ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉ.414- 2563 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน
กฎหมายฉบับนี้ส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหากฎหมายหลายฉบับตามเอกสารแนบ ซึ่งน้ำฝนได้ high light จุดสำคัญเพื่อให้หาได้ง่าย
หลักๆคือมีการยกเลิก ประกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับคือ ฉ.98- 2529 และ ฉ.273- 2546 แล้วใช้เนื้อหาฉบับนี้แทน ซึ่งทำให้ต้องคอย update Codex General
Standard for Contaminants and Toxins in Food and Feed; CODEX STAN 193-1995 ให้เป็น ฉบับล่าสุดด้วย
บังคับใช้ปลายปีนี้นะคะ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษตรและประมง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษตรและประมง แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
Update Food Law_Thai : DOF _26.11.18
click ที่ลิงค์ได้เลยนะคะ
มาตรฐานสินค้าสิทธิพิเศษ (เริ่มใช้ 3-1-62)
มาตรฐานสินค้า lot by lot (เริ่มใช้ 3-1-62)
- แช่เย็น/แช่แข็ง/กระป๋อง
- พื้นเมือง
List Of Dof 327 รายการ ไม่มี Issue บอก
List Of EU 21/11/2018
List of Approved Packer and Packing House November 2018
List Of Primary Prosessor (Thai only)
รายชื่อสถานแปรรูปสตัว์น้้าเบื้ องตน้ ที่ไดร้ับการรับรองจากกรมประมง 15/11/61
ที่มา กตส. กรมประมง
มาตรฐานสินค้าสิทธิพิเศษ (เริ่มใช้ 3-1-62)
มาตรฐานสินค้า lot by lot (เริ่มใช้ 3-1-62)
- แช่เย็น/แช่แข็ง/กระป๋อง
- พื้นเมือง
List Of Dof 327 รายการ ไม่มี Issue บอก
List Of EU 21/11/2018
List of Approved Packer and Packing House November 2018
List Of Primary Prosessor (Thai only)
รายชื่อสถานแปรรูปสตัว์น้้าเบื้
ที่มา กตส. กรมประมง
วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561
Update Food Law_Thai : DOF _2.10.18
click ที่ลิงค์ได้เลยนะคะ
List of Approved Packers and Packing House ไม่มี version
List of Primary Aquaculture Practitioners (Thai only) 11/9/2018
รายชื่อสถานแปรรูปสัตว์น้้าเบื้องต้นที่ได้รับการรับรองจากกรมประมง
List of Cold Storage. ไม่มี version. 62 รายการลองเทียบเดือนก่อนดูนะคะ
List of approved vessel for sanitation September-2018
List of Approved Packers and Packing House ไม่มี version
List of Primary Aquaculture Practitioners (Thai only) 11/9/2018
รายชื่อสถานแปรรูปสัตว์น้้าเบื้องต้นที่ได้รับการรับรองจากกรมประมง
List of Cold Storage. ไม่มี version. 62 รายการลองเทียบเดือนก่อนดูนะคะ
List of approved vessel for sanitation September-2018
วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561
Update Food Law_Thai : ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตร ฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน 30 ส.ค. 2561
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 (พ.ศ.2529) เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน
อาหารที่มีสารปนเปื้อนต้องมีมาตรฐาน โดยตรวจพบสารปนเปื้อนได้ไม่เกินข้อกำหนด
ดังต่อไปนี้
(1) โลหะ
(ก) ดีบุก 250 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
(ข) สังกะสี 100 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
(ค) ทองแดง 20 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
(ง) ตะกั่ว 1 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เว้นแต่อาหารที่มีสารตะกั่ว
ปนเปื้อนตามธรรมชาติในปริมาณสูง ให้มีได้ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(จ) สารหนูในรูปอนินทรีย์ (Inorganic Arsenic) 2 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับ
สัตว์น้ำและอาหารทะเล และสารหนูทั้งหมด (Total Arsenic) 2 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับอาหารอื่น[แก้ไขข้อ จ โดย ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 273) พ.ศ.2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน (ฉบับที่ 2)]
(ฉ) ปรอท 0.5 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับอาหารทะเล และ
ไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับอาหารอื่น
(2) อฟลาทอกซิน 20 ไมโครกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
(3) สารปนเปื้อนอื่น ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
และในวันที่ 30 สิงหาคม 2561 มีประกาศเพิ่มเติมส่วนขยายของข้อ (3)นี้ดังรูป
อาหารที่มีสารปนเปื้อนต้องมีมาตรฐาน โดยตรวจพบสารปนเปื้อนได้ไม่เกินข้อกำหนด
ดังต่อไปนี้
(1) โลหะ
(ก) ดีบุก 250 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
(ข) สังกะสี 100 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
(ค) ทองแดง 20 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
(ง) ตะกั่ว 1 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เว้นแต่อาหารที่มีสารตะกั่ว
ปนเปื้อนตามธรรมชาติในปริมาณสูง ให้มีได้ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(จ) สารหนูในรูปอนินทรีย์ (Inorganic Arsenic) 2 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับ
สัตว์น้ำและอาหารทะเล และสารหนูทั้งหมด (Total Arsenic) 2 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับอาหารอื่น[แก้ไขข้อ จ โดย ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 273) พ.ศ.2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน (ฉบับที่ 2)]
(ฉ) ปรอท 0.5 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับอาหารทะเล และ
ไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับอาหารอื่น
(2) อฟลาทอกซิน 20 ไมโครกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
(3) สารปนเปื้อนอื่น ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
และในวันที่ 30 สิงหาคม 2561 มีประกาศเพิ่มเติมส่วนขยายของข้อ (3)นี้ดังรูป
วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561
Update Food Law_Thai : DOF
click ที่ลิงค์ได้เลยนะคะ
List of Approved Fish Processing Establishments May 2018
List of Approved Fish Processing Establishments Exported to Australia May 2018
List Of EU 12/7/2018
List of Approved Fish Processing Establishment and Packing House to China, 6/8/2018
List of Approved Packers and Packing House ไม่มี version
List of Primary Aquaculture Practitioners (Thai only) 21/8/2018
List of Cold Storage. ไม่มี version. 65 รายการลองเทียบเดือนก่อนดูนะคะ
List of approved vessel for sanitation April-2018
ที่มา กรมประมง
List of Approved Fish Processing Establishments May 2018
List of Approved Fish Processing Establishments Exported to Australia May 2018
List Of EU 12/7/2018
List of Approved Fish Processing Establishment and Packing House to China, 6/8/2018
List of Approved Packers and Packing House ไม่มี version
List of Primary Aquaculture Practitioners (Thai only) 21/8/2018
List of Cold Storage. ไม่มี version. 65 รายการลองเทียบเดือนก่อนดูนะคะ
List of approved vessel for sanitation April-2018
ที่มา กรมประมง
วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2561
Update Food Law_Thai : กฎหมายใหม่และกฎหมายที่มีผลบังคับใช้
รายการกฎหมายใหม่
1. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 389 พ.ศ. 2561 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 5) 629 หน้า ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกบัญชีหมายเลข 1 และบัญชีหมายเลข 2 แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 381) พ.ศ. 2559 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559
