งไป ถ้าใช้สารอันตราย T^T

อันนี้ลิงค์ต้นทาง
https://www.technologyreview.com/s/609080/gm-apples-that-dont-brown-to-reach-us-shelves-this-fall/
อันนี้ลิงค์คนคิดค้น ยังคงถกเถียงกันอยู่ ดีไม่ดี ฮะ!
https://www.arcticapples.com/how-did-we-make-nonbrowning-apple/

USA Food News_Recalls products undeclared Allergen


วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

USA Food News_FDA เตรียมขยายเวลาบังคับใช้ระเบียบฉลากโภชนาการแบบใหม่

                องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) เตรียมขยายเวลาบังคับใช้ระเบียบการติดฉลากโภชนาการและอาหารเสริม (Nutrition facts and supplement facts label rule) และระเบียบการคำนวณหน่วยบริโภค (Serving size rule) ฉบับสมบูรณ์ จากเดิมที่จะบังคับใช้ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 เป็นวันที่ 1 มกราคม 2563 สำหรับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีรายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และวันที่ 1 มกราคม 2564 สำหรับผู้ประกอบที่มีรายได้น้อยกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี แต่ไม่มีการเปลี่ยนรายละเอียดของระเบียบดังกล่าวแต่อย่างใด 

โดยสามารถส่งข้อคิดเห็นในประเด็นการขยายเวลาบังคับใช้ระเบียบดังกล่าวไปยัง FDA ได้ที่ http://www.regulations.gov ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2560 เป็นเวลา 30 วัน 

                ทั้งนี้ การตัดสินใจขยายเวลาการบังคับใช้ระเบียบดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสมาคมอุตสาหกรรม แต่ทางด้านกลุ่มผู้บริโภคและองค์กรอิสระไม่เห็นด้วย เนื่องจากเกรงมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายขาดความโปร่งใส

ที่มา: foodlawlatest.com สรุปโดย: มกอช.

Thai-USA Food News_เตือนส่งออกไทยไปสหรัฐฯ จับตากฎหมาย Buy American

นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยว่า สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตันแจ้งว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (United States Trade Representative Office : USTR) ได้เปิดขอรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากผู้ประกอบการของสหรัฐฯ เพื่อใช้ประกอบการศึกษาผลกระทบกฎหมาย Buy American ของสหรัฐฯ ต่อความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement Agreement : GPA) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ข้อมูลที่ USTR ต้องการศึกษาประกอบการออกกฎหมาย Buy American ที่อาจส่งผลต่อ GPA ครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้ (1) ประสบการณ์ของบริษัทในฐานะของคู่สัญญาหลัก หรือผู้รับจ้างรายย่อย [Subcontractor] เกี่ยวกับ GPA (2) ผลกระทบต่อประเทศภาคี FTA ของสหรัฐฯ (3) ประสบการณ์ของบริษัทในฐานะคู่ค้าสัญญาหลัก หรือผู้รับจ้างรายย่อยเกี่ยวกับการเข้าร่วมประมูลสัญญา GPA ที่สหรัฐฯ มีความตกลง FTA หรือมีภาคีในความตกลง GPA (4) สัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในสหรัฐฯ โดยเฉลี่ย [Average US Content] ในสินค้าที่บริษัทผลิต / จำหน่ายให้กับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ (5) สัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในสหรัฐฯ โดยเฉลี่ย [Average US Content] ในสินค้าที่บริษัทผลิต / จำหน่ายให้กับรัฐบาลต่างประเทศ (6) อุปสรรคหลัก 3 อันดับแรกของการมีเงื่อนไขที่กำหนดให้ต้องมีสัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในประเทศร้อยละ 111 ต่อสินค้าที่บริษัทผลิตให้กับรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือรัฐบาลต่างประเทศ (7) ผลกระทบต่อ FTA ที่มีข้อกำหนดว่าด้วย GPA รวมอยู่ด้วย (8) ผลกระทบทั้งปัจจัยบวกและลบของการมีข้อกำหนด Buy American และ (9) ประสบการณ์ของบริษัทเกี่ยวกับข้อขัดแย้งระหว่างข้อกำหนด Buy American และข้อกำหนดภายใต้ FTA ที่สหรัฐฯ เป็นภาคี เพื่อ USTR จะเตรียมเสนอผลการศึกษาดังกล่าวต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ภายในวันที่ 24 พฤศจิกายน ศกนี้
นายวันชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมาย Buy American เป็นกฎหมายเชิงนโยบายที่กำหนดให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องจัดซื้อจัดจ้างและเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศเป็นอันดับแรก ดังนั้นผู้ส่งออกไทยจึงควรติดตามความคืบหน้าการออกกฎหมายดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือกับนโยบายดังกล่าวที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยที่สหรัฐฯ สามารถผลิตได้ด้วยไปยังสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ทั้งนี้ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามความคืบหน้าของกฎหมายดังกล่าวเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ 
https://www.gpo.gov/fdsys/pkg/FR-2017-08-21/pdf/2017-17553.pdf
ที่มา กรมการค้าต่างประเทศ

วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Food Law Update_THDOF

ไปดาวน์โหลดตาม link นี้นะคะ

1. ประกาศกรมประมง เรื่อง การส่งออกสัตว์น้ําหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ําเพื่อการบริโภคไปสหภาพยุโรป 19/6/2560

2 ประกาศกรมประมง เรื่อง การส่งออกสัตว์น้ําหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ําเพื่อการบริโภคไปนอกราชอาณาจักร 
    ยกเว้นส่งออกไปสหภาพยุโรป 19/6/2560

มาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทางเคมีสินค้าแช่เย็นแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง (LOT BY LOT) 
up 1/4/60
3. AUS

4. korea

5. taiwan

6. usa

7. vietnam 

มาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทางเคมีสำหรับสินค้าสิทธิพิเศษ UP 1/4/60

