แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ส่งออก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ส่งออก แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Food News India : อินเดียปรับปรับแก้กฎระเบียบกักกันพืชสำหรับพืชที่จะนำเข้ามายังอินเดีย

สินค้าที่มีผลกระทบ: มะขามสด (ทั้งฝัก แกะฝัก และเมล็ด)
ข้อกำหนด 1. ต้องปลอดแมลงศัตรูพืช 5 ชนิด ได้แก่
                      (1) Apomyelois ceratoniae (knothorn, blunt-winged, carob moth)
                      (2) Ceroplastes cirripediformis (barnacle scale)
                      (3) Hypothenemus obscurus (tropical nut borer)
                      (4) Sitophilus linearis (tamarind weevil)
                      (5) Selenaspidus articulatus (West Indian red scale)
                  2. ไม่มีการปนเปื้อนจากดินหรือซากพืช
                  3. ต้องผ่านการรมด้วย Methyl bromide 32 กรัม/ลูกบาศก์เมตร ที่อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง
                  4. ต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary certificate) จากกรมวิชาการเกษตรไทย
วันที่มีผลบังคับใช้ 20 มกราคม 2561
ระยะเวลาการให้ข้อคิดเห็น  สามารถให้ข้อคิดเห็นได้ถึงวันที่ 14 มกราคม 2561
รายละเอียดฉบับเต็มสามารถดูได้ที่


 

สรุปโดย: มกอช.

Food News : รวมข่าวหลายประเทศ

ทุกข่าวสรุปโดย มกอช.นะคะ นำมารวมแบ่งกันอ่านข่าวเดือนสุดท้ายของปี 2560


เวียดนามขยายส่งออกสินค้าทะเล - กุ้งครองสัดส่วนเกือบครึ่ง
                สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลประเทศเวียดนาม (VASEP) เผยในปี 2560 เวียดนามมีปริมาณการส่งออกอาหารทะเลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปริมาณการส่งออกสินค้ากุ้งที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก  โดยในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา เวียดนามมีมูลค่าส่งออกอาหารทะเลแล้วกว่า 7.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  โดยมีมูลค่าการส่งออกกุ้งถึง 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งทาง VASEP คาดว่าภายในปี 2560 มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลอาจสูงถึง 8.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 18
 
               ทั้งนี้  ในปัจจุบันเวียดนามยังคงมีการส่งออกปลากลุ่ม Catfish (โดยเฉพาะ Pangasius) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกกว่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 5 และส่งออกปลาทูน่ามูลค่า 541 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 19 ถึงแม้ว่าการส่งออกสินค้าประมงเวียดนามจะมีการชะลอตัว หลังถูกสหภาพยุโรปตักเตือนเกี่ยวกับการทำประมงผิดกฎหมายก็ตาม 
 
 
ที่มา : undercurrentnews.com 


ไต้หวัน แจ้งอาหารเด็กฝรั่งเศส ผ่านการตรวจสอบปลอดภัยแล้ว
                ผู้ประกอบการนำเข้าอาหารเด็กในไต้หวัน 3 ราย เปิดเผยว่า ขณะนี้ผลิตภัณฑ์อาหารเด็กที่มีการนำเข้าจากผู้ผลิตรายใหญ่ของฝรั่งเศสผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยอาหารแล้ว หลังจากเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของฝรั่งเศสสั่งเรียกคืนผลิตภัณฑ์อาหารเด็กจากบริษัทดังกล่าวที่ผลิตเพื่อส่งออกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากว่าพบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวปนเปื้อนเชื้อ Salmonella  และพบเด็กทารกป่วยจากการติดเชื้อดังกล่าวในฝรั่งเศสจำนวน 26 ราย  ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไต้หวันได้นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารเด็กจากบริษัทดังกล่าวหลายรายการ และภาครัฐได้ประกาศเรียกคืน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายสินค้าที่พบการปนเปื้อน
 
                อนึ่ง การบริโภคอาหารที่มีการปนเปื้อนเชื้อ Salmonella จะก่อให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน และท้องเสียอย่างรุนแรง และถ้าพบการติดเชื้อในเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุจะก่อให้เกิดอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจาก อาจก่อให้เกิดภาวะขาดน้ำอย่างเฉียบพลัน 
 
ที่มา : taipeitimes.com

เนเธอร์แลนด์ ยืนยันพบไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงระบาด
                วันที่ 11 ธันวาคม 2560 องค์การโรคระบาดสัตว์ (OIE) ยืนยันพบไข้หวัดนก H5N6 สายพันธุ์รุนแรง (HPAI) ระบาดภายในฟาร์มเลี้ยงเป็ด ที่จังหวัด Flevoland ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีการใช้มาตรการเฝ้าระวังสั่งกำจัดเป็ดกว่า 16,000 ตัว เฝ้าระวังในรัศมี 3 กิโลเมตร และป้องกันในรัศมี 10 กิโลเมตร โดยก่อนหน้านี้เชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ดังกล่าวพบการแพร่ระบาดในฟาร์เป็ดขุน ที่เมือง Biddinghuizen ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2560

                ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนก สายพันธุ์ H5N6 ในเนเธอร์แลนด์ อาจมีความเกี่ยวข้องกับเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N8 ที่พบการแพร่ระบาดในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา รวมทั้งล่าสุดที่พบการแพร่ระบาดในอิตาลี และเยอรมนีเมื่อเดือน ตุลาคม 2560
 
 
 
ที่มา : uk.reuters.com

เกาหลีใต้พบไข้หวัดนก H5N6 ระบาดอีกครั้ง
                 เมื่อวันที่  11 ธันวาคม 2560 กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทของเกาหลีใต้ ได้ยืนยันการตรวจพบไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N6 ชนิดรุนแรง (HPAI) ระบาดภายในฟาร์มเป็ด ที่เมือง Yeongam ในเขต South Jeolla  โดยเจ้าหน้าที่ภาครัฐเกาหลีใต้ได้ทำการดำเนินการตรวจสอบฟาร์มเป็ดในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเข้มงวดและเพิ่มมาตรการฆ่าเชื้อในพื้นที่ใกล้เคียงและห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก
 
                ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานการตรวจพบไข้หวัดนกในฟาร์มเป็ด ที่เมือง Gochang ในจังหวัดเดียวกัน เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งทางการได้สั่งกำจัดสัตว์ปีกจำนวนเกือบ 100,000 ตัว 
 