และให้ใช้บัญชีแนบท้ายประกาศฉบับนี้แทน
ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในข้อ 5 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 381) พ.ศ. 2559
เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559
ข้อ 3 ให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าอาหารซึ่งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการใช้วัตถุเจือปนอาหารแตกต่าง
จากบัญชีแนบท้ายประกาศฉบับนี้ อยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับให้ปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้แล้วแต่กรณี ดังนี้
(1) อาหารที่มีการใช้วัตถุเจือปนอาหารซึ่งข้อกำหนดการใช้ได้รับการรับรองค่ากำหนดในปี
พ.ศ. 2559 ตามบัญชีหมายเลข 1 แนบท้ายประกาศฉบับนี้ จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศฉบับนี้
ภายในสองปีนับจากวันที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 381) พ.ศ. 2559 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร
(ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 มีผลใช้บังคับ
(2) อาหารที่มีการใช้วัตถุเจือปนอาหารซึ่งข้อกำหนดการใช้ได้รับการรับรองค่ากำหนดในปี
พ.ศ. 2561 ตามบัญชีหมายเลข 1 แนบท้ายประกาศฉบับนี้ จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศฉบับนี้
ภายในสองปีนับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 4 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
2. ประกาศสานักงานคณะกรรมการอาหารและยาเรื่อง คำชี้แจงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 389 พ.ศ. 2561 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 5) 145 หน้า
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่จะมีผลบังคับใช้
1. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 386 พ.ศ.2560 เรื่อง กำหนดวิธีการผลิต เครื่องมือ เครื่องใช้ในการผลิตและการเก็บรักษาผักหรือผลไม้สดบางชนิด และการแสดงฉลาก (ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2560 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2561)
2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 383) พ.ศ. 2560 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2) (ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2560 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2560 เว้นแต่ข้อความเกี่ยวกับสารอาหาร ตารางสารอาหารเทียบกับ WHO วิธีเตรียม ฉลากโภชนาการ ฉลากแบบจีดีเอ การกล่าวอ้างทางโภชนาการ การใช้คุณค่าในการส่งเสริมการขาย การระบุกลุ่มผู้บริโภคในการส่งเสริมการขาย สำหรับอาหารที่มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2562 เป็นต้นไป)
1. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 389 พ.ศ. 2561 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 5) 629 หน้า ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกบัญชีหมายเลข 1 และบัญชีหมายเลข 2 แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 381) พ.ศ. 2559 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559
และให้ใช้บัญชีแนบท้ายประกาศฉบับนี้แทน
ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในข้อ 5 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 381) พ.ศ. 2559
เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559
ข้อ 3 ให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าอาหารซึ่งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการใช้วัตถุเจือปนอาหารแตกต่าง
จากบัญชีแนบท้ายประกาศฉบับนี้ อยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับให้ปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้แล้วแต่กรณี ดังนี้
(1) อาหารที่มีการใช้วัตถุเจือปนอาหารซึ่งข้อกำหนดการใช้ได้รับการรับรองค่ากำหนดในปี
พ.ศ. 2559 ตามบัญชีหมายเลข 1 แนบท้ายประกาศฉบับนี้ จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศฉบับนี้
ภายในสองปีนับจากวันที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 381) พ.ศ. 2559 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร
(ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 มีผลใช้บังคับ
(2) อาหารที่มีการใช้วัตถุเจือปนอาหารซึ่งข้อกำหนดการใช้ได้รับการรับรองค่ากำหนดในปี
พ.ศ. 2561 ตามบัญชีหมายเลข 1 แนบท้ายประกาศฉบับนี้ จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศฉบับนี้
ภายในสองปีนับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 4 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
2. ประกาศสานักงานคณะกรรมการอาหารและยาเรื่อง คำชี้แจงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 389 พ.ศ. 2561 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 5) 145 หน้า
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่จะมีผลบังคับใช้
1. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 386 พ.ศ.2560 เรื่อง กำหนดวิธีการผลิต เครื่องมือ เครื่องใช้ในการผลิตและการเก็บรักษาผักหรือผลไม้สดบางชนิด และการแสดงฉลาก (ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2560 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2561)
2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 383) พ.ศ. 2560 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2) (ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2560 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2560 เว้นแต่ข้อความเกี่ยวกับสารอาหาร ตารางสารอาหารเทียบกับ WHO วิธีเตรียม ฉลากโภชนาการ ฉลากแบบจีดีเอ การกล่าวอ้างทางโภชนาการ การใช้คุณค่าในการส่งเสริมการขาย การระบุกลุ่มผู้บริโภคในการส่งเสริมการขาย สำหรับอาหารที่มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2562 เป็นต้นไป)
วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561
TH DOF _ List of Approved
รายชื่อที่ขึนทะเบียนกับกรมประมงนะคะ
DOF list_List of Approved Fish Processing Establishments May 18
List of Approved Packer - Packing House 9.6.18
List of approved vessel for sanitation April 18
list of Cold storage 9.6.18
list of primary รายชื่อสถานแปรรูปสตัว์น้้าเบื้องตน้ ที่ไดร้ับการรับรองจากกรมประมง15.5.18
เงื่อนไขการออกใบรับรองสุขอนามัยตามประเทศที่มีข้อกำหนด 14.2.61
DOF list_List of Approved Fish Processing Establishments May 18
List of Approved Packer - Packing House 9.6.18
List of approved vessel for sanitation April 18
list of Cold storage 9.6.18
list of primary รายชื่อสถานแปรรูปสตัว์น้้าเบื้องตน้ ที่ไดร้ับการรับรองจากกรมประมง15.5.18
เงื่อนไขการออกใบรับรองสุขอนามัยตามประเทศที่มีข้อกำหนด 14.2.61
วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560
Food News : รวมข่าวหลายประเทศ
ทุกข่าวสรุปโดย มกอช.นะคะ นำมารวมแบ่งกันอ่านข่าวเดือนสุดท้ายของปี 2560
เวียดนามขยายส่งออกสินค้าทะเล - กุ้งครองสัดส่วนเกือบครึ่ง
สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลประเทศเวียดนาม (VASEP) เผยในปี 2560 เวียดนามมีปริมาณการส่งออกอาหารทะเลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปริมาณการส่งออกสินค้ากุ้งที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา เวียดนามมีมูลค่าส่งออกอาหารทะเลแล้วกว่า 7.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีมูลค่าการส่งออกกุ้งถึง 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งทาง VASEP คาดว่าภายในปี 2560 มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลอาจสูงถึง 8.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 18