8. Frozen Fishery Product 

9. Canned Fishery Product 

10. Traditional Fishery Product 

11.  CHEMICAL REFERENCE CRITERIA FOR FROZEN FISHERY PRODUCTS

    วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559

    USA Food News_USFDA ปรับปรุงกฎระเบียบข้อมูลฉลากโภชนาการใหม่

    เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2559 องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (USFDA) ได้ออกประกาศการปรับปรุงฉลากอาหาร โดยมีการแก้ไขรายละเอียดให้มีความทันสมัยและใช้ข้อมูลอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงฉลากสินค้า 2 เรื่อง ดังนี้
                    1. ปรับปรุงรูปแบบฉลากโภชนาการใหม่ โดยมุ่งเน้นให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นและต้องทราบดังนี้
    - เพิ่มขนาดตัวหนังสือให้มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือ เป็นตัวเข้มสำหรับรายละเอียดโภชนาการที่สำคัญ คือ แคลอรี่ หน่วยบริโภค และจำนวนการบริโภคต่อหนึ่งบรรจุภัณฑ์
    - แจ้งปริมาณของวิตามินดี และโปรแตสเซียมที่จะได้รับจากอาหารเป็นปริมาณที่ควรจะได้รับในหนึ่งวัน (the % daily value - %DV)
    - เพิ่มเติมคำอธิบาย %DV หรือปริมาณที่แนะนำต่อวันต่อหนึ่งหน่วยการบริโภคซึ่งจะอยู่บนฟุตโน๊ตของฉลาก
    - การผสมน้ำตาลในอาหาร ฉลากต้องแสดงรายละเอียดปริมาณเป็นกรัมและปริมาณเป็น %DV
    - ยกเลิกการใส่ข้อมูลปริมาณแคลลอรี่จากไขมัน (Calories from fat)
                    2. แก้ไขหน่วยบริโภค (Serving Size) และข้อกำหนดบนฉลากเฉพาะสินค้าบางขนาด เช่น
    - แก้ไขหน่วยบริโภค (Serving Size) ให้เป็นไปตามปริมาณอาหารและเครื่องดื่มที่ผู้บริโภคบริโภคตามความเป็นจริง จากเดิมที่กำหนดจากปริมาณอาหารและเครื่องดื่มที่ควรบริโภค โดยใช้ข้อมมูลจากการศึกษาลักษณะนิสัยการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มของคนอเมริกันเป็นมาตรฐาน
    - อาหารและเครื่องดื่มที่มีบรรจภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่ สามารถบริโภคได้ 1-2 คน การกำหนดรายละเอียดหน่วยการบริโภค บนฉลากโภชนาการให้กำหนดเป็นหนึ่งหน่วยการบริโภค
    - กรณีอาหารและเครื่องดื่มที่มีขนาดบรรจุภัณฑ์ที่มีปริมาณมากกว่าหนึ่งหน่วยการบริโภค แต่สามารถบริโภคหมดได้ด้วยหนึ่งคนหรือหลายๆคน กฎหมายกำหนดให้ผู้ผลิตต้องแสดงรายละเอียดทั้งสองแบบคือ ปริมาณต่อหนึ่งหน่วยการบริโภค และปริมาณต่อหนึ่งบรรจุภัณฑ์
                    ทั้งนี้กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 โดยผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มียอดขายต่อปีไม่เกิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะได้รับการขยายเวลาเพิ่ม 1 ปี
    ทั้งนี้สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.fda.gov./food/newsevents/cpmstotvemti[dates/ucm502201.htm
    ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน D.C. : 
    สรุปโดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

    USA Food News_FDA เสนอปรับแก้กฎหมายข้อมูลบนฉลากโภชนาการ

                    องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ได้เสนอการปรับแก้กฎหมายข้อมูลโภชนาการ (Nutrition Facts panel) บนฉลากสินค้าอาหารให้ทันสมัยขึ้น โดยขณะนี้ FDA ได้เสนอให้หน่วยงาน Office of Information and Regulatory Affairs ภายใต้ สำนักงาน the Office of Management and Budget (OMB)  พิจารณาผลกระทบจากการปรับแก้กฎหมายข้างต้น

                    โดย FDA ได้เสนอให้เปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับข้อมูลโภชนาการอาหารและเครื่องดื่มในหลายจุดบนฉลากโภชนาการ สรุปได้ดังนี้

                      1. ลบ  ‘calories from fat’
                      2. เปิดเผย ‘added sugars’
                      3. การนำใยอาหารบางชนิดมาใช้ในการคำนวณใยอาหารต้องได้รับอนุญาตก่อน
                      4. กำหนดข้อบังคับให้ระบุค่าแคลเซียมและเหล็กเช่นเดิม และระบุค่าวิตามินเอและซีได้โดยสมัครใจ
                      5. เพิ่มข้อบังคับให้ระบุค่าวิตามินดีและโพแทสเซียม
                      6. ปรับแก้ค่าอ้างอิงที่ใช้ในการคำนวณร้อยละของปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน
                      7. ปรับแก้ค่าอ้างอิงสำหรับโซเดียมจาก 2,400 mg เป็น 2,300 mg
                      8. ระบุ ‘calories’ ให้ชัดเจนขึ้น

                   ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่
                   (
    https://www.federalregister.gov/articles/2014/03/03/2014-04387/food-labeling-revision-of-the-nutrition-and-supplement-facts-labels#h-48%20)
                   นอกจากนี้ ในส่วนของข้อเสนอการปรับแก้ข้อมูลหนึ่งหน่วยบริโภค สรุปได้ดังนี้

                     1. แก้ไขคำนิยามของจำนวนหนึ่งหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ (single­serving container)
                     2. กำหนดให้ติดฉลาก 2 สดมภ์ สำหรับบรรุภัณฑ์บางชนิด
                     3. ปรับปรุงและแก้ไขปริมาณการบริโภคทั่วไปมาตรฐาน (Reference Amount Customarily Consumed: RACC)
                     4. กำหนดผลิตภัณฑ์อาหารและหมวดหมู่อาหารที่ต้องระบุปริมาณการบริโภคทั่วไปมาตรฐานต่อการบริโภคเพิ่มเติม สำหรับอุปทานอาหารทั่วไป
                     5. พัฒนาเทคโนโลยีด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวกับหนึ่งหน่วยบริโภค

                   ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่
                   (
    https://www.federalregister.gov/articles/2014/03/03/2014-04385/food-labeling-serving-sizes-of-foods-that-can-reasonably-be-consumed-at-one-eating-occasion)
                   ทั้งนี้ ข้อเสนอการปรับแก้กฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ถือเป็นกฎหมายที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมจะค้นหาการปรับแก้ข้อมูลในทะเบียนกลาง ซึ่งโฆษกของ FDA กล่าวว่า กฎหมายฉลากข้อมูลโภชนาการกำลังอยู่ในช่วงทบทวน FDA ยังไม่ได้กำหนดช่วงเวลาในการประกาศ

    ที่มา: foodnavigator สรุปโดย: สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

    วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2559

    USA Food News_US-FDA แจ้งเตือนพบสารพิษตกค้างในกุ้ง

    องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (USFDA) ออกประกาศแจ้งเตือนหลังสุ่มตรวจพบสารตกค้าง nitrofurans และ chloramphenicol  ในสินค้ากุ้งจากมาเลเซียซึ่งเป็นสารปฎิชีวนะต้องห้ามของสหรัฐฯ   (ยกเว้นรัฐซาบาห์และซาราวัก) โดยทาง USFDA ได้บันทึกรายชื่อของบริษัทที่มีการดำเนินการหรือขนส่งกุ้ง จากคาบสมุทรมาเลเซีย ในระบบ Import Alerts ส่งผลให้สินค้าที่นำเข้าจากบริษัทที่มีรายชื่ออยู่ในระบบ Import Alerts อาจถูกกักกันที่ด่านนำเข้าโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบทางกายภาพ (physical examination) เพื่อเป็นการปกป้องสุขภาพของผู้บริโภคของสหรัฐฯ