ที่มา : http://world.kbs.co.kr 

รัสเซียเล็งขยายส่งออกสัตว์ปีกฮาลาล-เน้นตลาดประเทศมุสลิม
                รัสเซียเล็งขยายปริมาณการส่งออกสัตว์ปีก พร้อมทั้งขยายสัดส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากเดิมน้อยกว่าร้อยละ 30 เป็นอย่างน้อยร้อยละ 75-80 คาดว่าในปี 2020 รัสเซียจะสามารถส่งออกสัตว์ปีกได้ประมาณ 370000 ตัน โดยจะเป็นสินค้าที่ได้รับตราฮาลาลประมาณ 270000-300000 ตัน ด้านศูนย์ฮาลาลของรัสเซียเชื่อว่าสินค้าจากรัสเซียจะดึงดูดใจลูกค้าในกลุ่มประเทศมุสลิมได้เป็นอย่างมากจากข้อดีทั้งด้านคุณภาพและราคา และยังเชื่อว่าผู้นำเข้าของประเทศเหล่านี้จะต้องการนำเข้าสินค้าสัตว์ปีกจากรัสเซียแทนผู้ผลิตรายเดิม เช่น บราซิล  อีกด้วย
                ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกไก่ที่ได้รับตราฮาลาลของรัสเซียเพิ่มสูงขึ้นกว่า 3 เท่า จากเดิม 15000 ตันในปี 2014 เป็น 45000 ตันในปี 2017 นอกจากนิ้ รัสเซียยังเพิ่งจะเปิดตลาดส่งออกสินค้าสัตว์ปีกไปยังซาอุดิอาระเบียและอิหร่านได้สำเร็จ และอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเปิดตลาดไปยังอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีลูกค้ากว่า 230 ล้านคน
ที่มา: globalmeatnews.com


แคนาดาเชื่อมั่นอาหารสัตว์ไทย พร้อมลดความถี่การตรวจประเมิน
                เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน – 4 ธันวาคม 2560 หน่วยงานตรวจสอบอาหารของแคนาดา (CFIA) ได้เข้าตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยจำนวน 7 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในภาชนะบรรจุปิดสนิท 5 แห่ง และโรงงานขนมขบเคี้ยวสำหรับสัตว์เลี้ยง 2 แห่ง ซึ่งมีผลการรายงานอย่างไม่เป็นทางการ สรุปว่าแคนาดาเชี่อมั่นระบบการตรวจสอบและกำกับดูแลโรงงานอาหารสัตว์ไทย เนื่องจาก สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน และมีผู้กำกับดูแลตามระบบมาตรฐานสากล ส่งผลให้หน่วยงาน CFIA เตรียมปรับรายละเอียด MOU การตรวจสอบรับรองที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2552 โดยจะขยายระยะเวลาในการเข้าตรวจประเมินระบบรับรองของกรมปศุสัตว์จากเดิม 1 – 2 ครั้ง เป็น 5 ปี/ครั้ง ปัจจุบันมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของไทยจำนวน 17 แห่ง ที่สามารถส่งออกไปยังแคนาดาได้ และหากหน่วยงาน CFIA ได้ตรวจสอบรับรองครั้งล่าสุดเสร็จสิ้น คาดว่าอาจมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่สามารถส่งออกเพิ่มขึ้นอีก 6 แห่ง
                    ทั้งนี้ แคนาดาเป็นตลาดส่งออกอาหารสัตว์ที่สำคัญของไทย และมีการส่งออก ทั้ง อาหารสัตว์เลี้ยงในภาชนะบรรจุปิดสนิท อาหารเม็ด และขนมขบเคี้ยว โดยภายในปี 2560 มีปริมาณการส่งออกสูงถึง 3,500 ตัน เป็นมูลค่า 460 ล้านบาท  

วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Ecuador Food News_เอกวาดอร์ ส่งออกกุ้งแวนนาไมพุ่ง อาจทะลุเป้า 4 แสนตัน

ปี 2560 เอกวาดอร์สามารถผลิตกุ้งแวนนาไมเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจมีปริมาณมากถึง 400,000 ตัน โดยสถิติการส่งออกกุ้งของเอกวาดอร์จนถึงช่วงเดือน สิงหาคม พบว่ามีปริมาณการส่งออก 619.55 ล้านปอนด์ (ประมาณ 281,000 ตัน) ตั้งแต่ต้นปี 2560 (เฉลี่ยมีปริมาณการส่งออก 77.44 ล้านปอนด์ หรือ 35,000 ตัน/เดือน) พร้อมคาดว่าหากยังรักษาระดับปริมาณส่งออกดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2560 เอกวาดอร์จะมีปริมาณการส่งออกรวมทั้งสิ้นกว่า 929.32 ล้านปอนด์ หรือกว่า 400,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงร้อยละ 20 และการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตจริงในประเทศอาจสูงกว่าปริมาณที่แสดงไว้ เนื่องจาก ในอดีตเอกวาดอร์มีการผลิตกุ้งไว้หัวเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันหันมาผลิตกุ้งกอดหัวมากขึ้น ซึ่งน้ำหนักกุ้งที่ผ่านการถอดหัวจะน้อยกว่า ทำให้ได้ น้ำหนักต่อตัวลดลง
                ทั้งนี้ คาดการณ์ดังกล่าวสูงกว่าปริมาณการผลิตกุ้งของเอกวาดอร์ในปี 2561 ที่คาดการณ์ในการประชุม Global Outlook for Aquaculture Leadership (GOAL) เมื่อปี 2559 ไว้ที่ 400,000 ตัน ในขณะที่ การประชุม Global Seafood Market Conference (GSMC) เมื่อเดือน มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ได้แสดงปริมาณการผลิตกุ้งภายในประเทศที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 

ที่มา: undercurrentnews.com  สรุปโดย: มกอช.

ผู้ส่งออกกุ้งไทยก็ต้องปรับตัวกันต่อไป +_+

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Thai-USA Food News_เตือนส่งออกไทยไปสหรัฐฯ จับตากฎหมาย Buy American

นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยว่า สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตันแจ้งว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (United States Trade Representative Office : USTR) ได้เปิดขอรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากผู้ประกอบการของสหรัฐฯ เพื่อใช้ประกอบการศึกษาผลกระทบกฎหมาย Buy American ของสหรัฐฯ ต่อความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement Agreement : GPA) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ข้อมูลที่ USTR ต้องการศึกษาประกอบการออกกฎหมาย Buy American ที่อาจส่งผลต่อ GPA ครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้ (1) ประสบการณ์ของบริษัทในฐานะของคู่สัญญาหลัก หรือผู้รับจ้างรายย่อย [Subcontractor] เกี่ยวกับ GPA (2) ผลกระทบต่อประเทศภาคี FTA ของสหรัฐฯ (3) ประสบการณ์ของบริษัทในฐานะคู่ค้าสัญญาหลัก หรือผู้รับจ้างรายย่อยเกี่ยวกับการเข้าร่วมประมูลสัญญา GPA ที่สหรัฐฯ มีความตกลง FTA หรือมีภาคีในความตกลง GPA (4) สัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในสหรัฐฯ โดยเฉลี่ย [Average US Content] ในสินค้าที่บริษัทผลิต / จำหน่ายให้กับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ (5) สัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในสหรัฐฯ โดยเฉลี่ย [Average US Content] ในสินค้าที่บริษัทผลิต / จำหน่ายให้กับรัฐบาลต่างประเทศ (6) อุปสรรคหลัก 3 อันดับแรกของการมีเงื่อนไขที่กำหนดให้ต้องมีสัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในประเทศร้อยละ 111 ต่อสินค้าที่บริษัทผลิตให้กับรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือรัฐบาลต่างประเทศ (7) ผลกระทบต่อ FTA ที่มีข้อกำหนดว่าด้วย GPA รวมอยู่ด้วย (8) ผลกระทบทั้งปัจจัยบวกและลบของการมีข้อกำหนด Buy American และ (9) ประสบการณ์ของบริษัทเกี่ยวกับข้อขัดแย้งระหว่างข้อกำหนด Buy American และข้อกำหนดภายใต้ FTA ที่สหรัฐฯ เป็นภาคี เพื่อ USTR จะเตรียมเสนอผลการศึกษาดังกล่าวต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ภายในวันที่ 24 พฤศจิกายน ศกนี้
นายวันชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมาย Buy American เป็นกฎหมายเชิงนโยบายที่กำหนดให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องจัดซื้อจัดจ้างและเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศเป็นอันดับแรก ดังนั้นผู้ส่งออกไทยจึงควรติดตามความคืบหน้าการออกกฎหมายดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือกับนโยบายดังกล่าวที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยที่สหรัฐฯ สามารถผลิตได้ด้วยไปยังสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ทั้งนี้ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามความคืบหน้าของกฎหมายดังกล่าวเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ 
https://www.gpo.gov/fdsys/pkg/FR-2017-08-21/pdf/2017-17553.pdf
ที่มา กรมการค้าต่างประเทศ

Thai Food News_ผู้ส่งออกที่ประสงค์จะขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า 5 ประเภท

ผู้ส่งออกที่ประสงค์จะขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า 5 ประเภทได้แก่ Form JTEPA, FTA Thai-Australia, AANZ, AJ และ AK 

     1. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป ผู้ส่งออกสามารถยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า 5 ประเภทดังกล่าวข้างต้น ด้วยระบบ Digital Signature (DS) เท่านั้น และ
     2. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป ผู้ส่งออกสามารถยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า 5 ประเภทดังกล่าวข้างต้น เฉพราะที่ส่งออกไป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ด้วยระบบ Electronic Signature and Seal (ESS) เท่านั้น ทั้งนี้หากรายใดพร้อมใช้งานระบบ ESS สามารถยื่นขอใช้บริการระบบ ESS ต่อกรมการค้าต่างประเทศได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
     หากมีข้อส่งสัย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0 2547 4830, 0 2547 4838, 0 2547 4827, 02547 4810 หรือสายด่วน 1385
จากกรมการค้าต่างประเทศ

วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Food Law Update EU_Commission Regulation (EU) 2017/1270

EU อนุญาตการใช้วัตถุเจือปนอาหาร potassium carbonate (E 501) ในสินค้าผัก-ผลไม้

                     เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกประกาศกฎ Commission Regulation (EU) 2017/1270 of 14 July 2017 amending Annex II to Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council as regards the use of potassium carbonate (E 501) on peeled, cut and shredded fruit and vegetables ใน EU Official Journal L 184 Volume 1 ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
                      ๑. กฎใหม่นี้เป็นการแก้ไขบัญชีรายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร (Union list food additives) ที่ ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในอาหารตามภาคผนวกที่ ๒ (Annex II) ของกฎระเบียบ Regulation (EC) No 1333/2008 โดยการแก้ไขบัญชีในครั้งนี้ เป็นการอนุญาตให้ใช้ potassium carbonate (E 501) ในสินค้าอาหารกลุ่ม 04.1.2 ผลไม้และผักปลอกเปลือก หั่น และหั่นซอยเล็ก ที่ไม่ได้แปรรูป แช่เย็น พร้อมรับประทาน และบรรจุหีบห่อ รวมถึงมันฝรั่งที่ไม่ได้แปรรูป ปอกเปลือก และบรรจุหีบห่อแล้ว เนื่องจากสารที่อนุญาตให้ใช้อยู่เดิม คือ ascorbic acid (E 300) มักจะทำให้เนื้อของผักและผลไม้สลาย ยุ่ย และเปลี่ยนสีหลังจากถูกสารไปแล้ว ๒ – ๓ วัน ซึ่ง potassium carbonate จะเป็นตัวช่วยไม่ให้ผักและผลไม้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นสารที่ช่วยคงตัวและปรับความเป็นกรด-ด่างที่ได้รับจากสาร ascorbic acid  
                      ๒. Scientific Committee for Food กำหนดค่าที่ยอมรับได้รับต่อวัน (Acceptable Daily Intake : ADI) ของสาร carbonate ไว้ที่ระดับ « ไม่มีการระบุ (not specified) » เนื่องจากสารดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหากใช้ในปริมาณเท่าที่จะได้รับผลทางเทคนิคที่ต้องการ (quantum satis) เท่านั้น     
                      ๓.  กฎดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 15 กรกฎาคม ๒๕60)
                      ๔. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวนี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังต่อไปนี้
                     โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Japan Food News_ญี่ปุ่นเตรียมใช้ระเบียบแสดงแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบในอาหาร

ญี่ปุ่นเตรียมใช้ระเบียบแสดงแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบในอาหาร
                ญี่ปุ่นเตรียมบังคับใช้ระเบียบระบุแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบที่ใช้ในอาหารฉบับใหม่ ซึ่งจะมีผลต่ออาหารแปรรูปที่วางจำหน่ายในญี่ปุ่นทุกชนิด โดยกฎหมายดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา และคาดว่าจะเริ่มต้นบังคับใช้ในช่วงฤดูร้อนนี้ (มิถุนายน-สิงหาคม 2560) ทั้งนี้ จะมีช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านจนถึงเดือนมีนาคม 2022
                รายละเอียดโดยสรุปของระเบียบฉบับใหม่มีดังนี้
1. ให้ระบุแหล่งกำเนิด/แหล่งที่มาของวัตถุดิบที่มีน้ำหนักมากที่สุด โดยหากวัตถุดิบชนิดนั้นๆมีการใช้วัตถุดิบจากแหล่งที่มาหลายประเทศ จะต้องระบุชื่อประเทศแหล่งที่มาเรียงตามลำดับน้ำหนัก โดยใช้เครื่องหมาย “,” คั่น เช่น “Ingredients : Pork (USA, Canada)”
2. หากวัตถุดิบมีแหล่งที่มาจากหลายประเทศ (ตามข้อมูล/สถิติการใช้วัตถุดิบของผู้ประกอบการ) ให้ระบุ เรียงตามลำดับประเทศที่ใช้บ่อยกว่า โดยใช้คำว่า “Or” คั่น เช่น “Ingredients : Pork (USA or Canada) Order based on data from Year XX of the Heisei era”
3. หากวัตถุที่ใช้มีการนำเข้าจาก 3 ประเทศขึ้นไป สามารถระบุโดยใช้คำว่า “imported” ได้
4. คำว่า “Or” และ “imported” สามารถใช้พร้อมกันได้ เช่น “Ingredient : Pork (imported or domestic) Order based on data from Year XX of the Heisei era”
                อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมผู้บริโภคญี่ปุ่น (JCCU) ระบุว่าระเบียบฉบับใหม่มีข้อยกเว้น และมีความซับซ้อนในการแสดงข้อมูลมากกว่าระเบียบปัจจุบัน รวมทั้งอาจทำให้เกิดความสับสนแก่ผู้บริโภคได้