ทั้งนี้ ในปัจจุบันเวียดนามยังคงมีการส่งออกปลากลุ่ม Catfish (โดยเฉพาะ Pangasius) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกกว่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 5 และส่งออกปลาทูน่ามูลค่า 541 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 19 ถึงแม้ว่าการส่งออกสินค้าประมงเวียดนามจะมีการชะลอตัว หลังถูกสหภาพยุโรปตักเตือนเกี่ยวกับการทำประมงผิดกฎหมายก็ตาม
ที่มา : undercurrentnews.com
ไต้หวัน แจ้งอาหารเด็กฝรั่งเศส ผ่านการตรวจสอบปลอดภัยแล้ว
ผู้ประกอบการนำเข้าอาหารเด็กในไต้หวัน 3 ราย เปิดเผยว่า ขณะนี้ผลิตภัณฑ์อาหารเด็กที่มีการนำเข้าจากผู้ผลิตรายใหญ่ของฝรั่งเศสผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยอาหารแล้ว หลังจากเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของฝรั่งเศสสั่งเรียกคืนผลิตภัณฑ์อาหารเด็กจากบริษัทดังกล่าวที่ผลิตเพื่อส่งออกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากว่าพบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวปนเปื้อนเชื้อ Salmonella และพบเด็กทารกป่วยจากการติดเชื้อดังกล่าวในฝรั่งเศสจำนวน 26 ราย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไต้หวันได้นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารเด็กจากบริษัทดังกล่าวหลายรายการ และภาครัฐได้ประกาศเรียกคืน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายสินค้าที่พบการปนเปื้อน
อนึ่ง การบริโภคอาหารที่มีการปนเปื้อนเชื้อ Salmonella จะก่อให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน และท้องเสียอย่างรุนแรง และถ้าพบการติดเชื้อในเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุจะก่อให้เกิดอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจาก อาจก่อให้เกิดภาวะขาดน้ำอย่างเฉียบพลัน
ที่มา : taipeitimes.com
เนเธอร์แลนด์ ยืนยันพบไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงระบาด
วันที่ 11 ธันวาคม 2560 องค์การโรคระบาดสัตว์ (OIE) ยืนยันพบไข้หวัดนก H5N6 สายพันธุ์รุนแรง (HPAI) ระบาดภายในฟาร์มเลี้ยงเป็ด ที่จังหวัด Flevoland ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีการใช้มาตรการเฝ้าระวังสั่งกำจัดเป็ดกว่า 16,000 ตัว เฝ้าระวังในรัศมี 3 กิโลเมตร และป้องกันในรัศมี 10 กิโลเมตร โดยก่อนหน้านี้เชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ดังกล่าวพบการแพร่ระบาดในฟาร์เป็ดขุน ที่เมือง Biddinghuizen ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2560
ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนก สายพันธุ์ H5N6 ในเนเธอร์แลนด์ อาจมีความเกี่ยวข้องกับเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N8 ที่พบการแพร่ระบาดในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา รวมทั้งล่าสุดที่พบการแพร่ระบาดในอิตาลี และเยอรมนีเมื่อเดือน ตุลาคม 2560
ที่มา : uk.reuters.com
ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนก สายพันธุ์ H5N6 ในเนเธอร์แลนด์ อาจมีความเกี่ยวข้องกับเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N8 ที่พบการแพร่ระบาดในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา รวมทั้งล่าสุดที่พบการแพร่ระบาดในอิตาลี และเยอรมนีเมื่อเดือน ตุลาคม 2560
เกาหลีใต้พบไข้หวัดนก H5N6 ระบาดอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2560 กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทของเกาหลีใต้ ได้ยืนยันการตรวจพบไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N6 ชนิดรุนแรง (HPAI) ระบาดภายในฟาร์มเป็ด ที่เมือง Yeongam ในเขต South Jeolla โดยเจ้าหน้าที่ภาครัฐเกาหลีใต้ได้ทำการดำเนินการตรวจสอบฟาร์มเป็ดในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเข้มงวดและเพิ่มมาตรการฆ่าเชื้อในพื้นที่ใกล้เคียงและห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานการตรวจพบไข้หวัดนกในฟาร์มเป็ด ที่เมือง Gochang ในจังหวัดเดียวกัน เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งทางการได้สั่งกำจัดสัตว์ปีกจำนวนเกือบ 100,000 ตัว
รัสเซียเล็งขยายส่งออกสัตว์ปีกฮาลาล-เน้นตลาดประเทศมุสลิม
รัสเซียเล็งขยายปริมาณการส่งออกสัตว์ปีก พร้อมทั้งขยายสัดส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากเดิมน้อยกว่าร้อยละ 30 เป็นอย่างน้อยร้อยละ 75-80 คาดว่าในปี 2020 รัสเซียจะสามารถส่งออกสัตว์ปีกได้ประมาณ 370000 ตัน โดยจะเป็นสินค้าที่ได้รับตราฮาลาลประมาณ 270000-300000 ตัน ด้านศูนย์ฮาลาลของรัสเซียเชื่อว่าสินค้าจากรัสเซียจะดึงดูดใจลูกค้าในกลุ่มประเทศมุสลิมได้เป็นอย่างมากจากข้อดีทั้งด้านคุณภาพและราคา และยังเชื่อว่าผู้นำเข้าของประเทศเหล่านี้จะต้องการนำเข้าสินค้าสัตว์ปีกจากรัสเซียแทนผู้ผลิตรายเดิม เช่น บราซิล อีกด้วย
ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกไก่ที่ได้รับตราฮาลาลของรัสเซียเพิ่มสูงขึ้นกว่า 3 เท่า จากเดิม 15000 ตันในปี 2014 เป็น 45000 ตันในปี 2017 นอกจากนิ้ รัสเซียยังเพิ่งจะเปิดตลาดส่งออกสินค้าสัตว์ปีกไปยังซาอุดิอาระเบียและอิหร่านได้สำเร็จ และอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเปิดตลาดไปยังอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีลูกค้ากว่า 230 ล้านคน
ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกไก่ที่ได้รับตราฮาลาลของรัสเซียเพิ่มสูงขึ้นกว่า 3 เท่า จากเดิม 15000 ตันในปี 2014 เป็น 45000 ตันในปี 2017 นอกจากนิ้ รัสเซียยังเพิ่งจะเปิดตลาดส่งออกสินค้าสัตว์ปีกไปยังซาอุดิอาระเบียและอิหร่านได้สำเร็จ และอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเปิดตลาดไปยังอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีลูกค้ากว่า 230 ล้านคน
ที่มา: globalmeatnews.com
แคนาดาเชื่อมั่นอาหารสัตว์ไทย พร้อมลดความถี่การตรวจประเมิน
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 4 ธันวาคม 2560 หน่วยงานตรวจสอบอาหารของแคนาดา (CFIA) ได้เข้าตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยจำนวน 7 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในภาชนะบรรจุปิดสนิท 5 แห่ง และโรงงานขนมขบเคี้ยวสำหรับสัตว์เลี้ยง 2 แห่ง ซึ่งมีผลการรายงานอย่างไม่เป็นทางการ สรุปว่าแคนาดาเชี่อมั่นระบบการตรวจสอบและกำกับดูแลโรงงานอาหารสัตว์ไทย เนื่องจาก สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน และมีผู้กำกับดูแลตามระบบมาตรฐานสากล ส่งผลให้หน่วยงาน CFIA เตรียมปรับรายละเอียด MOU การตรวจสอบรับรองที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2552 โดยจะขยายระยะเวลาในการเข้าตรวจประเมินระบบรับรองของกรมปศุสัตว์จากเดิม 1 2 ครั้ง เป็น 5 ปี/ครั้ง ปัจจุบันมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของไทยจำนวน 17 แห่ง ที่สามารถส่งออกไปยังแคนาดาได้ และหากหน่วยงาน CFIA ได้ตรวจสอบรับรองครั้งล่าสุดเสร็จสิ้น คาดว่าอาจมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่สามารถส่งออกเพิ่มขึ้นอีก 6 แห่ง
ทั้งนี้ แคนาดาเป็นตลาดส่งออกอาหารสัตว์ที่สำคัญของไทย และมีการส่งออก ทั้ง อาหารสัตว์เลี้ยงในภาชนะบรรจุปิดสนิท อาหารเม็ด และขนมขบเคี้ยว โดยภายในปี 2560 มีปริมาณการส่งออกสูงถึง 3,500 ตัน เป็นมูลค่า 460 ล้านบาท
วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560
พยาธิในปลากระป๋อง
จากกรณีพบพยาธิในปลากระป๋อง😨😰
สิ่งปลอมปนที่ไม่มีใครอยากเจอ แต่ก็หลุดจากกระบวนการมาจนผู้บริโภคตรวจพบ 😓
