แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การค้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การค้า แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Food News India : อินเดียปรับปรับแก้กฎระเบียบกักกันพืชสำหรับพืชที่จะนำเข้ามายังอินเดีย

สินค้าที่มีผลกระทบ: มะขามสด (ทั้งฝัก แกะฝัก และเมล็ด)
ข้อกำหนด 1. ต้องปลอดแมลงศัตรูพืช 5 ชนิด ได้แก่
                      (1) Apomyelois ceratoniae (knothorn, blunt-winged, carob moth)
                      (2) Ceroplastes cirripediformis (barnacle scale)
                      (3) Hypothenemus obscurus (tropical nut borer)
                      (4) Sitophilus linearis (tamarind weevil)
                      (5) Selenaspidus articulatus (West Indian red scale)
                  2. ไม่มีการปนเปื้อนจากดินหรือซากพืช
                  3. ต้องผ่านการรมด้วย Methyl bromide 32 กรัม/ลูกบาศก์เมตร ที่อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง
                  4. ต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary certificate) จากกรมวิชาการเกษตรไทย
วันที่มีผลบังคับใช้ 20 มกราคม 2561
ระยะเวลาการให้ข้อคิดเห็น  สามารถให้ข้อคิดเห็นได้ถึงวันที่ 14 มกราคม 2561
รายละเอียดฉบับเต็มสามารถดูได้ที่


 

สรุปโดย: มกอช.

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Thai-USA Food News_เตือนส่งออกไทยไปสหรัฐฯ จับตากฎหมาย Buy American

นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยว่า สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตันแจ้งว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (United States Trade Representative Office : USTR) ได้เปิดขอรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากผู้ประกอบการของสหรัฐฯ เพื่อใช้ประกอบการศึกษาผลกระทบกฎหมาย Buy American ของสหรัฐฯ ต่อความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement Agreement : GPA) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ข้อมูลที่ USTR ต้องการศึกษาประกอบการออกกฎหมาย Buy American ที่อาจส่งผลต่อ GPA ครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้ (1) ประสบการณ์ของบริษัทในฐานะของคู่สัญญาหลัก หรือผู้รับจ้างรายย่อย [Subcontractor] เกี่ยวกับ GPA (2) ผลกระทบต่อประเทศภาคี FTA ของสหรัฐฯ (3) ประสบการณ์ของบริษัทในฐานะคู่ค้าสัญญาหลัก หรือผู้รับจ้างรายย่อยเกี่ยวกับการเข้าร่วมประมูลสัญญา GPA ที่สหรัฐฯ มีความตกลง FTA หรือมีภาคีในความตกลง GPA (4) สัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในสหรัฐฯ โดยเฉลี่ย [Average US Content] ในสินค้าที่บริษัทผลิต / จำหน่ายให้กับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ (5) สัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในสหรัฐฯ โดยเฉลี่ย [Average US Content] ในสินค้าที่บริษัทผลิต / จำหน่ายให้กับรัฐบาลต่างประเทศ (6) อุปสรรคหลัก 3 อันดับแรกของการมีเงื่อนไขที่กำหนดให้ต้องมีสัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในประเทศร้อยละ 111 ต่อสินค้าที่บริษัทผลิตให้กับรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือรัฐบาลต่างประเทศ (7) ผลกระทบต่อ FTA ที่มีข้อกำหนดว่าด้วย GPA รวมอยู่ด้วย (8) ผลกระทบทั้งปัจจัยบวกและลบของการมีข้อกำหนด Buy American และ (9) ประสบการณ์ของบริษัทเกี่ยวกับข้อขัดแย้งระหว่างข้อกำหนด Buy American และข้อกำหนดภายใต้ FTA ที่สหรัฐฯ เป็นภาคี เพื่อ USTR จะเตรียมเสนอผลการศึกษาดังกล่าวต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ภายในวันที่ 24 พฤศจิกายน ศกนี้
นายวันชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมาย Buy American เป็นกฎหมายเชิงนโยบายที่กำหนดให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องจัดซื้อจัดจ้างและเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศเป็นอันดับแรก ดังนั้นผู้ส่งออกไทยจึงควรติดตามความคืบหน้าการออกกฎหมายดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือกับนโยบายดังกล่าวที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยที่สหรัฐฯ สามารถผลิตได้ด้วยไปยังสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ทั้งนี้ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามความคืบหน้าของกฎหมายดังกล่าวเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ 
https://www.gpo.gov/fdsys/pkg/FR-2017-08-21/pdf/2017-17553.pdf
ที่มา กรมการค้าต่างประเทศ

Thai Food News_ผู้ส่งออกที่ประสงค์จะขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า 5 ประเภท

ผู้ส่งออกที่ประสงค์จะขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า 5 ประเภทได้แก่ Form JTEPA, FTA Thai-Australia, AANZ, AJ และ AK 