 (ต่อ)ตามที่โครงการเตือนภัยสินค้าเกษตรและอาหารได้เผยแพร่ข่าว “ญี่ปุ่นเตรียมใช้ระเบียบแสดงแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบในอาหาร” (http://www.acfs.go.th/read_news.php?id=15070&ntype=07) ระเบียบระบุแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบที่ใช้ในอาหารของญี่ปุ่นที่เตรียมจะบังคับใช้ในช่วงฤดูร้อนปี 2560 นี้ ที่ได้กำหนดให้ระบุแหล่งกำเนิด/ที่มาของวัตถุดิบในอาหารที่มีน้ำหนักมากที่สุด จะมีผลบังคับใช้กับอาหารแปรรูปที่ผลิตและวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นทุกประเภท รวมไปถึง ก๋วยเตี๋ยว ขนมขบเคี้ยว อาหารแช่แข็ง และอาหารกระป๋อง โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบการแสดงฉลากของอาหารแปรรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศ ที่ยังคงต้องระบุแหล่งที่มาของอาหารนั้นๆ แต่ไม่จำเป็นต้องระบุแหล่งที่มารายวัตถุดิบ
                 ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำหนดให้ระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบอาหารที่มีน้ำหนักในผลิตภัณฑ์ร้อยละ 50 ขึ้นไป ทำให้มีผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่มีการแสดงฉลากระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบ

ที่มา: thejapannews สรุปโดย: มกอช.

Food Law Update USA_FDA เผยแพร่คู่มือระเบียบ FSMA เพิ่มเติม

องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) เผยแพร่คู่มือ 3 ฉบับเพื่อสร้างความเข้าใจ ชี้แจงผลกระทบ และข้อยกเว้นของระเบียบย่อยว่าด้วยการควบคุมเชิงป้องกันภายใต้กฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงความปลอดภัยอาหารให้ทันสมัย (FSMA) แก่ผู้ผลิตอาหารกระป๋องชนิดที่เป็นกรดต่ำ น้ำผลไม้ และอาหารทะเล ซึ่งได้รับข้อยกเว้นในการปฏิบัติหรือข้อยกเว้นบางส่วนเนื่องจากปฏิบัติอยู่ภายใต้หลักการ HACCP และ Low-Acid Canned Foods (LACF) ของ FDA ฉบับเดิม 
โดยผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :


 https://www.fda.gov/Food/NewsEvents/ConstituentUpdates/ucm569554.htm
ที่มา: fda.gov สรุปโดย: มกอช.

วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Food Law Update EU_EU ประกาศแก้ไขกฎระเบียบเกี่ยวกับรายชื่อสารปรุงแต่งกลิ่นอาหารภายใต้ Union List

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Regulation (EU) 2017/1250 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 แก้ไข Annex 1 ของกฎระเบียบ Regulation (EU) 1334/2008 เกี่ยวกับสารปรุงแต่งกลิ่นอาหาร (Flavouring substances) ในรายชื่อสารปรุงแต่งกลิ่นอาหารของสหภาพยุโรป (Union List) ซึ่งเป็นเอกสารที่รวบรวมรายชื่อและปริมาณของสารปรุงแต่งกลิ่นอาหารและสารตั้งต้นที่อนุญาตให้ใช้ได้ในอาหาร เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของหน่วยงานด้านความปลอดภัยของอาหารแห่งสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority: EFSA)
โดยการแก้ไขครั้งล่าสุดเป็นผลสืบเนื่องจากกรณีที่ EFSA ได้ดำเนินการทดลองตรวจสอบเพิ่มเติมและประเมินผลทางวิทยาศาสตร์ พบว่าสารปรุงแต่งกลิ่นอาหาร 4,5-epoxydec-2(trans)-enal (Fl No: 16.071) เป็นพิษต่อสารพันธุกรรม (genotoxicity) ในตับของหนูทดลองและก่อให้เกิดมะเร็ง จึงกำหนดให้ถอดรายชื่อสารดังกล่าวออกจากรายชื่อสารปรุงแต่งกลิ่นอาหารของสหภาพยุโรปทันที เพื่อคุ้มครองสุขอนามัยของประชากร โดยกฎระเบียบฉบับนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไป
ด้วยเหตุนี้ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกสินค้าควรสำรวจว่าสินค้าอาหารของท่านมีส่วนผสมของสารปรุงแต่งกลิ่นอาหาร 4,5-epoxydec-2(trans)-enal (Fl No: 16.071) หรือไม่ เพื่อที่จะได้ปรับตัวตามกฎระเบียบและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้  ทั้งนี้ สารปรุงแต่งกลิ่นอาหารดังกล่าว มักถูกนำไปใช้ในสินค้าที่ผลิตจากนม น้ำแข็ง เนื้อสัตว์ รวมถึงสินค้าที่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อไก่ เป็นต้น อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ เครื่องเทศ ซุป และซอสปรุงรสต่างๆ (อ้างอิงข้อมูลจาก Institute of Food Science and Technology: IFST)
 Milk
ผู้อ่านที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวเพิ่มเติมได้จาก
http://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/?uri=CELEX:32017R1250
และสามารถดาวโหลดรายงานผลการตรวจสอบฉบับเต็มจาก EFSA ได้ที่
http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.2903/j.efsa.2017.4847/epdf

เรียบเรียงโดยทีมงาน Thaieurope.net
คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป

Food Law Update EU_EU ประกาศระเบียบอนุมัติการใช้ Lecithins เป็นวัตถุเสริมในอาหารสำหรับสัตว์ทุกชนิด