เจ้าของบริษัทออกมายอมรับว่าเป็นพยาธิ แต่ก็ยังไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากนัก พี่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพยาธิปลาทะเลอะนิซาคิส หรือ ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anisakis simplex รายละเอียดอ่านตามลิงค์ข้างล่างเอาเน้อ
~ถ้าเจอแล้วทำไง / ถ้าเป็นพี่ก็ไม่กินกระป๋องนั้น แต่ยังกินปลากระป๋องได้ต่อไป มันมีโอกาสที่จะเจอในทุกยี่ห้อ แต่ไม่ควรถี่แค่นั้นเอง (ยอมรับซะเถอะ ทุกวงการ ทุกอาชีพ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ 100%ไม่มีคนประสบความสำเร็จไหนไม่เคยล้ม เกี่ยวกันป่ะ) ถ้าเจอก็แจ้งบริษัท รับของขอโทษ โพสต์เฝ้าระวังแบบไม่เปิดเผยยี่ห้อ
============================================================
~อันตรายไหม ตัวพยาธิ ตัวพยาธินั้น โดนความร้อน 100องศา ก็ตาย แต่ไข่พยาธิ จะทนความร้อนได้มากกว่า 200 องศา ทีนี้มาดูกัน ว่า ซึ่งกระบวนการผลิตทำให้เราวางใจในการฆ่ามันไหม
ที่มารูปภาพ ที่มา : http://www.bonduelle.com/en/our-activities/process.html
สิ่งปลอมปนที่ไม่มีใครอยากเจอ แต่ก็หลุดจากกระบวนการมาจนผู้บริโภคตรวจพบ 😓
เจ้าของบริษัทออกมายอมรับว่าเป็นพยาธิ แต่ก็ยังไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากนัก พี่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพยาธิปลาทะเลอะนิซาคิส หรือ ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anisakis simplex รายละเอียดอ่านตามลิงค์ข้างล่างเอาเน้อ
www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/62/ปลาดิบไม่มีพยาธิ-พยาธิในปลาดิบ
============================================================~ถ้าเจอแล้วทำไง / ถ้าเป็นพี่ก็ไม่กินกระป๋องนั้น แต่ยังกินปลากระป๋องได้ต่อไป มันมีโอกาสที่จะเจอในทุกยี่ห้อ แต่ไม่ควรถี่แค่นั้นเอง (ยอมรับซะเถอะ ทุกวงการ ทุกอาชีพ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ 100%ไม่มีคนประสบความสำเร็จไหนไม่เคยล้ม เกี่ยวกันป่ะ) ถ้าเจอก็แจ้งบริษัท รับของขอโทษ โพสต์เฝ้าระวังแบบไม่เปิดเผยยี่ห้อ
============================================================
~อันตรายไหม ตัวพยาธิ ตัวพยาธินั้น โดนความร้อน 100องศา ก็ตาย แต่ไข่พยาธิ จะทนความร้อนได้มากกว่า 200 องศา ทีนี้มาดูกัน ว่า ซึ่งกระบวนการผลิตทำให้เราวางใจในการฆ่ามันไหม
ที่มารูปภาพ ที่มา : http://www.bonduelle.com/en/our-activities/process.html
ขั้นตอนการผลิตปลากระป๋อง
1. การตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ ต้องมีการตรวจสอบสมบัติทางกายภาพของวัตถุดิบก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต โดยตรวจสอบความสด เช่น ลักษณะทางกายภาพ
ปริมาณฮิสทามิน (histamine) และคัดขนาดของปลา เพื่อความสม่ำเสมอ
2. การตัดแต่ง นำปลาสดที่คุณภาพดีมาตัดแต่ง โดยตัดหัวปลา หางปลา ดึงไส้ และเครื่องในอื่นๆ ตามคุณภาพที่ต้องการ
3. การล้างทําความสะอาด (washing) นำปลาที่ตัดแต่งแล้วมาล้าง เพื่อล้างเอาเลือด เมือก และสิ่งสกปรกอื่นๆ
4. การบรรจุ (can filling) นำปลาที่ล้างทําความสะอาดแล้ว มาบรรจุลงในกระป๋อง สำหรับปลาขนาดใหญ่ เช่น ปลาทูน่า อาจมีการนึ่ง (steaming) ให้สุก แล้วแยกเอาเฉพาะส่วนเนื้อเพื่อบรรจุกระป๋อง
5. การเติมของเหลว หลังจากปลาที่บรรจุลงในกระป๋องถูกตรวจสอบสิ่งปลอมปนแล้ว จะเติมนํ้ามันพืช ซอสมะเขือเทศ หรืออื่นๆ แล้วแต่ชนิดของผลิตภัณฑ์
6. การไล่อากาศ (exhasting) นํากระป๋องที่บรรจุปลาและเติมส่วนผสมอื่นๆ แล้ว มาผ่านการไล่อากาศและปิดผนึกฝา โดยใช้ไอนํ้าไล่และแทนที่อากาศในกระป๋อง โดยหลังจากไอนํ้าเกิดการควบแน่นจะเกิดสภาพสุญญากาศภายในกระป๋อง แล้วนำมาปิดผนึกฝากระป๋อง
7. การฆ่าเชื้อ (sterilization) กระป๋องที่ปิดผนึกแล้ว จะนําไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งฆ่าเชื้อความดันสูง (retort) การฆ่าเชื้อระดับ Commercial sterilization ซึ่งหมายถึง การใช้ความร้อนสูงเพื่อทำลายจุลินทรีย์ รวมถึงสปอร์ของแบคทีเรีย (bacterial spore) ที่มีอยู่ในอาหารเกือบทั้งหมด เพื่อให้อาหารนั้นสามารถบริโภคได้โดยไม่เป็นอันตราย และสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม่เน่าเสียในสภาวะปกติ โดยใช้อุณหภูมิในการฆ่าเชื้อที่ประมาณ 118-122 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 60-70 นาที เพื่อให้ได้ค่า Fo ตามที่กำหนด ขึ้นกับชนิดของผลิตภัณฑ์ ขนาดของปลาที่บรรจุและขนาดของกระป๋อง
8. การลดอุณหภูมิกระป๋อง (cooling) ภายหลังจากนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว ต้องลดอุณหภูมิของปลากระป๋องโดยเร็ว นํ้าที่ใช้ในการลดอุณหภูมิต้องเป็นนํ้าสะอาดที่มีการเติมคลอรีน เพื่อลดอุณหภูมิของกระป๋องให้เหลือราว 35-40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ความร้อนที่สะสมอยู่ที่ตัวกระป๋องจะทําให้กระป๋องแห้ง ถ้าใช้อุณหภูมิตํ่ากว่านี้ กระป๋องจะเป็นสนิมเพราะไอนํ้าที่เกาะอยู่ที่กระป๋องระเหยไปไม่หมด
9. การปิดฉลากและบรรจุกล่อง เมื่อกระป๋องแห้งสนิทแล้ว จะนํามาปิดฉลาก บรรจุกล่อง เก็บรักษาและรอการขนส่งต่อไป
1. การตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ ต้องมีการตรวจสอบสมบัติทางกายภาพของวัตถุดิบก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต โดยตรวจสอบความสด เช่น ลักษณะทางกายภาพ
ปริมาณฮิสทามิน (histamine) และคัดขนาดของปลา เพื่อความสม่ำเสมอ
2. การตัดแต่ง นำปลาสดที่คุณภาพดีมาตัดแต่ง โดยตัดหัวปลา หางปลา ดึงไส้ และเครื่องในอื่นๆ ตามคุณภาพที่ต้องการ
3. การล้างทําความสะอาด (washing) นำปลาที่ตัดแต่งแล้วมาล้าง เพื่อล้างเอาเลือด เมือก และสิ่งสกปรกอื่นๆ
4. การบรรจุ (can filling) นำปลาที่ล้างทําความสะอาดแล้ว มาบรรจุลงในกระป๋อง สำหรับปลาขนาดใหญ่ เช่น ปลาทูน่า อาจมีการนึ่ง (steaming) ให้สุก แล้วแยกเอาเฉพาะส่วนเนื้อเพื่อบรรจุกระป๋อง
5. การเติมของเหลว หลังจากปลาที่บรรจุลงในกระป๋องถูกตรวจสอบสิ่งปลอมปนแล้ว จะเติมนํ้ามันพืช ซอสมะเขือเทศ หรืออื่นๆ แล้วแต่ชนิดของผลิตภัณฑ์
6. การไล่อากาศ (exhasting) นํากระป๋องที่บรรจุปลาและเติมส่วนผสมอื่นๆ แล้ว มาผ่านการไล่อากาศและปิดผนึกฝา โดยใช้ไอนํ้าไล่และแทนที่อากาศในกระป๋อง โดยหลังจากไอนํ้าเกิดการควบแน่นจะเกิดสภาพสุญญากาศภายในกระป๋อง แล้วนำมาปิดผนึกฝากระป๋อง
7. การฆ่าเชื้อ (sterilization) กระป๋องที่ปิดผนึกแล้ว จะนําไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งฆ่าเชื้อความดันสูง (retort) การฆ่าเชื้อระดับ Commercial sterilization ซึ่งหมายถึง การใช้ความร้อนสูงเพื่อทำลายจุลินทรีย์ รวมถึงสปอร์ของแบคทีเรีย (bacterial spore) ที่มีอยู่ในอาหารเกือบทั้งหมด เพื่อให้อาหารนั้นสามารถบริโภคได้โดยไม่เป็นอันตราย และสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม่เน่าเสียในสภาวะปกติ โดยใช้อุณหภูมิในการฆ่าเชื้อที่ประมาณ 118-122 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 60-70 นาที เพื่อให้ได้ค่า Fo ตามที่กำหนด ขึ้นกับชนิดของผลิตภัณฑ์ ขนาดของปลาที่บรรจุและขนาดของกระป๋อง
8. การลดอุณหภูมิกระป๋อง (cooling) ภายหลังจากนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว ต้องลดอุณหภูมิของปลากระป๋องโดยเร็ว นํ้าที่ใช้ในการลดอุณหภูมิต้องเป็นนํ้าสะอาดที่มีการเติมคลอรีน เพื่อลดอุณหภูมิของกระป๋องให้เหลือราว 35-40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ความร้อนที่สะสมอยู่ที่ตัวกระป๋องจะทําให้กระป๋องแห้ง ถ้าใช้อุณหภูมิตํ่ากว่านี้ กระป๋องจะเป็นสนิมเพราะไอนํ้าที่เกาะอยู่ที่กระป๋องระเหยไปไม่หมด
9. การปิดฉลากและบรรจุกล่อง เมื่อกระป๋องแห้งสนิทแล้ว จะนํามาปิดฉลาก บรรจุกล่อง เก็บรักษาและรอการขนส่งต่อไป
www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3097/ปลากระป๋อง
==============================================================
เราจะป้องกันตัวเองเบื้องต้นกันอย่างไร?