                     ทั้งนี้ USFDA ได้ร้องขอให้ทางรัฐบาลมาเลเซียตรวจสอบสาเหตุของปัญหาการปนเปื้อนและปรับปรุงการดำเนินการทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อป้องกันการส่งออกกุ้งที่มีสารดังกล่าวจากมาเลเซียมายังสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันมาเลเซียได้ประกาศห้ามใช้สาร nitrofurans และ chloramphenicol ในธุรกิจฟาร์มอาหารทะเลแล้ว  แต่เนื่องจาก FDA ยังพบการปนเปื้อนของสารทั้ง 2 ชนิดในสินค้ากุ้งนำเข้าจากมาเลเซียอยู่  ซึ่งจากสถิติพบว่าในปีงบประมาณ 2558 มีการตรวจพบตัวอย่างจำนวน 45 จาก 138 ตัวอย่างทั้งหมดปนเปื้อนสาร nitrofurans และ chloramphenicol 


    ที่มา : thefishsite.com : สรุปโดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

    USA Food News_ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์เติบโตต่อเนื่อง

    กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ประกาศอัตราการขยายตัวและแนวโน้มในการเติบโตของสินค้าเกษตรอินทรีย์และจากสถิติพบว่ามีผู้ประกอบการสินค้าออแกนิคที่ได้รับการรับรองในสหรัฐ จำนวน 21,781 ราย และผู้ประกอบการจากทั่วโลก จำนวน 31,160 รายซึ่ง

                    สอดคล้องกับข้อมูลของหน่วยงาน Agricultural marketing Service (AMS) National Organic Program (NOP) ที่ระบุว่าจำนวนผู้ประกอบการภายในประเทศที่ได้รับการรับรอง มีอัตราเพิ่มขึ้น 12%ระหว่างปี 2557-2558 ซึ่งมากกว่าอัตราการเติบโต ในปี 2551 เพิ่มขึ้นจากจุดเริ่มต้นในปี 2545 เกือบ 300%  

                    ในปัจจุบันตลาดค้าปลีกสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมูลค่ามากกว่า 39,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และมูลค่ามากกว่า 75,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ทั่วโลก ความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเลขานุการด้านการเกษตรสหรัฐฯ ได้กล่าวว่าจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของผู้บริโภคสหรัฐฯ กระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากกว่า 1 พันล้านบาท ในกว่า 40,000 ธุรกิจร้านอาหารท้องถิ่นและโครงสร้างพื้นฐานในระหว่างปี 2552 และจากข้อมูลของภาคอุตสาหกรรมพบว่าธุรกิจร้านอาหารท้องถิ่นของสหรัฐฯ มียอดจำหน่ายอย่างน้อย 12,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในปี 2554 เพิ่มขึ้น 500 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ

                    กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ กล่าวว่าปัจจุบันมีแผนการเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้าเกษตรอินทรีย์มากกว่า 7 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งช่วให้เข้าถึงระบบการรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์และบรรลุเป้าหมายถึงกลยุทธ์ Sound and Sensible  ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ
     
     
     
    ที่มา The Pig Site สรุปโดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

    USA Food News_USDA เสนอปรับมาตรฐานการผลิตสัตว์อินทรีย์

    หลังจากที่หน่วยงานบริการการตลาดภาคเกษตร (Agricultural Marketing Service: AMS) ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (United States Department of Agriculture: USDA) เสนอร่างปรับแก้ข้อกำหนดการผลิตสัตว์ปีกและปศุสัตว์อินทรีย์ในประเทศ ทำให้มาตรฐานเกี่ยวกับการผลิตสัตว์อินทรีย์มีแนวโน้มถูกเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความมั่นใจในการประยุกต์ใช้ข้อกำหนดและสร้างข้อมูลการผลิตที่ชัดเจนให้แก่ผู้บริโภค

                    ฝ่ายบริหาร AMS กล่าวว่า ผู้บริโภคมีความต้องการผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การปรับเปลี่ยนข้อกำหนดนี้ถือเป็นการสนับสนุนและสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันให้แก่ผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ ด้วย การกำหนดมาตรฐานการดำเนินงานและการรับรองที่เข้มงวดและชัดเจนขึ้นสำหรับสัตว์ปีกและปศุสัตว์อินทรีย์ ที่จะเป็นรากฐานของการรับรองสัตว์อินทรีย์โดยคณะกรรมการบริหารมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (The National Organic Standards Board) ทั้งยังถือเป็นการตระหนักถึงความสำคัญของเครื่องหมายเกษตรอินทรีย์เพื่อสนับสนุนให้ภาคเกษตรอินทรีย์เติบโตอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยมีข้อกำหนดหลัก ได้แก่

                     • การผลิตปศุสัตว์และสัตว์ปีกให้มีสุขภาพและสวัสดิภาพที่ดี รวมถึงการระบุวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับการขนส่งและการฆ่า

                     • กำหนดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของสัตว์ที่อนุญาต/ไม่อนุญาตในการผลิต สำหรับการผลิตปศุสัตว์และสัตว์ปีกอินทรีย์

                     • สร้างข้อกำหนดพื้นที่ขั้นต่ำสำหรับสัตว์ปีกทั้งแบบเลี้ยงกลางแจ้งและเลี้ยงในสถานที่เลี้ยงแบบปิด
     
     
     
    ที่มา: thepoultrysite สรุปโดย: สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

    วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

    USA Food News_US ผุดแนวทางการตรวจสอบย้อนกลับใหม่ต่อสู้ IUU

    คณะกรรมาธิการสภาทะเลแห่งชาติของสหรัฐ (National Ocean Council: NOC) เผยแนวทางใหม่ในการสร้างโครงการตรวสอบย้อนกลับอาหารทะเลของสหรัฐฯ จะนำไปสู่มาตรฐานระดับสากล การจัดการแหล่งทรัพยากรอาหารทะเลอย่างยั่งยืนและไม่มีการหลอกลวงทางการค้า ที่เป็นแนวทางสำคัญในการต่อสู้กับการประมงผิดกฎหมาย (illegal, unreported, and unregulated: IUU fishing) ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อติดตามแหล่งที่มาของการนำเข้าอาหารทะเล ด้วยการสร้างกระบวนการรายงานและการจัดการขั้นตอนการนำเข้าปลาและสินค้าปลาที่นำเข้ามาในสหรัฐฯ