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2560 EU ได้ประกาศระเบียบ Commission Implementing Regulation (EU) 2017/1007 อนุมัติให้ใช้ Lecithins เป็นวัตถุดิบเสริมในอาหารสำหรับสัตว์ทุกชนิด เนื่องจากพบว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ หรือสิ่งแวดล้อม โดยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 6 กรกฎาคม 2570
 EU ได้อนุมัติให้สามารถใช้ Lecithins ได้ในระดับ 100 – 1,500 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งหมด โดยมีระยะการปรับเปลี่ยน ดังต่อไปนี้
1. การใช้ Lecithins ในสินค้าอาหารสัตว์ และอาหารสัตว์ที่ผสมไว้ล่วงหน้า (premixtures) ซึ่งมีการผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 6 มกราคม 2561 ตามระเบียบเดิม ยังสามารถวางจำหน่ายในท้องตลาดได้จนกว่าสินค้าจะหมด
2. อาหารสัตว์ผสม (compound feed) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) ที่มีส่วนผสมของ Lecithins ซึ่งมีการผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 6 มกราคม 2561 ตามระเบียบเดิม ยังสามารถวางจำหน่ายในท้องตลาดได้จนกว่าสินค้าจะหมด หากสินค้านั้นเป็นสินค้าสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์ที่ผลิตอาหารเพื่อการบริโภคของมนุษย์เท่านั้น (food-producing animals)
3. อาหารสัตว์ (compound feed) และวัตถุดิบอาหารสัตว์ (feed materials) ที่มีส่วนผสมของ Lecithins ซึ่งมีการผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 6 มกราคม 2562 ตามระเบียบเดิม ยังสามารถวางจำหน่ายในท้องตลาดได้จนกว่าสินค้าจะหมด หากสินค้านั้นไม่ใช่สินค้าสำหรับการใช้เลี้ยงสัตว์ที่ผลิตอาหารเพื่อการบริโภคของมนุษย์เท่านั้น (food-producing animals)

สนับสนุนข้อมูลโดยสำนักงานพาณิชย์ ณ กรุงบรัสเซลส์

Food Law Update_THDOF

ไปดาวน์โหลดตาม link นี้นะคะ

1. ประกาศกรมประมง เรื่อง การส่งออกสัตว์น้ําหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ําเพื่อการบริโภคไปสหภาพยุโรป 19/6/2560

2 ประกาศกรมประมง เรื่อง การส่งออกสัตว์น้ําหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ําเพื่อการบริโภคไปนอกราชอาณาจักร 
    ยกเว้นส่งออกไปสหภาพยุโรป 19/6/2560

มาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทางเคมีสินค้าแช่เย็นแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง (LOT BY LOT) 
up 1/4/60
3. AUS

4. korea

5. taiwan

6. usa

7. vietnam 

มาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทางเคมีสำหรับสินค้าสิทธิพิเศษ UP 1/4/60

8. Frozen Fishery Product 

9. Canned Fishery Product 

10. Traditional Fishery Product 

11.  CHEMICAL REFERENCE CRITERIA FOR FROZEN FISHERY PRODUCTS

    วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

    Food Law Update EU_EU อนุญาตให้ใช้ butane, isobutane และ propane ในการเตรียมสีผสมอาหาร

    EU อนุญาตให้ใช้ butane (E 943a), isobutane (E 943b) และ propane (E 944) ในการเตรียมสีผสมอาหาร

    เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๐ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Regulation (EU) 2017/874  of 22 May 2017 amending Annex III to Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council as regards the use of butane (E 943a), isobutane (E 943b) and propane (E 944) in colour preparations ใน EU Official Journal L 134/18 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
                     ๑. กฎระเบียบใหม่นี้เป็นการแก้ไข Annex III ใน Regulation (EC) No 1333/2008 ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อ วัตถุเจือปนอาหาร (food additives) ที่สหภาพยุโรปอนุญาตให้ใช้ในอาหาร โดยการแก้ไขในครั้งนี้ เป็นการอนุญาตให้ใช้ butane (E 943a), isobutane (E 943b) และ propane (E 944) ในการเตรียมสีผสมอาหารในกลุ่ม II และ III       เพื่อช่วยให้สีกระจายทั่วถึงในอาหาร ซึ่ง EU Scientific Committee on Food (SCF) เคยกำหนดระดับค่าตกค้างสูงสุดของ butane (E 943a), isobutane (E 943b) และ propane (E 944) ไว้ ที่ระดับ ๑ มิลลิกรัม/กิโลกรัมต่อสสาร (mg/kg per substance) รวมถึงได้ลงความเห็นว่า หากใช้ในกระบวนการปรุงอาหารให้สุกหรือทอด จะไม่ส่งผลเป็นพิษต่ออาหาร เนื่องจากระดับการตกค้างของแก๊ซที่พ่นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก และจากผลการวิจัยที่ได้รับจากผู้ยื่นคำร้องพบว่า ค่าตกค้างของแก๊ซจะลดลงที่ระดับต่ำกว่า๑ มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ๑ ชั่วโมงหลังจากที่พ่น 
                      ๒. ดังนั้น EU จึงเห็นควรอนุญาตให้ใช้ butane (E 943a), isobutane (E 943b) และ propane (E 944) ในการเตรียมสีผสมอาหารได้  อย่างไรก็ดี จากความเสี่ยงในการติดไฟและเพื่อให้มีการทิ้งช่วงระยะเวลาห่าง EU จึงจำกัดการใช้งานให้เฉพาะกับการใช้งานทางวิชาชีพ (professional use) เท่านั้น เพื่อเป็นหลักประกันว่ามีการเคารพกฎข้อปฎิบัติตามมาตรฐานภาคอุตสาหกรรม และกำหนดว่าต้องให้มีช่วงระยะห่างนับตั้งแต่ที่อาหารได้รับการพ่นสีไปจนถึงมือผู้บริโภค ทั้งนี้ เพื่อควบคุมค่าตกค้างของแก๊ซไม่ให้เกินกว่าค่าที่กำหนดไว้ที่ระดับ ๑ มิลลิกรัม/กิโลกรัม
                     ๓. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศลงใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๐)  สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก เวปไซต์ ดังต่อไปนี้
               โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