~สำหรับคนกิน ก็อย่าลืมกินร้อน (ปรุงสุก) ช้อนกลาง ถ่ายพยาธิ 3 เดือนครั้ง เพราะมีโอกาสได้พยาธิจากแหล่งอื่นด้วย(เติมเรื่องยา)
~ส่วนถ้ามโนว่าตัวเองเป็นฝ่ายผลิต อันนี้เชื่อเถอะ เจ้าของบริษัทและ QC/QA ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าหลุดตรงไหน เพราะกระบวนการไม่ได้เอื้อให้พยาธิเจริญเติบโตเหมือนเชื้อโรค อยู่แต่ว่า การจัดการวัตถุดิบเหมาะสม เพียงพอ หรือยัง
เอาใจช่วยค่ะ
==============================================================
เราจะป้องกันตัวเองเบื้องต้นกันอย่างไร?
~สำหรับคนกิน ก็อย่าลืมกินร้อน (ปรุงสุก) ช้อนกลาง ถ่ายพยาธิ 3 เดือนครั้ง เพราะมีโอกาสได้พยาธิจากแหล่งอื่นด้วย(เติมเรื่องยา)
~ส่วนถ้ามโนว่าตัวเองเป็นฝ่ายผลิต อันนี้เชื่อเถอะ เจ้าของบริษัทและ QC/QA ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าหลุดตรงไหน เพราะกระบวนการไม่ได้เอื้อให้พยาธิเจริญเติบโตเหมือนเชื้อโรค อยู่แต่ว่า การจัดการวัตถุดิบเหมาะสม เพียงพอ หรือยัง
เอาใจช่วยค่ะ
วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560
EU Food News_EU ใบเหลืองเวียดนาม เหตุทำประมงผิดกฎหมาย
ด้วย เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2560 คณะกรรมาธิการยุโรปได้แถลงการณ์ให้สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอยู่ในบัญชีรายชื่อกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยง “ที่ไม่ให้ความร่วมมือ” หรือ “ใบเหลือง” ในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย IUU โดยสาเหตุที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามได้ใบเหลือง IUU จาก EU ในครั้งนี้ เนื่องจาก สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามไม่มีความรับผิดชอบที่ดีพอในฐานะ Flag State, Port State, Coastal State และ Market State ในการต่อต้านการทำประมง IUU และไม่เคารพต่อข้อกำหนดสากล โดย EU พบว่า ทางการสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามไม่มีระบบควบคุมและกำหนดบทลงโทษกองเรือที่ชักธงสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่ลักลอบไปทำประมงในเขตน่านน้ำของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงพบว่า สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามยังคงขาดการควบคุมการนำสัตว์น้ำขึ้นท่าเพื่อแปรรูปและส่งออก ดังนั้น EU จึงเห็นควรให้ใบเหลือง IUU กับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
ทั้งนี้ DG MARE ได้มีการหารือเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวกับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามแล้วมาตั้งแต่ปี 2555 โดยคาดว่า ขณะนี้ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามจะต้องเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ในการต่อต้านการทำประมง IUU ให้มีประสิทธิภาพ และปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวก่อนที่ DG MARE จะประเมินผลอีกครั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดย DG MARE พร้อมที่จะให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิคกับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในเรื่องนี้ด้วย
สรุปสถานะล่าสุดของกลุ่มประเทศใบเหลือง – ใบแดง :
1. กลุ่มประเทศใบเหลือง : ปัจจุบัน มี 9 ประเทศ (รวมประเทศไทย) ที่ยังคงสถานะใบเหลือง คือ
1.1 เซนต์คิตส์และเนวิส (ได้ใบเหลืองเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2557)
1.2 ตูวาลู (ได้ใบเหลืองเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2557)
1.3 ไต้หวัน (ได้ใบเหลืองเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558)
1.4 คิริบาส (ได้ใบเหลืองเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559)
1.5 เซียร์ราลีโอน (ได้ใบเหลืองเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559)
1.6 ตรินิแดดและโตเบโก (ได้ใบเหลืองเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559)
1.7 ไทย (ได้ใบเหลืองเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2558)
1.8 สาธารณรัฐไลบีเรีย (ได้ใบเหลืองเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2560)
1.9 สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (ได้ใบเหลืองเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2560)
2. กลุ่มประเทศใบแดง : ปัจจุบัน มี 3 ประเทศ คือ
2.1 กัมพูชา (ได้ใบแดงเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555)
2.2 คอโมโรส (ได้ใบแดงเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560)
2.3 เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ (ได้ใบแดงเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐)
โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
ป้ายกำกับ:
เกษตรและประมง,
ยุโรป,
เวียดนาม,
EU,
vietnam
วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
Ecuador Food News_เอกวาดอร์ ส่งออกกุ้งแวนนาไมพุ่ง อาจทะลุเป้า 4 แสนตัน
ปี 2560 เอกวาดอร์สามารถผลิตกุ้งแวนนาไมเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจมีปริมาณมากถึง 400,000 ตัน โดยสถิติการส่งออกกุ้งของเอกวาดอร์จนถึงช่วงเดือน สิงหาคม พบว่ามีปริมาณการส่งออก 619.55 ล้านปอนด์ (ประมาณ 281,000 ตัน) ตั้งแต่ต้นปี 2560 (เฉลี่ยมีปริมาณการส่งออก 77.44 ล้านปอนด์ หรือ 35,000 ตัน/เดือน) พร้อมคาดว่าหากยังรักษาระดับปริมาณส่งออกดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2560 เอกวาดอร์จะมีปริมาณการส่งออกรวมทั้งสิ้นกว่า 929.32 ล้านปอนด์ หรือกว่า 400,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงร้อยละ 20 และการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตจริงในประเทศอาจสูงกว่าปริมาณที่แสดงไว้ เนื่องจาก ในอดีตเอกวาดอร์มีการผลิตกุ้งไว้หัวเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันหันมาผลิตกุ้งกอดหัวมากขึ้น ซึ่งน้ำหนักกุ้งที่ผ่านการถอดหัวจะน้อยกว่า ทำให้ได้ น้ำหนักต่อตัวลดลง
ทั้งนี้ คาดการณ์ดังกล่าวสูงกว่าปริมาณการผลิตกุ้งของเอกวาดอร์ในปี 2561 ที่คาดการณ์ในการประชุม Global Outlook for Aquaculture Leadership (GOAL) เมื่อปี 2559 ไว้ที่ 400,000 ตัน ในขณะที่ การประชุม Global Seafood Market Conference (GSMC) เมื่อเดือน มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ได้แสดงปริมาณการผลิตกุ้งภายในประเทศที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ คาดการณ์ดังกล่าวสูงกว่าปริมาณการผลิตกุ้งของเอกวาดอร์ในปี 2561 ที่คาดการณ์ในการประชุม Global Outlook for Aquaculture Leadership (GOAL) เมื่อปี 2559 ไว้ที่ 400,000 ตัน ในขณะที่ การประชุม Global Seafood Market Conference (GSMC) เมื่อเดือน มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ได้แสดงปริมาณการผลิตกุ้งภายในประเทศที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ที่มา: undercurrentnews.com สรุปโดย: มกอช.
ผู้ส่งออกกุ้งไทยก็ต้องปรับตัวกันต่อไป +_+
ป้ายกำกับ:
การค้าเสรี,
กุ้ง,
เกษตรและประมง,
ส่งออก,
เอกวาดอ,
Ecuador,
shrimp
วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560
Food Law Update USA_FDA เผยแพร่คู่มือระเบียบ FSMA เพิ่มเติม
องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) เผยแพร่คู่มือ 3 ฉบับเพื่อสร้างความเข้าใจ ชี้แจงผลกระทบ และข้อยกเว้นของระเบียบย่อยว่าด้วยการควบคุมเชิงป้องกันภายใต้กฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงความปลอดภัยอาหารให้ทันสมัย (FSMA) แก่ผู้ผลิตอาหารกระป๋องชนิดที่เป็นกรดต่ำ น้ำผลไม้ และอาหารทะเล ซึ่งได้รับข้อยกเว้นในการปฏิบัติหรือข้อยกเว้นบางส่วนเนื่องจากปฏิบัติอยู่ภายใต้หลักการ HACCP และ Low-Acid Canned Foods (LACF) ของ FDA ฉบับเดิม
โดยผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.fda.gov/Food/NewsEvents/ConstituentUpdates/ucm569554.htm
โดยผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.fda.gov/Food/NewsEvents/ConstituentUpdates/ucm569554.htm
ที่มา: fda.gov สรุปโดย: มกอช.
วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560
Food Law Update_THDOF
ไปดาวน์โหลดตาม link นี้นะคะ
1. ประกาศกรมประมง เรื่อง การส่งออกสัตว์น้ําหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ําเพื่อการบริโภคไปสหภาพยุโรป 19/6/2560
2 ประกาศกรมประมง เรื่อง การส่งออกสัตว์น้ําหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ําเพื่อการบริโภคไปนอกราชอาณาจักร
ยกเว้นส่งออกไปสหภาพยุโรป 19/6/2560
มาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทางเคมีสินค้าแช่เย็นแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง (LOT BY LOT)
up 1/4/60
3. AUS
4. korea
5. taiwan
6. usa
7. vietnam
มาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทางเคมีสำหรับสินค้าสิทธิพิเศษ UP 1/4/60
8. Frozen Fishery Product
9. Canned Fishery Product
10. Traditional Fishery Product
11. CHEMICAL REFERENCE CRITERIA FOR FROZEN FISHERY PRODUCTS
1. ประกาศกรมประมง เรื่อง การส่งออกสัตว์น้ําหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ําเพื่อการบริโภคไปสหภาพยุโรป 19/6/2560
2 ประกาศกรมประมง เรื่อง การส่งออกสัตว์น้ําหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ําเพื่อการบริโภคไปนอกราชอาณาจักร
ยกเว้นส่งออกไปสหภาพยุโรป 19/6/2560
มาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทางเคมีสินค้าแช่เย็นแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง (LOT BY LOT)
up 1/4/60
3. AUS
4. korea
5. taiwan
6. usa
7. vietnam
มาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทางเคมีสำหรับสินค้าสิทธิพิเศษ UP 1/4/60
8. Frozen Fishery Product
9. Canned Fishery Product
10. Traditional Fishery Product
11. CHEMICAL REFERENCE CRITERIA FOR FROZEN FISHERY PRODUCTS
ป้ายกำกับ:
กฎระเบียบ,
กฎหมายอาหาร,
เกษตรและประมง,
มาตรฐาน,
ส่งออก,
australia,
korea,
taiwan,
USA,
vietnam
วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
ข่าวอาหารรอบโลก/Food News_11.7.17
รัสเซียคาด อาจขยายเวลาคว่ำบาตรยุโรปถึงปี 2020
ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียลงนามขยายเวลาคว่ำบาตรต่อสหภาพยุโรปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2018 และคาดว่าอาจจะมีการขยายเวลาไปจนถึงปี 2020 โดยความเคลื่อนไหวของรัสเซียในประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังสหภาพยุโรปประกาศขยายเวลาคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียอีก 6 เดือนอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ เมื่อปี 2014 รัสเซียประกาศระงับการนำเข้าสินค้าเกษตร วัตถุดิบ และสินค้าอาหารจากประเทศตะวันตกหลายประเทศเพื่อเป็นการตอบโต้การคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปต่อรัสเซีย
ที่มา: tass.com
ทั้งนี้ เมื่อปี 2014 รัสเซียประกาศระงับการนำเข้าสินค้าเกษตร วัตถุดิบ และสินค้าอาหารจากประเทศตะวันตกหลายประเทศเพื่อเป็นการตอบโต้การคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปต่อรัสเซีย
ที่มา: tass.com
ออสเตรเลีย สั่งเลิกแบนกุ้งเวียดนาม
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 กระทรวงเกษตรและทรัพยากรน้ำของออสเตรเลีย สั่งยกเลิกการระงับนำเข้ากุ้งดิบจากเวียดนาม โดยก่อนหน้านี้ออสเตรเลียได้มีคำสั่งระงับการนำเข้ากุ้งดิบ และกุ้งปอกเปลือกจากประเทศในแถบเอเชีย รวมทั้งเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากพบการระบาดของโรคจุดขาวในกุ้ง ซึ่งคำสั่งระงับนำเข้าดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งภายในเวียดนามเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ แม้ว่าออสเตรเลียจะอนุญาตให้นำเข้ากุ้งดิบจากเวียดนามแล้ว แต่ได้มีการแก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์กุ้ง ตามเกณฑ์มาตรฐานระดับการป้องกันที่เหมาะสมของออสเตรเลีย (ALOP) เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคภายในประเทศ
ที่มา: undercurrentnews.com
ทั้งนี้ แม้ว่าออสเตรเลียจะอนุญาตให้นำเข้ากุ้งดิบจากเวียดนามแล้ว แต่ได้มีการแก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์กุ้ง ตามเกณฑ์มาตรฐานระดับการป้องกันที่เหมาะสมของออสเตรเลีย (ALOP) เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคภายในประเทศ
ที่มา: undercurrentnews.com
บราซิล ยันเนื้อไก่ส่งออกปลอด Salmonella แล้ว
บราซิลแจ้งย้ำไม่พบการปนเปื้อนเชื้อ Salmonella ในเนื้อไก่ส่งออกแล้ว หลังจากเมื่อในเดือน พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมเนื้อส่งออกบราซิลพบวิกฤติอย่างหนัก เนื่องจาก พบเนื้อไก่ส่งออกมายังสหภาพยุโรปมีการปนเปื้อนเชื้อ Salmonella ซึ่งทางสหภาพยุโรปได้เรียกร้องให้บราซิลปรับปรุงกระบวนการผลิต และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ
ล่าสุดบราซิลได้เข้าตรวจสอบเนื้อไก่ส่งออกอย่างละเอียด และชี้แจงไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อ Salmonella typhimurium และ Salmonella enteritidis แล้ว พร้อมแนะมาตรการใหม่ของบราซิลได้แก้ไขข้อกำหนดด้านสุขอนามัย และป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อ Salmonella รวมทั้งได้มีการขยายอัตรากำลังสัตวแพทย์กว่า 300 ราย เพื่อทำงานควบคู่กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการเข้าตรวจสอบภาคอุตสาหกรรมเนื้อส่งออก นอกจากนี้ ภาครัฐบราซิลยังเตรียมส่งเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ไปฝึกอบรมเพิ่มเติมยังเนเธอร์แลนด์ , ฝรั่งเศส , ไอร์แลนด์, เยอรมนี และสาธารณรัฐเช็กด้วย
ที่มา: thepoultrysite.com
ล่าสุดบราซิลได้เข้าตรวจสอบเนื้อไก่ส่งออกอย่างละเอียด และชี้แจงไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อ Salmonella typhimurium และ Salmonella enteritidis แล้ว พร้อมแนะมาตรการใหม่ของบราซิลได้แก้ไขข้อกำหนดด้านสุขอนามัย และป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อ Salmonella รวมทั้งได้มีการขยายอัตรากำลังสัตวแพทย์กว่า 300 ราย เพื่อทำงานควบคู่กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการเข้าตรวจสอบภาคอุตสาหกรรมเนื้อส่งออก นอกจากนี้ ภาครัฐบราซิลยังเตรียมส่งเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ไปฝึกอบรมเพิ่มเติมยังเนเธอร์แลนด์ , ฝรั่งเศส , ไอร์แลนด์, เยอรมนี และสาธารณรัฐเช็กด้วย
ที่มา: thepoultrysite.com
ญี่ปุ่น-ยุโรปจับมือ เตรียมเว้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการ
ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปเตรียมพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้นในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Economic partnership agreement : EPA) ระหว่างกันในเดือนกรกฎาคม 2560 โดยญี่ปุ่นเล็งยกเว้นภาษีนำเข้าเนื้อวัวของทั้งสองฝ่าย เชื่อไม่กระทบอุตสาหกรรมในประเทศ แต่จะได้ประโยชน์จากการส่งออกที่เพิ่มตามความนิยมอาหารญี่ปุ่นที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านยุโรปคาดว่าการยกเว้นภาษีจะส่งผลให้สามารถส่งออกเนื้อหมู ไวน์ และชีสได้เพิ่มขึ้น
ในความตกลงหุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปจะพิจารณาการลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรหลายรายการ ได้แก่ เนื้อหมู ไวน์ เนื้อวัว ช็อคโกแลต พาสต้า เนื้อลูกวัว ชีส และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งญี่ปุ่นคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตเนื้อวัวในประเทศเนื่องจากมีการนำเข้าในปริมาณน้อย แต่จะได้ประโยชน์จากการขยายตัวของความนิยมร้านอาหารญี่ปุ่นซึ่งจะส่งผลให้สามารถส่งออกเนื้อวัวได้เพิ่มขึ้น ส่วนสหภาพยุโรปคาดว่าการยกเว้นภาษีจะช่วยให้สามารถส่งออกสินค้าเกษตรได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากต้นทุนที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหมู ไวน์ และชีส ที่ปัจจุบันญี่ปุ่นจัดเก็บภาษีในอัตราที่ค่อนข้างสูง
อนึ่ง ญี่ปุ่นกำหนดอัตราภาษีนำเข้าเนื้อวัว ผลิตภัณฑ์นม และไวน์จากสหภาพยุโรปที่อัตราร้อยละ 38.5 ร้อยละ 20-35 และร้อยละ 15 ตามลำดับ ในขณะที่ยุโรปเก็บภาษีนำเข้าเนื้อวัวจากญี่ปุ่นที่อัตราร้อยละ 12.8
ในความตกลงหุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปจะพิจารณาการลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรหลายรายการ ได้แก่ เนื้อหมู ไวน์ เนื้อวัว ช็อคโกแลต พาสต้า เนื้อลูกวัว ชีส และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งญี่ปุ่นคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตเนื้อวัวในประเทศเนื่องจากมีการนำเข้าในปริมาณน้อย แต่จะได้ประโยชน์จากการขยายตัวของความนิยมร้านอาหารญี่ปุ่นซึ่งจะส่งผลให้สามารถส่งออกเนื้อวัวได้เพิ่มขึ้น ส่วนสหภาพยุโรปคาดว่าการยกเว้นภาษีจะช่วยให้สามารถส่งออกสินค้าเกษตรได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากต้นทุนที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหมู ไวน์ และชีส ที่ปัจจุบันญี่ปุ่นจัดเก็บภาษีในอัตราที่ค่อนข้างสูง
อนึ่ง ญี่ปุ่นกำหนดอัตราภาษีนำเข้าเนื้อวัว ผลิตภัณฑ์นม และไวน์จากสหภาพยุโรปที่อัตราร้อยละ 38.5 ร้อยละ 20-35 และร้อยละ 15 ตามลำดับ ในขณะที่ยุโรปเก็บภาษีนำเข้าเนื้อวัวจากญี่ปุ่นที่อัตราร้อยละ 12.8
ที่มา: thecattlesit.com
สรุปโดย: มกอช.
Food Law Update EU_EU อนุญาตให้ใช้ butane, isobutane และ propane ในการเตรียมสีผสมอาหาร
EU อนุญาตให้ใช้ butane (E 943a), isobutane (E 943b) และ propane (E 944) ในการเตรียมสีผสมอาหาร
เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๐ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Regulation (EU) 2017/874 of 22 May 2017 amending Annex III to Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council as regards the use of butane (E 943a), isobutane (E 943b) and propane (E 944) in colour preparations ใน EU Official Journal L 134/18 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
๑. กฎระเบียบใหม่นี้เป็นการแก้ไข Annex III ใน Regulation (EC) No 1333/2008 ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อ วัตถุเจือปนอาหาร (food additives) ที่สหภาพยุโรปอนุญาตให้ใช้ในอาหาร โดยการแก้ไขในครั้งนี้ เป็นการอนุญาตให้ใช้ butane (E 943a), isobutane (E 943b) และ propane (E 944) ในการเตรียมสีผสมอาหารในกลุ่ม II และ III เพื่อช่วยให้สีกระจายทั่วถึงในอาหาร ซึ่ง EU Scientific Committee on Food (SCF) เคยกำหนดระดับค่าตกค้างสูงสุดของ butane (E 943a), isobutane (E 943b) และ propane (E 944) ไว้ ที่ระดับ ๑ มิลลิกรัม/กิโลกรัมต่อสสาร (mg/kg per substance) รวมถึงได้ลงความเห็นว่า หากใช้ในกระบวนการปรุงอาหารให้สุกหรือทอด จะไม่ส่งผลเป็นพิษต่ออาหาร เนื่องจากระดับการตกค้างของแก๊ซที่พ่นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก และจากผลการวิจัยที่ได้รับจากผู้ยื่นคำร้องพบว่า ค่าตกค้างของแก๊ซจะลดลงที่ระดับต่ำกว่า๑ มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ๑ ชั่วโมงหลังจากที่พ่น
๒. ดังนั้น EU จึงเห็นควรอนุญาตให้ใช้ butane (E 943a), isobutane (E 943b) และ propane (E 944) ในการเตรียมสีผสมอาหารได้ อย่างไรก็ดี จากความเสี่ยงในการติดไฟและเพื่อให้มีการทิ้งช่วงระยะเวลาห่าง EU จึงจำกัดการใช้งานให้เฉพาะกับการใช้งานทางวิชาชีพ (professional use) เท่านั้น เพื่อเป็นหลักประกันว่ามีการเคารพกฎข้อปฎิบัติตามมาตรฐานภาคอุตสาหกรรม และกำหนดว่าต้องให้มีช่วงระยะห่างนับตั้งแต่ที่อาหารได้รับการพ่นสีไปจนถึงมือผู้บริโภค ทั้งนี้ เพื่อควบคุมค่าตกค้างของแก๊ซไม่ให้เกินกว่าค่าที่กำหนดไว้ที่ระดับ ๑ มิลลิกรัม/กิโลกรัม
๓. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศลงใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๐) สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก เวปไซต์ ดังต่อไปนี้
โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
ป้ายกำกับ:
กฎระเบียบ,
กฎหมายอาหาร,
การค้า,
เกษตรและประมง,
ยุโรป,
ส่งออก,
EU
Food Law Update EU_EU ปรับแก้กฎเกี่ยวกับอาหารสัตว์น้ำเพาะเลี้ยงอินทรีย์
เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2017/838 of 17 May 2017 amending Regulation (EC) No 889/2008 as regards feed for certain organic aquaculture animals ใน EU Official Journal L 125/5 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
๑. กฎใหม่นี้เป็นการแก้ไขข้อกำหนดเดิมในมาตรา ๒๕I(1) ของ Regulation (EC) No 889/2008 ซึ่งเป็นการกำหนดเงื่อนไขการให้อาหารสัตว์น้ำเพาะเลี้ยงอินทรีย์ใน Annex XIIIa, Section 6, Section 7, และ Section 9 ซึ่งแต่เดิมกำหนดว่า สัตว์น้ำเพาะเลี้ยงที่อยู่ในช่วงฟักตัว (hatchery stage) จะไม่สามารถได้รับอาหารอื่นใดได้นอกจากอาหารที่อยู่ในธรรมชาติเท่านั้น อย่างไรก็ดี ประเทศสมาชิก EU ได้มีการแจ้งต่อคณะกรรมาธิการยุโรปว่า ข้อกำหนดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงกุ้งกลุ่ม Penaeid โดยเฉพาะกุ้งกุลาดำ (Penaeus monodon) เพราะก่อให้กุ้งเกิดภาวะขาดสารอาหาร (malnutrition) และส่งผลให้อัตราการตายเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงขอให้มีการพิจารณาทบทวนข้อกำหนดดังกล่าวใหม่