                    แนวทางระบบตรวสอบย้อนกลับอาหารทะเลนี้ จะมีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการจับสัตว์น้ำ การขนส่งเทียบท่าเรือ และห่วงโซ่ของปลาและผลิตภัณฑ์ปลา การนำเข้าสัตว์น้ำมายังสหรัฐฯ จะถูกวิเคราะห์ความเสี่ยงเกี่ยวกับการประมงผิดกฎหมาย (IUU) และอาหารทะเลปลอม เพื่อป้องกันผลิตภัณฑ์จากการประมงผิดกฎหมายและผลิตภัณฑ์ปลอมแปลงเข้าสู่สหรัฐฯ ทั้งนี้แนวทางข้างต้นจะเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นเป็นเวลา 60 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 4 เมษายน 2559
     
     


     ที่มา: thefishsite (สรุปโดย: สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ)


    อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การประมงผิดกฎหมาย (illegal, unreported, and unregulated: IUU fishing) ได้ที่

    http://www.fao.org/docrep/005/y3554e/y3554e01.htm

    http://ec.europa.eu/fisheries/cfp/illegal_fishing/index_en.htm

    วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

    USA_กระบวนการถอดถอนการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพ (DWPE)

    การตัดสินใจถอดถอนสินค้า ผู้ผลิต ผู้บรรจุ ผู้ส่งสินค้า ผู้ปลูก ประเทศ หรือผู้นำเข้าออกจากบัญชีรายชื่อการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพ (Detention Without Physical Examination) หรือ DWPE ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ได้มีการแก้ไขปัญหาการละเมิดกฎระเบียบ และ FDA มั่นใจว่า การนำเข้าในอนาคตจะถูกต้องตามกฎระเบียบของกฎหมาย โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการถอดถอนใน          กรณีต่าง ๆ ดังนี้
    (1) การถอดถอนสินค้า ผู้ผลิต/ประเทศ (ยกเว้นสินค้าผักผลไม้)
                     FDA จะพิจารณาหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าได้มีการแก้ไขสิ่งที่ละเมิดกฎระเบียบ ได้แก่ บันทึกผลการวิเคราะห์/ตรวจสอบของห้องปฏิบัติการของเอกชน ของรัฐบาลต่างประเทศ หรือจากห้องปฏิบัติการของ FDA รวมถึงเอกสารการสั่งปล่อยสินค้าของ FDA  นอกจากนี้ อาจต้องมีเอกสารอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อพิสูจน์ว่าจะไม่มีการขัดระเบียบอีกต่อไป เช่น ข้อมูลส่วนผสมผลิตภัณฑ์ ข้อมูลการปรับปรุงฉลาก ข้อมูลการเปลี่ยนการใช้ส่วนผสมหรือสารเคมีปรุงแต่งอื่นๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่จะต้องปฏิบัติมีดังต่อไปนี้
    ·     กรณีผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งจากผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง ก่อนการเสนอให้มีการถอดถอนจะต้องมีการนำเข้าสินค้าเข้ามายังสหรัฐอเมริกาโดยปราศจากการละเมิดกฎระเบียบอย่างน้อย 5 ครั้งติดต่อกัน
    ·     กรณีผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งจากประเทศหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง ก่อนการเสนอให้       ถอดถอนจะต้องมีการนำเข้ามายังสหรัฐฯ โดยปราศจากการละเมิดติดต่อกันอย่างน้อย 12 ครั้ง และการนำเข้ามาทั้ง 12 ครั้งนี้ ควรเป็นจำนวนที่เป็นตัวแทนของผู้ผลิต/ผู้ส่งสินค้าจากภูมิภาคหรือประเทศที่มีการนำเข้า
    ·     กรณีผลิตภัณฑ์หลายชนิดซึ่งมาจากผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง ก่อนการเสนอให้ถอดถอนจะต้องมีการนำเข้า 12 ครั้งติดต่อกันที่ปราศจากการละเมิดกฎระเบียบ และควรจะต้องครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเข้าตามปกติ หรือครอบคลุมผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดหากมีการระบุชนิดสินค้าที่ถูกกักกัน
    (2)  การถอดถอนสินค้าผักผลไม้สด
    กรณีการปนเปื้อนสารเคมี  การเสนอให้พิจารณาถอดถอนรายชื่อออกจาก DWPE อาจทำโดยหน่วยงานระดับท้องถิ่น โดยมีข้อมูลและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
    กรณีสารกำจัดศัตรูพืช  FDA จะพิจารณาถอดถอนชื่อผู้ปลูกออกจาก DWPE เมื่อการนำเข้า      5 ครั้งติดต่อกันล่าสุดถูกต้องตามกฎระเบียบ และต้องเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
    ·    ผู้ปลูกสามาถพิสูจน์ด้วยเอกสารที่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า ปัญหาสารตกค้างไม่มีปรากฎอีกต่อไป  หรือ
    ·    ประเทศ/ผู้ปลูก/ผู้นำเข้า สามารถพิสูจน์ด้วยเอกสารที่เพียงพอที่จะแสดงว่า ผักผลไม้สดแต่ละรุ่น (Lot) ที่มีการนำเข้ามาจากแหล่งผลิตที่ไม่มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่มีปัญหา หรือ
    ·    FDA ได้รับข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผักผลไม้มาจากแหล่งผลิตที่ไม่ได้มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งเอกสารแสดงชนิดสารกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ในพื้นที่โดยรอบ วันที่และวิธีการใช้สารกำจัดศัตรูพืช และผลการวิเคราะห์ตัวอย่างจากในแหล่งปลูกที่ระบุว่าไม่ได้ใช้สารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งแสดงว่าผลผลิตจากแหล่งผลิตดังกล่าวเป็นไปตามกฎระเบียบ หรือ
    ·    ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดการเพื่อป้องกันสารตกค้างที่ผิดกฎหมายในการนำเข้าในอนาคต
        FDA อาจเสนอให้ถอดถอนรายชื่อผักผลไม้หรือผู้นำเข้า ออกจาก DWPE ได้ตลอดเวลาหากมีข้อมูลสนับสนุนซึ่งแสดงว่า ไม่มีความจำเป็นต้องกักกันอีกต่อไป
        FDA อาจร้องขอให้ยุติการกักกันโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบได้หลังจาก 1 ปีที่การประกาศการกักกันมีผลบังคับใช้ หากเข้าเงื่อนไขทั้งหมดดังต่อไปนี้
    ·    มีการกำหนดฤดูการเพาะปลูกอย่างชัดเจน และ
    ·    ไม่ปรากฎว่ามีปัญหาเกิดขึ้นอีก และ
    ·    มีโครงการซึ่งสนับสนุนโดยรัฐบาลเพื่อตรวจสอบดูแลและแก้ไขปัญหา และ
    ·    มีหลักฐานแสดงว่าปัญหาจะไม่เกิดขึ้นอีก
    (3)  การถอดถอนผู้นำเข้า
                       การถอดถอนผู้นำเข้าสามารถแยกออกได้เป็น 3 กรณี ได้แก่
    ·    กรณีผู้นำเข้าถูกขึ้นบัญชี DWPE เป็นครั้งแรกสำหรับการนำเข้าสินค้าผิดระเบียบ 1 ชนิด  FDA จะเสนอให้มีการถอดถอนรายชื่อหลังจากที่ผู้นำเข้าสามารถนำเอกสารที่ยอมรับได้ไปแสดง เพื่อให้เห็นว่า       มีการนำเข้าสินค้าจากผู้ผลิตที่ระบุล่าสุดอย่างน้อยติดต่อกัน 5 ครั้ง ถูกต้องตามกฎระเบียบอย่างสมบูรณ์