    Food Law Update EU_EU ปรับแก้กฎเกี่ยวกับอาหารสัตว์น้ำเพาะเลี้ยงอินทรีย์

    เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2017/838  of 17 May 2017 amending Regulation (EC) No 889/2008 as regards feed for certain organic aquaculture animals ใน EU Official Journal L 125/5 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
                ๑.      กฎใหม่นี้เป็นการแก้ไขข้อกำหนดเดิมในมาตรา ๒๕I(1) ของ Regulation (EC) No 889/2008 ซึ่งเป็นการกำหนดเงื่อนไขการให้อาหารสัตว์น้ำเพาะเลี้ยงอินทรีย์ใน  Annex XIIIa, Section 6, Section 7, และ Section 9 ซึ่งแต่เดิมกำหนดว่า สัตว์น้ำเพาะเลี้ยงที่อยู่ในช่วงฟักตัว (hatchery stage) จะไม่สามารถได้รับอาหารอื่นใดได้นอกจากอาหารที่อยู่ในธรรมชาติเท่านั้น อย่างไรก็ดี ประเทศสมาชิก EU ได้มีการแจ้งต่อคณะกรรมาธิการยุโรปว่า ข้อกำหนดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงกุ้งกลุ่ม Penaeid โดยเฉพาะกุ้งกุลาดำ (Penaeus monodon) เพราะก่อให้กุ้งเกิดภาวะขาดสารอาหาร (malnutrition) และส่งผลให้อัตราการตายเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงขอให้มีการพิจารณาทบทวนข้อกำหนดดังกล่าวใหม่  
                ๒.      EU พิจารณาข้อท้วงติงดังกล่าว รวมถึงได้รับคำยืนยันจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านข้อแนะนำทางเทคนิคการผลิตอินทรีย์ (Expert Group for Technical Advice on Organic Production : EGTOP) ว่า ข้อกำหนดดังกล่าวเหมาะเฉพาะสำหรับสัตว์น้ำในช่วงเจริญเติบโต เพราะการห้ามไม่ให้อาหารประเภทปลาป่นและน้ำมันปลาในช่วงสัตว์น้ำวัยอ่อนนั้น ส่งผลให้สัตว์น้ำไม่ได้รับสารอาหารตามที่ต้องการ ดังนั้น จึงเห็นควรให้มีการแก้ไขข้อกำหนดดังกล่าวใหม่ว่า สัตว์น้ำเพาะเลี้ยงที่อยู่ในช่วงเจริญเติบโต (grow-out stage)  ตาม Annex XIIIa, Section 6, Section 7, และ Section 9 ให้ได้รับอาหารตามธรรมชาติที่มีอยู่ในบ่อและบึง (โดยไม่ครอบคลุมสัตว์น้ำที่อยู่ในช่วงฟักตัวอีกต่อไป)    
                 ๓. กฎดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศลงใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐)  สำหรับรายละเอียดของกฎดังกล่าวนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ ดังต่อไปนี้
               โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

    วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

    EU Food News_EU ต่ออายุการใช้งานและกำหนดหาสารออกฤทธิ์ตัวใหม่ที่ปลอดภัยกว่าทดแทน prosulfuron

    เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๐ EU ได้ประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2017/375 of 2 March 2017 renewing the approval of the active substance prosulfuron, as a candidate for substitution,
    in accordance with Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council concerning the placing of plant protection products on the market, and amending the Annex to Commission
    Implementing Regulation (EU) No 540/2011 ซึ่งเป็นการต่ออายุการใช้งานของสาร prosulfuron  ที่เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักพืช รวมทั้งได้กำหนดให้ prosulfuron อยู่ในบัญชีรายชื่อของสาร CfS (Candidates for Substitution : CfS)
    ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อสารออกฤทธิ์ที่ EU จะต้องเร่งหาสารออกฤทธิ์ตัวอื่นที่ให้ผลคล้ายคลึงกันมาทดแทนที่ปลอดภัยกว่าในอนาคต เนื่องจากพบว่า prosulfuron เป็นสารที่คงอยู่ได้นาน (persistent) และมีความเป็นพิษ (toxic)
     ตลอดจนค่าครึ่งชีวิต (half-life)* ในน้ำจืดมีมากกว่า ๔๐ วัน รวมถึง ปริมาณความเข้มข้นของสารที่ได้รับแล้วไม่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำจืด มีน้อยกว่า ๐,๐๑  มิลลิกรัม/ลิตร                                                        
                 ทั้งนี้ กำหนดการใช้สาร prosulfuron ในปริมาณสูงสุดตรงพื้นที่เดิม ในปริมาณ ๒๐ กรัม/เฮกตาร์ต่อทุกๆ ๓ ปี  ยกเว้นหากใช้เป็นสารกำจัดวัชพืช โดยมีผลตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ – วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๗
                 สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากเวปไซต์ดังต่อไปนี้
                 กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เป็นต้นไป
                  

    * ค่าครึ่งชีวิต (half-life) คือ ระยะเวลาที่ใช้ในการสลายตัวจนเหลือครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่เดิม                            

                                             โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

    วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560

    EU Food News_EU ระงับการใช้สารปรุงแต่งกลิ่นบางรายการเพิ่มเติม

    เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๐ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2017/378 of 3 March 2017 amending Annex I to Regulation (EC) No 1334/2008 of the European Parliament and of the Council as regards certain flavouring substances ใน EU Official Journal L 58/14 ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
                      ๑. กฎระเบียบใหม่นี้เป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม (Annex I ของ Regulation (EC) No 1334/2008) ที่กำหนดบัญชีรายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร  (Union list) ที่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร การแก้ไขกฎระเบียบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระงับการใช้สารซึ่งเคยอนุญาตให้ใช้เป็นสารปรุงแต่งกลิ่นได้ (flavouring substance) ที่มีส่วนผสมของ สาร hexa-2(trans),4(trans)-dienal (FL No 05.057) และ deca-2(trans),4(trans)-dienal (FL No 05.140)  สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗ หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารประจำสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority : EFSA) ได้เคยประเมินว่า สารทั้ง ๒ รายการเป็นพิษต่อระบบพันธุกรรม และต่อมาในวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๙ กลุ่มผู้ประกอบการได้นำส่งผลวิจัยเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้ EFSA อยู่ในระหว่างประเมินผลความเสี่ยงอีกครั้ง โดยในระหว่างนี้ จึงเห็นควรระงับไม่ให้ใช้สารปรุงแต่งกลิ่นกลุ่ม FGE ที่มีส่วนผสมของสารทั้ง ๒ รายการ
                     ๒. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ต่อไปนี้
                     ๓. กฎระเบียบดังกล่าว จะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๐)
                     ๔. อย่างไรก็ดี EU อนุโลมช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านให้สินค้าอาหารที่มีส่วนผสมของสารปรุงแต่งกลิ่นที่กล่าวถึงข้างต้น ตามรายชื่อสารที่ปรากฎในภาคผนวก ที่มีการวางจำหน่ายก่อนที่กฎระเบียบฉบับจะมีผลบังคับใช้ (มีผลบังคับใช้วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๐)  ให้สามารถวางจำหน่ายได้ต่อไป จนถึงวันที่สินค้าอยู่ในสภาพที่ควรบริโภคได้ต่ำสุด (until their date of minimum durability) หรือเมื่อถึงวันที่ควรบริโภคก่อนที่สินค้าจะหมดอายุ (use-by-date)
                         สำหรับสินค้าอาหารที่นำเข้าจากประเทศที่สามที่มีส่วนผสมของสารปรุงแต่งกลิ่นกล่าวถึงข้างต้น ตามรายชื่อสารที่ปรากฎในภาคผนวก อนุโลมช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน หากผู้นำเข้าสามารถแสดงหลักฐานยืนยันได้ว่า สินค้าดังกล่าวถูกส่งและอยู่ในระหว่างการเดินทางไปจำหน่ายยัง EU ก่อนที่กฎระเบียบนี้จะมีผลปรับใช้ (ก่อนวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๐) ก็สามารถวางจำหน่ายได้ต่อไป จนถึงวันที่สินค้าอยู่ในสภาพที่ควรบริโภคได้ต่ำสุด (until their date of minimum durability) หรือเมื่อถึงวันที่ควรบริโภคก่อนที่สินค้าจะหมดอายุ (use-by-date)
                 โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

    วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560

    Food Law Update_Japan:ญี่ปุ่นปรับปรุงมาตรฐานสารตกค้างครั้งที่ 198

    ญี่ปุ่นปรับปรุงมาตรฐานสารเคมีทางการเกษตรตกค้างตามพระราชบัญญัติสุขอนามัยอาหารญี่ปุ่น ครั้งที่ 198 จำนวน 5 รายการ โดยกลุ่มที่อนุญาตให้ใช้ในญี่ปุ่นได้แก่ Chlorpropham (สารควบคุมการเจริญเติบโตพืช), Dazomet (สารรมดิน), Metam (สารรมดิน), Fluopyram (สารกำจัดเชื้อรา) และ Mandestrobin (สารกำจัดเชื้อรา)  และสารที่ไม่อนุญาตให้ใช้ได้แก่ Picarbutrazox (สารกำจัดเชื้อรา)  โดยรายละเอียดค่า MRL ของผลผลิตแต่ละประเภทปรากฎตามเอกสารแนบ กรณีที่ตารางในเอกสารแนบมิได้ระบุค่า MRL Draft ให้ใช้มาตรฐาน ณ ระดับ 0.01ppm
     
     
    ที่มา: - สรุปโดย: มกอช. 

    Taiwan Food News_ไต้หวันเข้มนำเข้าน้ำปลา - เครื่องปรุงรสจากไทย(แนะนำให้อ่านสำหรับคนส่งออกใต้หวัน)

      สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้รับแจ้งเตือนจากกรมอาหารและยาไต้หวันว่าสินค้าน้ำปลา ซอสปรุงรส น้ำมันหอย น้ำพริก และน้ำจิ้มที่ส่งออกจากไทยถูกตรวจพบสาร Benzoic acid, Propionic Acid และ Saccharin (ขัณฑสกร) ตกค้างเกินค่ามาตรฐาน จำนวน 13 ครั้ง ในช่วงปี 2559 โดยตามกฎระเบียบของไต้หวันอนุญาตให้มีสาร Benzoic acid ไม่เกิน 1.0 g/kg และไม่อนุญาตให้ใช้ สาร Propionic Acid และ Saccharin ในสินค้าข้างต้น
                    ที่ผ่านมาไต้หวันได้แจ้งเตือนปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาร Saccharinในน้ำปลา จึงขอให้ผู้ประกอบการไทยปฏิบัติตามกฎระเบียบของไต้หวันอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้นไต้หวันอาจเพิ่มระดับการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้นหรือระงับการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยได้ 
                          ผู้ประกอบการสามารถศึกษาระเบียบปริมาณสารตกค้างที่ยอมรับได้ (Maximum Limit/Maximum Residue Limit) ของไต้หวันได้ตามเว็บไซต์ดังนี้
     
    รายการวัตถุเจือปนอาหาร: https://consumer.fda.gov.tw/Law/FoodAdditivesList.aspx?nodeID=521
     
    รายการสารกำจัดศัตรูพืช: https://consumer.fda.gov.tw/Law/PesticideList.aspx?nodeID=520
     

    ที่มา: สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 

    วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

    AUS Food News_แผนการสุ่มตัวอย่างใหม่สาหรับกุ้งสดและเนื้อกุ้งสดที่มีการระงับการนำเข้า

    กระทรวงเกษตรและทรัพยากรน้้ำของออสเตรเลีย (Department of Agriculture and Water Resources) ได้เผยแพร่ประกาศลงวันที่ 17 มกราคม 2560 แจ้งให้ผู้ประกอบการน้าเข้าสินค้าและผู้ค้าปลีกรับทราบ เรื่อง แผนการสุ่มตัวอย่างใหม่ส้าหรับกุ้งสดและเนื อกุ้งสดที่เข้าข่ายถูกระงับการน้าเข้า (04-2017 New sampling protocol for suspended uncooked prawns and uncooked prawn meat imports) ทางเว็บไซต์ http://www.agriculture.gov.au/import/industry-advice/2017/04-2017

    โดยสินค้ากุ้งสดที่ถูกระงับการนำเข้า ได้แก่
    - กุ้งสดและเนื้อกุ้งสด และ
    - กุ้งสดและเนื้อกุ้งสดที่หมักในซอสหรือผงแห้ง (Marinated) เพื่อการบริโภค

    การตรวจวิเคราะห์กุ้งสด (Uncooked prawn)
    กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียก้าหนดแนวทางการตรวจสอบและตรวจวิเคราะห์ที่เข้มงวดส้าหรับสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งมายังออสเตรเลีย โดยที่ตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าจะต้องปิดผนึกสมบูรณ์ และเอกสารใบตราส่งสินค้าทางทะเลหรือ BL (Bill of Lading) ฉบับจริง ต้องระบุว่าส่งออกจากประเทศ ต้นทางในวันที่หรือก่อนวันที่ 8 มกราคม 2560 เจ้าหน้าที่ Biosecurity จะสุ่มตัวอย่างสินค้าทุกรุ่นการผลิต (Batch) จากสินค้าที่ส่งออกแต่ละครั งหรือแต่ละ Consignment โดยเก็บตัวอย่างรุ่นละ 13 ตัวอย่าง แต่ละตัวอย่างประกอบด้วยกุ้งจ้านวน 5 ตัว โดยผู้น้าเข้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียกำหนด
    จากนั้นจะน้าส่งตัวอย่างทั้งหมดให้แก่ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ที่ได้รับการรับรอง โดยผู้นำเข้าสามารถเลือกห้องปฏิบัติการได้และเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง หากพบว่ามีการติดเชื อไวรัสตัวแดงดวงขาวหรือ White Spot Syndrome Virus (WSSV) จะต้องน้าสินค้ารุ่นนั นๆ ไปต้ม ส่งกลับ หรือท้าลายโดยผู้น้าเข้าเป็น ผู้ออกค่าใช้จ่าย หากเลือกวิธีการน้าไปต้ม ผู้น้าเข้าต้องติดต่อกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียเพื่อพิจารณาว่าจะด้าเนินการอย่างไรและที่สถานที่ใด หากตรวจไม่พบเชื อไวรัสในตัวอย่าง จะต้องมีการตรวจวิเคราะห์อีกครั งเพื่อยืนยันโดยห้องปฏิบัติการ Australian Animal Health Laboratory (AAHL) โดยใช้ตัวอย่างที่เหลือจากการส่งให้กับห้องปฏิบัติการที่ผู้น้าเข้าเป็นผู้เลือก ห้องปฏิบัติการ AAHL จะส่งผลการตรวจวิเคราะห์ให้กับกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นผู้แจ้งผลให้ผู้น้าเข้ารับทราบรวมถึงแนวทางด้าเนินการกับสินค้ารุ่นนั นๆ ทั้งนี กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายใน
    การตรวจวิเคราะห์เพื่อยืนยัน