๒. EU พิจารณาข้อท้วงติงดังกล่าว รวมถึงได้รับคำยืนยันจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านข้อแนะนำทางเทคนิคการผลิตอินทรีย์ (Expert Group for Technical Advice on Organic Production : EGTOP) ว่า ข้อกำหนดดังกล่าวเหมาะเฉพาะสำหรับสัตว์น้ำในช่วงเจริญเติบโต เพราะการห้ามไม่ให้อาหารประเภทปลาป่นและน้ำมันปลาในช่วงสัตว์น้ำวัยอ่อนนั้น ส่งผลให้สัตว์น้ำไม่ได้รับสารอาหารตามที่ต้องการ ดังนั้น จึงเห็นควรให้มีการแก้ไขข้อกำหนดดังกล่าวใหม่ว่า สัตว์น้ำเพาะเลี้ยงที่อยู่ในช่วงเจริญเติบโต (grow-out stage) ตาม Annex XIIIa, Section 6, Section 7, และ Section 9 ให้ได้รับอาหารตามธรรมชาติที่มีอยู่ในบ่อและบึง (โดยไม่ครอบคลุมสัตว์น้ำที่อยู่ในช่วงฟักตัวอีกต่อไป)
๓. กฎดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศลงใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐) สำหรับรายละเอียดของกฎดังกล่าวนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ ดังต่อไปนี้
โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
ป้ายกำกับ:
กฎระเบียบ,
กฎหมายอาหาร,
การค้า,
เกษตรและประมง,
ยุโรป,
ส่งออก,
EU
วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560
Food Law Update__EU:EU กำหนดเงื่อนไขการผลิต การแปรรูป และการนำเข้าโปรตีนสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์
เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศตีพิมพ์ Commission Regulation (EU) 2017/893 of 24 May 2017 amending Annexes I and IV to Regulation (EC) No 999/2001 of the European Parliament and of the Council and Annexes X, XIV and XV to Commission Regulation (EU) No 142/2011 as regards the provisions on processed animal protein ใน EU Official Journal L 138/92 ซึ่งเป็นการกำหนดเงื่อนไขการผลิต การแปรรูป และการนำเข้าโปรตีนสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
๑. ข้อกำหนดของโปรตีนสัตว์แปรรูปจากแมลง :
๑.๑ อนุญาตให้มีการใช้โปรตีนสัตว์แปรรูปจากแมลง สำหรับการใช้เลี้ยงสัตว์น้ำเพาะเลี้ยง จากการประเมินของ EFSA พบว่า แมลงที่ได้จากการเพาะเลี้ยงมีความปลอดภัยและเป็นแหล่งโปรตีนทดแทนที่ดีในอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ประเภทที่ไม่ใช่สัตว์เคี้ยวเอื้อง ดังนั้น จึงเห็นควรให้แก้ไข Annex X Section 1 Chapter II ใน Regulation (EU) No 142/2011 โดยให้เพิ่มรายชื่อแมลงที่อนุญาตให้ใช้ในการผลิตโปรตีนสัตว์แปรรูปได้ ซึ่งได้แก่ (๑) Black Soldier Fly (Hermetia illucens), (๒) Common Housefly (Musca domestica), (๓) Yellow Mealworm (Tenebrio molitor), (๔) Lesser Mealworm (Alphitobius diaperinus), (๕) House cricket (Acheta domesticus), (๖) Banded cricket (Gryllodes sigillatus) และ (๗) Field cricket (Gryllus assimilis)
๑.๒ อย่างไรก็ดี การแปรรูปจะต้องระมัดระวังการปนเปื้อนกับโปรตีนชนิดอื่น โดยเฉพาะความเสี่ยงในเรื่องของ BSE จากสัตว์เคี้ยวเอื้อง โดยการแปรรูปแมลงนั้นจะต้องกระทำในโรงงานที่มีแต่การแปรรูปแมลงที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเท่านั้น ห้ามกระทำร่วมกับการแปรรูปโปรตีนชนิดอื่นๆ รวมถึงจะต้องไม่ใช้มูลสัตว์เคี้ยวเอื้อง/มูลมนุษย์ โปรตีน เนื้อและกระดูกป่นจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง และของเหลือเศษอาหาร ในการเลี้ยงแมลงดังกล่าว
๑.๓ กำหนดแบบฟอร์มใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) สำหรับการขอนำเข้าโปรตีนสัตว์แปรรูปจากแมลงที่ไม่ใช่สำหรับการบริโภคของมนุษย์ รวมถึงอาหารสัตว์ผสมและสินค้าอื่นๆ นอกเหนือจากอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีส่วนผสมของโปรตีนดังกล่าว ที่นำเข้าจากประเทศที่สามไปยังสหภาพยุโรปหรือเพื่อส่งต่อไปยังอีกประเทศหนึ่ง
๑.๔ กำหนดเงื่อนไขการขนส่งและการจัดเก็บวัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) และ อาหารสัตว์ผสม (compound feed) สำหรับใช้เป็นอาหารสัตว์ที่ไม่ใช่สัตว์เคี้ยวเอื้อง (ตาม section A)
๑.๕ กำหนดเงื่อนไขเฉพาะสำหรับการใช้ dicalcium phosphate และ tricalcium phosphate ที่มีแหล่งกำเนิดจากสัตว์และอาหารสัตว์ผสม (compound feed) ที่มีส่วนผสมของ phosphates ในการเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ใช่สัตว์เคี้ยวเอื้อง นอกเหนือไปจากสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อเอาขน (fur animals) (ตาม section B)
๑.๖ กำหนดเงื่อนไขเฉพาะสำหรับการผลิตและใช้โปรตีนสัตว์แปรรูปจากสัตว์ที่ไม่ใช่สัตว์เคี้ยวเอื้อง นอกเหนือไปจากปลาป่นและโปรตีนสัตว์แปรรูปที่ได้จากแมลงเพาะเลี้ยง และอาหารสัตว์ผสม (compound feed) ที่มีส่วนผสมของโปรตีนดังกล่าว สำหรับการใช้เลี้ยงสัตว์น้ำเพาะเลี้ยง (ตาม section D)
๑.๗ กำหนดเงื่อนไขเฉพาะสำหรับการผลิตและใช้โปรตีนสัตว์แปรรูปจากแมลงเพาะเลี้ยงและอาหารสัตว์ผสม (compound feed) ที่มีส่วนผสมของโปรตีนดังกล่าว สำหรับใช้เป็นอาหารสัตว์น้ำเพาะเลี้ยง (ตาม section F)
๒. ข้อกำหนดของโปรตีนสัตว์แปรรูปจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง (โค-กระบือ แกะ และแพะ) : เนื่องจากสถานการณ์ของโรควัวบ้า (BSE) ในสหภาพยุโรปมีความปลอดภัยขึ้นแล้ว ดังนั้น EU จึงเห็นควรยกเลิกการห้ามส่งออกโปรตีนสัตว์ที่ได้จากสัตว์เคี้ยวเอื้อง อย่างไรก็ดี ยังคงไม่อนุญาตให้มีส่วนผสมของเนื้อและกระดูกป่น (meat-and-bone-meal) ปนอยู่ด้วย รวมถึงการขนส่งโปรตีนสัตว์ดังกล่าวจะต้องปิดผนึกตู้สินค้าตั้งแต่โรงงานไปจนถึงจุดออกจาก EU (point of exit from the Union)
๒.๑ กำหนดให้มีการขึ้นบัญชีโรงงาน (โรงฆ่าสัตว์ โรงงานแปรรูป โรงตัดแต่ง โรงงานผลิต และโรงจัดเก็บ) ในส่วนที่เกี่ยวข้อง
๒.๒ กำหนดเงื่อนไขการขนส่งและการจัดเก็บวัตถุดิบสำหรับอาหารสัตว์และอาหารสัตว์ผสมสำหรับสัตว์ที่มีส่วนผสมของสัตว์เคี้ยวเอื้อง
๒.๓ กำหนดเงื่อนไขการผลิตอาหารสัตว์ผสมสำหรับสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อเอาขนหรือสัตว์เลี้ยงในบ้านที่มีส่วนผสมของสัตว์เคี้ยวเอื้องหรือที่ไม่ใช่สัตว์เคี้ยวเอื้อง
๒.๔ กำหนดเงื่อนไขการใช้และการจัดเก็บวัตถุดิบสำหรับอาหารสัตว์และอาหารสัตว์ผสมสำหรับสัตว์ที่เลี้ยงในฟาร์มที่มีส่วนผสมของสัตว์เคี้ยวเอื้อง
๒.๕ กำหนดเงื่อนไขการส่งออกโปรตีนสัตว์แปรรูปและสินค้าที่มีส่วนผสมของโปรตีนสัตว์เคี้ยวเอื้อง
๓. กฎระเบียบฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เป็นต้นไป อย่างไรก็ดี อนุโลมให้มีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสำหรับข้อแก้ไขใน Annex IV Regulation (EC) No 999/2001 ให้มีผลปรับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ เป็นต้นไป
สำหรับรายละเอียดที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้จากเวปไซต์ดังนี้
โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




