    ·    กรณีผู้นำเข้าถูกขึ้นบัญชี DWPE เป็นครั้งแรกสำหรับการนำเข้าสินค้าหลายชนิด  FDA     จะเสนอถอดถอนรายชื่อผู้นำเข้าหลังจากที่ผู้นำเข้าสามารถแสดงเอกสารที่ยอมรับได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการนำเข้า   12 ครั้งล่าสุดติดต่อกัน มีความถูกต้องตามกฎระเบียบอย่างสมบูรณ์ และการนำเข้าทั้ง 12 ครั้งนั้น ครอบคลุมสินค้าที่ถูกกักกันและเป็นการนำเข้าโดยปกติ
    ·    กรณีไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้นำเข้าถูกขึ้นบัญชี DWPE   FDA จะเสนอให้มีการถอดถอนรายชื่อหลังจากที่ผู้นำเข้าสามารถนำเอกสารที่ยอมรับได้ไปแสดงเพื่อให้เห็นว่ามีการนำเข้าสินค้าจากผู้ผลิตที่ระบุล่าสุดอย่างน้อย 10 ครั้งติดต่อกันถูกต้องตามฎระเบียบอย่างสมบูรณ์สำหรับกรณีสินค้าถูกกักกันเพียงชนิดเดียว หรือ 24 ครั้งติดต่อกันสำหรับกรณีสินค้าที่ถูกกักกันมีหลายชนิด
    นอกจากนี้ คำร้องขอให้ถอดถอนรายชื่อผู้นำเข้าออกจาก DWPE ของผู้นำเข้าจะต้องมีรายละเอียดที่เพียงพอ และมีรายละเอียดขั้นตอนต่าง ๆ ที่ดำเนินการเพื่อป้องกันการนำเข้าที่ผิดกฎระเบียบในอนาคต
    (4)  การถอดถอนสถานประกอบการ 
    ผู้ประกอบการหรือสินค้าที่ถูกขึ้นบัญชี DWPE อันเนื่องมาจากตรวจพบการละเมิดในระหว่าง  การตรวจสอบสถานประกอบการ หรือเนื่องจากผลิตภัณฑ์ไม่ได้ผลิตภายใต้สุขลักษณะที่ดีในการผลิต (Good Manufacturing Practices) หรือ GMPs การเสนอให้ถอดถอนจะกระทำได้หลังจากที่มีการตรวจสอบซ้ำโดย        ผู้ตรวจสอบที่ไม่ใช่ผู้ตรวจสอบเดิม และยืนยันว่าได้มีการแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว หรือในบางกรณีผู้ประกอบการอาจแสดงข้อมูลหรือเอกสารที่เพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าได้มีการดำเนินการแก้ไข โดยทั้งสองกรณีจะต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ FDA ก่อนที่จะมีการแจ้งการถอดถอนรายชื่อออกจากบัญชี DWPE
                     นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดกฎระเบียบปลีกย่อยสำหรับการถอดถอนรายชื่อออกจาก DWPE สำหรับกรณีหรือเงื่อนไขอื่น ได้แก่
    ·    ผู้ส่งสินค้าหรือ Shipper ที่ถูกขึ้นบัญชี DWPE อันเนื่องมาจากไม่สามารถระบุที่มาของผู้ผลิตได้  FDA จะเสนอให้พิจารณาถอดถอนรายชื่อออกจากการกักกัน หากภายใน 6 เดือน ผู้ส่งสินค้าดังกล่าว   ไม่มีการส่งสินค้าที่ละเมิดกฎระเบียบ FD&C Act และสามารถจัดทำเอกสารระบุขั้นตอนที่ได้ดำเนินการเพื่อไม่ให้มีการละเมิดกฎระเบียบ
    ทั้งนี้ ผู้ส่งสินค้าอาจแสดงหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า ผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตที่ระบุไม่ได้มีการละเมิดกฎระเบียบและไม่สมควรที่จะถูกกักกัน อย่างไรก็ตาม หากสามารถระบุผู้ผลิตสินค้าละเมิดกฎระเบียบได้         การถอดถอนรายชื่อสินค้าออกจากบัญชี DWPE จะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จะลบล้างข้อกล่าวหาการละเมิด ซึ่งจะต้องยื่นโดยผู้ผลิต แทนที่จะเป็นผู้ส่งสินค้า
    ·    สินค้าถูกขึ้นบัญชี DWPE เนื่องจากละเมิดกฎระเบียบภายใต้มาตรา 801 (a) (1) หรือ (2) การถอดถอนรายชื่อออกจาก DWPE ด้วยการเก็บตัวอย่างมาตรวจสอบเพื่อให้พ้นข้อกล่าวหาการละเมิดกฎระเบียบอาจไม่เพียงพอ  อาจต้องมีการตรวจสอบในสถานประกอบการ หรือมาตรการอื่น ๆ ที่เหมาะสม
    ·         สินค้าถูกขึ้นบัญชี DWPE เนื่องจากละเมิดกฎระเบียบภายใต้มาตรา 801 (a) (3)          FDA จะพิจารณาเสนอให้ถอดถอนรายชื่อออกจาก DWPE หลังจากที่มีการส่งสินค้าโดยถูกต้องตามกฎระเบียบอย่างน้อย 5 ครั้งติดต่อกัน และ FDA จะทำการตรวจสอบ (Audit) เพื่อความมั่นใจในความถูกต้องของการวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม การขนส่งสินค้าเข้าโดยปราศจากการละเมิดกฎระเบียบอาจมากกว่าที่กำหนดได้  เช่น กรณีผู้ส่งสินค้าที่เคยถูกถอดถอนออกจาก DWPE แต่ได้กระทำความผิดซ้ำจนต้องถูกกักกันการนำเข้าอีกครั้ง กระบวนการถอดถอนครั้งต่อไปอาจต้องมีการขนส่งสินค้าปราศจากการละเมิดกฎระเบียบมากกว่า 5 ครั้งติดต่อกัน เป็นต้น 
    ·    การแยกการขนส่งสินค้า (Shipment) ด้วยการแยกนำเข้า (Entries) หลาย ๆ ครั้ง        จะไม่ได้รับการพิจารณาจาก FDA ในกระบวนการถอดถอนรายชื่อจาก DWPE เนื่องจากส่อเจตนาเพื่อการเพิ่มจำนวนการขนส่งโดยปราศจากการละเมิดให้ครบตามที่กำหนด การขนส่งสินค้าควรเป็นไปตามปกติทางการค้า และไม่ควรแบ่งแยกการขนส่งสินค้าในปริมาณที่น้อยกว่า 10-15 กล่อง (Cartons) ซึ่งไม่ถือเป็นการปฏิบัติตามการค้าปกติทั่วไป (ตัวอย่างสินค้าอาหารที่มีมูลค่าสูง เช่น ชีส) อาจไม่ได้รับการพิจารณาให้อยู่ในกระบวนการ     ถอดถอนสินค้าออกจาก DWPE
    ·    เอกสารอื่น ๆ อาจจำเป็นต้องใช้ก่อนการแจ้งการหลุดพ้นข้อกล่าวหาการละเมิดกฎระเบียบ และการถอดถอนรายชื่อออกจาก DWPE เช่น เอกสารการจดทะเบียน หรือ Premarket Approval Application เป็นต้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของการละเมิด
    ·    ถ้ารายการสินค้านั้นอยู่ในกรณีการกักกันประเภททั้งประเทศ (Countrywide) ทั้งภูมิภาค (Region Wide) หรือทั่วโลก (Worldwide) ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสามารถส่งหลักฐานหรือข้อโต้แย้งไปยัง FDA       เพื่อพิสูจน์ว่า ไม่ควรนำข้อกำหนดในกรณีดังกล่าวมาบังคับใช้กับสินค้าของบริษัทตน ซึ่งหากบริษัทสามารถ     พิสูจน์ได้ ก็จะได้รับการยกเว้นจาก FDA ไม่ต้องถูกกักกันสินค้าโดยทันทีที่นำเข้าโดยไม่ต้องตรวจสินค้าทางกายภาพ โดยจะได้รับการถูกบรรจุอยู่ใน Green List (Good Company List) ทำให้ทางบริษัทสามารถประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้าไปตรวจยังห้องปฏิบัติการเอกชน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บริษัทจะมีรายชื่ออยู่ใน Green List แต่อาจจะมีการสุ่มตรวจสินค้าจากทาง FDA ได้ทุกเมื่อ
    การแจ้งการถอดถอนการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพ
                       FDA โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการเสนอการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบฯ จะเป็นผู้แจ้งเรื่องการถอดถอนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบเช่นเดียวกันกับเมื่อมีการแจ้งการกักกัน