    การตรวจวิเคราะห์กุ้งหมักซอสหรือผงแห้ง (Uncooked marinated prawns – wet or dry)
    โดยที่ตู้สินค้าต้องมีการปิดผนึกสมบูรณ์และ BL ฉบับจริงระบุว่าสินค้ามีการส่งออกในวันที่หรือก่อนวันที่ 8 มกราคม 2560 เจ้าหน้าที่ Biosecurity จะสุ่มตัวอย่างทุกรุ่นการผลิต (Batch) ในสินค้า แต่ละ Consignment โดยเก็บตัวอย่างรุ่นละ 13 ตัวอย่าง แต่ละตัวอย่างประกอบด้วยกุ้งจ้านวน 5 ตัว โดยผู้น้าเข้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียก้าหนด ตัวอย่างจะถูกส่งไปที่ห้องปฏิบัติการ AAHL เพื่อด้าเนินการวิเคราะห์ ห้องปฏิบัติการ AAHL จะส่งผลการตรวจวิเคราะห์ให้กับกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นผู้แจ้งผลให้ผู้น้าเข้ารับทราบรวมถึงแนวทางด้าเนินการกับสินค้ารุ่นนั นๆ โดยผู้น้าเข้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์ ทั งนี สามารถขอทราบค่าใช้จ่ายได้จากห้องปฏิบัติการ AAHL โดยตรง

    สานักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจากรุงแคนเบอร์รา

    AUS Food News_ออสเตรเลียระงับการนาเข้ากุ้งสดและเนื้อกุ้งสดเป็นระยะเวลา 6 เดือน

    สืบเนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโรคตัวแดงดวงขาวหรือ White Spot Syndrome Virus (WSSV) ในฟาร์มกุ้งกุลาดาจานวน 5 แห่ง ในรัฐควีนสแลนด์ของออสเตรเลียตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2559 โดยที่ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ปลอดจากโรคนี้ กระทรวงเกษตรและทรัพยากรน้าของออสเตรเลีย (Department of Agriculture and Water Resources) ได้เผยแพร่ประกาศลงวันที่ 7 มกราคม 2560 แจ้งให้ผู้ประกอบการนาเข้าสินค้าและผู้ค้าปลีกรับทราบ เรื่อง การระงับการนาเข้าเข้ากุ้งสดและเนื้อกุ้งสด (02-2017 Suspension of uncooked prawns and uncooked prawn meat) ทางเว็ปไซต์ http://www. agriculture.gov.au/import/industry-advice/2017/02-2017

    ผู้อานวยการหน่วยงานความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ประกาศระงับการนาเข้าสินค้ากุ้งดังต่อไปนี้ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2560 เป็นต้นไป
    - กุ้งสดและเนื้อกุ้งสด และ
    - กุ้งสดและเนื้อกุ้งสดที่หมักในซอสหรือผงแห้ง (Marinated) เพื่อการบริโภค

    สินค้าในกลุ่มต่อไปนี้ได้รับการยกเว้น
    - กุ้งสดและเนื้อกุ้งสดที่นาเข้าจากประเทศ New Caledonia
    - กุ้งสดและเนื้อกุ้งสดที่แปรรูปเป็น Dumplings, spring rolls, samosas และสินค้าประเภทติ่มซาและรูปแบบใกล้เคียง
    - กุ้งสดและเนื้อกุ้งชุปแป้งหรือขนมปังเพื่อการบริโภค
    สินค้าที่เข้าข่ายถูกระงับการนาเข้าซึ่งอยู่ระหว่างการขนส่งมายังออสเตรเลียหรือสินค้าที่ถึงท่าแล้วแต่ยังไม่ได้รับตรวจปล่อยจากการควบคุมด้าน Biosecurity จะได้รับอนุญาตให้นาเข้าได้ ทั้งนี้ เอกสาร ใบตราส่งสินค้าทางทะเลหรือ BL (Bill of Lading) ต้องระบุว่าส่งออกจากประเทศต้นทางในวันที่หรือก่อนวันที่ 8 มกราคม 2560 ตู้คอนเทนเนอร์จะต้องปิดผนึกสนิท สินค้าทั้งหมด (100%) จะต้องถูกสุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์อย่างเข้มงวด ผู้นาเข้าอาจเลือกที่จะส่งสินค้ากลับไปยังต้นทางได้หากไม่ประสงค์ที่จะถูกตรวจสอบ การยุ่งเหยิงกับสินค้าก่อนที่เจ้าหน้าที่ Biosecurity จะเข้าไปตรวจสอบ จะส่งผลให้สินค้าถูกส่งกลับและอาจถูกดาเนินการตามกฎหมาย
    สินค้าที่เข้าข่ายถูกระงับการนาเข้าซึ่งมีเอกสาร BL ระบุวันที่ส่งออกจากต้นทางตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2560 เป็นต้นไปจะถูกระงับการนาเข้า หากมีการนาเข้ามายังออสเตรเลียจะต้องถูกส่งกลับหรือทาลายโดยผู้นาเข้าเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
    ใบอนุญาตนาเข้า (Import permits) สาหรับสินค้าที่เข้าข่ายจะถูกระงับการใช้งานตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2560 เป็นต้นไป และจะงดพิจารณาคาร้องใหม่ที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคาสั่งเปลี่ยนแปลง สาหรับการขออนุญาตนาเข้าสินค้าที่เข้าข่าย ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการระงับการนาเข้า รวมถึงข้อมูลคาถาม-ตอบ ได้ที่เว็บไซต์ของกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลีย http://www. agriculture.gov.au/import/goods/uncooked-prawns
    แม้ว่าโรคกุ้งไวรัสตัวแดงดวงขาวหรือ WSSV จะเป็นโรคระบาดร้ายแรงสาหรับสัตว์น้าใน กลุ่ม Crustaceans ซึ่งประกอบด้วยกุ้ง กั้ง และปู แต่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียอยู่ระหว่างดาเนินการตรวจสอบและตรวจวิเคราะห์กุ้งสดและเนื้อกุ้งสดนาเข้าสู่ประเทศออสเตรเลียแล้ว หากมีการตรวจพบจะนาสินค้าออกจากท้องตลาดและนาไปทาลายทันที

    สานักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจากรุงแคนเบอร์รา
    ที่มา http://www.fisheries.go.th