    อ้างอิงจาก
    http://www.fda.gov/ICECI/ComplianceManuals/RegulatoryProceduresManual/ucm179271.htm

    http://www.importalerts.com/removal-from-import-alert/

    สรุปโดย ฝ่ายการเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นคลอสแอนเจลิส

    USA_การกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพ ประเทศสหรัฐอเมริกา



























































































    การกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพ (Detention Without Physical Examination, DWPE) โดยหน่วยงาน Food and Drug Administration (FDA)         ประเทศสหรัฐอเมริกา
                       การกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพ (Detention Without Physical Examination) หรือ DWPE เป็นมาตรการกักกันสินค้าทันที ณ ด่านนำเข้า โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบทางกายภาพ เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ละเมิดกฎระเบียบ ซึ่งเริ่มบังคับใช้โดย FDA เมื่อปี 2517 ในกรณีที่พบว่ามีประวัติการนำเข้าสินค้าละเมิดกฎระเบียบ หรืออาจมีการละเมิด หรือมีข้อมูลอื่นๆ ที่บ่งชี้ว่าจะมีการละเมิดกฎระเบียบการนำเข้าของ FDA ในอนาคต ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบในการพิจารณาการกักกัน เผยแพร่ และถอดถอน ได้แก่ หน่วยงาน Office of Enforcement and Import Operations (OEIO) ซึ่งอยู่ภายใต้ Division of Import Operations (DIO) ของ FDA โดยจะพิจารณาจากข้อมูลของหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของ FDA เมื่อ DIO ได้รับการแจ้งข้อมูลการละเมิดและข้อแนะนำให้มีกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบฯ จะทำการพิจารณาตรวจสอบ หากเห็นว่าสมควรให้ดำเนินการตามที่เสนอ ก็จะแจ้งการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบฯ ในรูปแบบ “การแจ้งเตือนการนำเข้า” หรือ “Import Alert” ไปยังหน่วยงานที่ดูแลด้านการนำเข้า ยกเว้นในกรณีที่มีการเสนอให้กักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบฯ อันเนื่องมาจากการพบสารกำจัดศัตรูพืชชนิดที่ไม่ได้มีการกำหนดค่า Tolerance จะต้องผ่านการพิจารณาและความเห็นชอบจากหน่วยงาน Center for Food Safety and Applied Nutrition (CFSAN) เสียก่อน
    นอกจาก FDA จะมีอำนาจในการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพแล้ว ยังมีอำนาจใน   การปฏิเสธการนำเข้าสินค้าภายใต้กฎหมาย  Food, Drug and Cosmetic Act (FD&C Act) มาตรา 801 (a) เมื่อปรากฎข้อมูลผลการตรวจสอบของตัวอย่างที่สุ่มตรวจว่ามีการละเมิดกฎระเบียบ หรือ (1) เป็นสินค้าที่มีการผลิต แปรรูป บรรจุหีบห่อภายใต้สภาพที่ไม่ถูกสุขอนามัย หรือสถานประกอบการหรือการควบคุมการผลิต        การบรรจุหีบห่อ หรือการเก็บรักษา หรือการติดตั้งอุปกรณ์ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบภายใต้มาตรา 520 (f)          (2) เป็นสิ่งของต้องห้ามหรือมีการควบคุมการจำหน่ายในประเทศที่ผลิตหรือประเทศที่ส่งออก (3) เป็นสิ่งของที่มีการปนเปื้อน ปิดฉลากไม่ถูกต้องหรือบิดเบือน หรือละเมิดกฎระเบียบภายใต้มาตรา 505 (บทบัญญัติเกี่ยวกับ     ยาชนิดใหม่) ซึ่งสินค้าที่เข้าข่ายดังกล่าวข้างต้นจะถูกปฏิเสธการนำเข้า
    การเสนอการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพ 
    การเสนอให้กักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบฯ อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลหลายรูปแบบ โดยอาจพิจารณาจากฐานข้อมูลในอดีตที่พบว่ามีการละเมิดบ่อยครั้งของสินค้า ผู้ผลิต ผู้ส่งสินค้า ผู้ปลูก ผู้นำเข้า ภูมิภาค หรือประเทศ เป็นต้น หรือพิจารณาจากพื้นฐานข้อมูลอื่น เช่น ข้อมูลระบุว่ามีการจับจากแหล่งน้ำที่มีมลภาวะ หรือสินค้ามีการผลิตหรือเก็บรักษาในสภาพที่ไม่ถูกสุขลักษณะ  หรือผลิตในสถานประกอบการที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานสุขลักษณะที่ดีในการผลิตหรือ GMPs (Good Manufacturing Practices) นอกจากนี้ สินค้าที่ไม่เคยมีประวัติการละเมิดกฎระเบียบอาจถูกเสนอให้มีการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบฯ ได้ หากมีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอที่ระบุได้ว่า การนำเข้าในอนาคตอาจมีการละเมิดกฎระเบียบ ทั้งนี้สามารถแบ่งการเสนอการกักกันโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบฯ เป็นกรณีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
    (1)  การกักกันสินค้าอันเนื่องมาจากการพบการละเมิดกฎระเบียบเพียงหนึ่งตัวอย่าง (One Violative Sample)
                            กรณีมีหลักฐานอย่างน้อยหนึ่งตัวอย่างสินค้าที่พบว่ามีการละเมิด และการละเมิดนั้นมีความเป็นไปได้อย่างมีนัยสำคัญที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยการเก็บตัวอย่างและ/หรือการวิเคราะห์อาจกระทำโดย FDA หรือหน่วยงานของรัฐบาลกลาง หน่วยงานของมลรัฐ หรือหน่วยงานท้องถิ่นที่เชื่อถือได้ สำหรับสินค้าที่หากพบการละเมิดแม้เพียงหนึ่งตัวอย่าง ก็สามารถเสนอให้มีการกักกันฯ ได้แก่
    ·  ผลิตภัณฑ์มีอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งอยู่ในระดับ Class I และ II ภายใต้กฎระเบียบการเรียกคืนของ FDA
    ·  ผลิตภัณฑ์ (สด แช่แข็ง หรือแปรรูป) ที่มีการการตกค้างของสารฆ่าแมลง เชื้อรา Aflatoxin หรือการปนเปื้อนสารเคมีในระดับที่ออกฤทธิ์ได้
    ·  ผลิตภัณฑ์ที่ละเมิดกฎระเบียบเรื่องอาหารบรรจุกระป๋องประเภทกรดต่ำ (Low Acid Canned Food) หรือ อาหารที่เป็นกรด (Acidified Food) เช่น ไม่ได้จดทะเบียนผู้ประกอบการ
    ·  ผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มที่จะละเมิดกฎระเบียบอันเนื่องมาจากส่วนผสมหรือสูตร เช่น       ไม่แจ้งส่วนประกอบที่สำคัญอย่างชัดเจน (เช่น สารก่อภูมิแพ้) มีส่วนผสมของสีที่ไม่ได้รับอนุญาต เป็นยาชนิดใหม่   ที่ใช้สำหรับคนหรือสัตว์ที่ยังไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งการละเมิดกรณีดังกล่าวจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนฉลากหรือสูตรผลิตภัณฑ์ หรือได้รับอนุญาตจาก FDA ให้วางตลาดได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
    · ผลิตภัณฑ์ที่ละเมิดกฎระเบียบเรื่องการปิดฉลาก และ/หรือ ไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบภายใต้กฎหมาย Nutritional Labeling and Education Act (NLEA)
    (2)  การกักกันสินค้าอันเนื่องมาจากการพบการละเมิดกฎระเบียบในหลายตัวอย่าง (Multiple Violative Samples) มีเงื่อนไขในกรณีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
    ·  กรณีที่ผลิตภัณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่งจากผู้ผลิตหรือผู้ส่งสินค้ารายใดรายหนึ่ง ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายด้านสาธารณสุขอย่างมีนัยสำคัญ เช่น มีสิ่งแปลกปลอมที่มีแหล่งที่มาจากสัตว์ (Filths) หรือละเมิดกฎระเบียบเกี่ยวกับฉลาก เป็นต้น โดยเข้าข่ายทั้ง 2 เงื่อนไขดังต่อไปนี้
    -      ผลิตภัณฑ์ถูกกักกันอย่างน้อย 3 ครั้งภายในรอบระยะเวลา 6 เดือน หรือน้อยกว่า และการกักกันทั้ง 3 ครั้งนั้น คิดเป็นอย่างน้อยร้อยละ 25 ของการนำเข้าสินค้านั้นทั้งหมด      
    ·  ผลิตภัณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่งที่มาจากประเทศ หรือภูมิภาค หรือ โดยเข้าข่ายทั้ง 3 เงื่อนไขดังต่อไปนี้
    -      มีการถูกกักกันอย่างน้อย 12 ครั้ง ภายในระยะเวลา 6 เดือน หรือน้อยกว่า และ
    -      การกักกันทั้ง 12 ครั้งนั้น คิดเป็นอย่างน้อยร้อยละ 25 ของการนำเข้าสินค้านั้นทั้งหมด      
    -      การกักกันทั้ง 12 ครั้งนั้น สามารถเป็นตัวแทนจำนวนที่มีนัยสำคัญของผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ผลิต ผู้ส่ง หรือผู้ปลูกผลผลิตซึ่งมาจากเขตทางภูมิศาสตร์หรือประเทศนั้น
    ·  ผลิตภัณฑ์หลายชนิดจากผู้ผลิตหรือผู้ส่งรายใดรายหนึ่ง โดยเข้าข่ายทั้ง 2 เงื่อนไข        ดังต่อไปนื้
    -      มีการกักกันอย่างน้อย 6 ครั้ง ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน หรือน้อยกว่า และ
    -      การกักกันเหล่านั้นเป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ชนิดอย่างรวมกันอย่างน้อยร้อยละ 25 ของการนำเข้าสินค้านั้นทั้งหมดจากผู้ประกอบการนั้น    
    (3)    การกักกันสินค้าอันเนื่องมาจากข้อมูลและสถิติในอดีต (Information and Historical Data) 
    กรณีเมื่อมีหลักฐานที่เป็นข้อมูลปรากฎว่าผลิตภัณฑ์ที่มาจากภูไม่ภาค หรือประเทศอาจจะก่อให้เกิดอันตราย และมีข้อมูลชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะยังคงละเมิดกฎระเบียบต่อไป นอกจากนี้อาจมี  การเสนอให้กักกันสินค้าที่นำเข้าจากผู้ผลิต ผู้ส่ง ผู้ปลูก เขตพื้นทางภูไม่ศาสตร์ หรือประเทศ ซึ่งมีข้อมูลบ่งชี้ว่า    การนำเข้าครั้งต่อไปมีแนวโน้มจะมีการละเมิดกฎระเบียบภายใต้กฎหมาย FD&C 
    (4)    การกักกันอันเนื่องมาจากการตรวจสอบสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาต (Establishment Inspection)
    กรณีที่มีการตรวจสอบ และหลักฐานพบว่าสถานประกอบการในต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตหรือแต่งตั้งจาก FDA ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบการปฏิบัติในการผลิตที่ดี (GMPs) หรือสภาพที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือการกระทำใด ๆ ที่ส่งผลให้มีการติดฉลากปลอม มีการปนเปื้อน หรือมีการละเมิดกฎระเบียบภายใต้กฎหมาย FD&C มาตรา 801 (a) จะมีการเสนอให้มีการกักกันสินค้าที่ผลิตจากผู้ประกอบการดังกล่าวหากมีการนำเข้ามาในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ การกักกันอาจจะระบุเพียงผู้ประกอบการเดียว หรือสาขาหลายแห่งภายใต้ผู้ประกอบการ    รายเดียวกัน หรือผลิตภัณฑ์บางอย่างจากผู้ผลิตรายเดียวหรือหลายรายตามความเหมาะสม
    (5)    การกักกันการนำเข้าของผู้นำเข้า 
    กรณีนี้ FDA ถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้นำเข้าเป็นผู้รับผิดชอบสินค้าที่นำเข้าจะต้องไม่มีการละเมิดกฎระเบียบภายใต้กฎหมายของ FDA โดยต้องทำการตรวจสอบ ทำความตกลงกับผู้ผลิตหรือผู้ปลูกให้มีการทดสอบและวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ และ/หรือ ตรวจสอบการติดฉลากที่ถูกต้อง และผลิตภัณฑ์มีความสอดคล้องกับกฎหมาย FD&C Act ก่อนที่จะนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา หาก FDA พบว่าผู้นำเข้ารายใดมีพฤติกรรมการนำเข้าสินค้าละเมิดกฎระเบียบ และมีความพยายามจะดำเนินการแก้ไขก็ต่อเมื่อถูกกักกัน หรือ มีความพยายาม    ที่จะส่งออกหรือนำสินค้าออกภายหลังที่ได้รับการแจ้งการเก็บตัวอย่างหรืออื่นๆ ของ FDA หรือพบว่าสินค้า       กลุ่มสินค้า หรือสินค้าที่นำเข้าทั้งหมดของผู้นำเข้ารายใดมีการละเมิดกฎระเบียบในอัตราที่สูง FDA จะเสนอให้กักกันสินค้าที่นำเข้าโดยผู้นำเข้าดังกล่าวโดยปราศจากการตรวจสอบฯ ซึ่งอาจเป็นการกักกันเฉพาะบางรายการ หรือการนำเข้าสินค้าควบคุมทั้งหมด
                           การเสนอการกักกันอาจทำได้หากมีข้อมูลหลักฐานอย่างอื่นซึ่งระบุได้ว่า การนำเข้าครั้งต่อไปอาจมีการละเมิดกฎระเบียบโดยผู้นำเข้ารายใดรายหนึ่ง ดังตัวอย่างต่อไปนี้
    ·    ได้รับข้อมูลจากหน่วยงานอื่น ๆ เช่น หน่วยงานศุลกากร (Customs and Border Protection, CBP) เกี่ยวกับพฤติกรรมการละเมิดของผู้นำเข้า
    ·    ประวัติข้อมูลผู้นำเข้าที่มีพยายามนำเข้าสินค้าละเมิดกฎระเบียบจนได้รับหนังสือแจ้งเตือน (Warning letter) โดยไม่ได้มีการตอบรับหรือแก้ไขพฤติการดังกล่าว
    ·    ข้อมูลการร้องเรียนของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปนเปื้อน การใช้ตราสินค้าบิดเบือน หรือการละเมิดกฎหมาย FD&C Act นอกจากนี้ ยังรวมถึง การร้องขอให้แจ้งปฏิเสธสินค้าซ้ำหลายครั้ง หรือมีความพยายามยกเลิกหรือส่งออกสินค้าที่นำเข้า หลังจากได้รับการแจ้งขอเก็บตัวอย่างหรือมีข้อบ่งชี้อื่นๆ แสดงว่าอยู่ในความสนใจของ FDA    .
    (6)   การกักกันอันเนื่องมาจากสถานการณ์อื่น
                           นอกเหนือจากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นแล้ว การเสนอให้มีการกักกันสามารถทำได้หากมีเหตุผลอันเชื่อถือได้และมีหลักฐานสนับสนุนว่าการนำเข้าในอนาคตจะมีละเมิดกฎระเบียบภายใต้มาตรา 801 (a)
    การแจ้งการกักกัน
             โดยปกติ FDA แจ้งการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบฯ โดยการส่งสำเนา Import Alert ไปยังหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
    (1)    แจ้งหน่วยงาน CBP หรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในระดับรัฐบาลกลาง
    (2)    แจ้งหน่วย CBP ในท้องถิ่น
    (3)    แจ้งสถานทูตต่างประเทศ หรือรัฐบาลต่างประเทศตามความเหมาะสม
    (4)    แจ้งผู้นำเข้า/สมาคมผู้ออกตามความเหมาะสม
    (5)    แจ้งผู้ผลิตในต่างประเทศ หรือผู้ส่งสินค้าที่ระบุตามความเหมาะสม ถ้าไม่สามารถแจ้งผู้ผลิตหรือผู้ส่งสินค้าในต่างประเทศที่ระบุได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม FDA จะขอให้ผู้นำเข้าเป็นผู้ส่งผ่านการแจ้งนั้นไปยังผู้ผลิตหรือผู้ส่งสินค้าเพื่อให้มีการตอบรับพร้อมกับแผนการแก้ไขปัญหาสินค้าที่ถูกกักกันนั้น
    (6)    สมาคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตามความเหมาะสม และศูนย์ที่เกี่ยวข้องของของ FDA  



    อ้างอิงจาก
    http://www.fda.gov/ICECI/ComplianceManuals/RegulatoryProceduresManual/ucm179271.htm
    สรุปโดย ฝ่ายการเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นคลอสแอนเจลิส