     1. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป ผู้ส่งออกสามารถยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า 5 ประเภทดังกล่าวข้างต้น ด้วยระบบ Digital Signature (DS) เท่านั้น และ
     2. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป ผู้ส่งออกสามารถยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า 5 ประเภทดังกล่าวข้างต้น เฉพราะที่ส่งออกไป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ด้วยระบบ Electronic Signature and Seal (ESS) เท่านั้น ทั้งนี้หากรายใดพร้อมใช้งานระบบ ESS สามารถยื่นขอใช้บริการระบบ ESS ต่อกรมการค้าต่างประเทศได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
     หากมีข้อส่งสัย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0 2547 4830, 0 2547 4838, 0 2547 4827, 02547 4810 หรือสายด่วน 1385
จากกรมการค้าต่างประเทศ

วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ข่าวอาหารรอบโลก/Food News_11.7.17

รัสเซียคาด อาจขยายเวลาคว่ำบาตรยุโรปถึงปี 2020
                ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียลงนามขยายเวลาคว่ำบาตรต่อสหภาพยุโรปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2018 และคาดว่าอาจจะมีการขยายเวลาไปจนถึงปี 2020 โดยความเคลื่อนไหวของรัสเซียในประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังสหภาพยุโรปประกาศขยายเวลาคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียอีก 6 เดือนอย่างเป็นทางการ
                ทั้งนี้ เมื่อปี 2014 รัสเซียประกาศระงับการนำเข้าสินค้าเกษตร วัตถุดิบ และสินค้าอาหารจากประเทศตะวันตกหลายประเทศเพื่อเป็นการตอบโต้การคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปต่อรัสเซีย

ที่มา: tass.com 
ออสเตรเลีย สั่งเลิกแบนกุ้งเวียดนาม
              เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 กระทรวงเกษตรและทรัพยากรน้ำของออสเตรเลีย สั่งยกเลิกการระงับนำเข้ากุ้งดิบจากเวียดนาม โดยก่อนหน้านี้ออสเตรเลียได้มีคำสั่งระงับการนำเข้ากุ้งดิบ และกุ้งปอกเปลือกจากประเทศในแถบเอเชีย รวมทั้งเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากพบการระบาดของโรคจุดขาวในกุ้ง ซึ่งคำสั่งระงับนำเข้าดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งภายในเวียดนามเป็นอย่างมาก
               ทั้งนี้  แม้ว่าออสเตรเลียจะอนุญาตให้นำเข้ากุ้งดิบจากเวียดนามแล้ว แต่ได้มีการแก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์กุ้ง ตามเกณฑ์มาตรฐานระดับการป้องกันที่เหมาะสมของออสเตรเลีย (ALOP) เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคภายในประเทศ

ที่มา: undercurrentnews.com
บราซิล ยันเนื้อไก่ส่งออกปลอด Salmonella แล้ว
              บราซิลแจ้งย้ำไม่พบการปนเปื้อนเชื้อ Salmonella ในเนื้อไก่ส่งออกแล้ว หลังจากเมื่อในเดือน พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมเนื้อส่งออกบราซิลพบวิกฤติอย่างหนัก เนื่องจาก พบเนื้อไก่ส่งออกมายังสหภาพยุโรปมีการปนเปื้อนเชื้อ Salmonella ซึ่งทางสหภาพยุโรปได้เรียกร้องให้บราซิลปรับปรุงกระบวนการผลิต และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ
                 ล่าสุดบราซิลได้เข้าตรวจสอบเนื้อไก่ส่งออกอย่างละเอียด และชี้แจงไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อ Salmonella typhimurium และ Salmonella enteritidis แล้ว พร้อมแนะมาตรการใหม่ของบราซิลได้แก้ไขข้อกำหนดด้านสุขอนามัย และป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อ Salmonella รวมทั้งได้มีการขยายอัตรากำลังสัตวแพทย์กว่า 300 ราย เพื่อทำงานควบคู่กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการเข้าตรวจสอบภาคอุตสาหกรรมเนื้อส่งออก  นอกจากนี้ ภาครัฐบราซิลยังเตรียมส่งเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ไปฝึกอบรมเพิ่มเติมยังเนเธอร์แลนด์ , ฝรั่งเศส , ไอร์แลนด์, เยอรมนี และสาธารณรัฐเช็กด้วย
 

ที่มา: thepoultrysite.com

ญี่ปุ่น-ยุโรปจับมือ เตรียมเว้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการ
               ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปเตรียมพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้นในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Economic partnership agreement : EPA) ระหว่างกันในเดือนกรกฎาคม 2560 โดยญี่ปุ่นเล็งยกเว้นภาษีนำเข้าเนื้อวัวของทั้งสองฝ่าย เชื่อไม่กระทบอุตสาหกรรมในประเทศ แต่จะได้ประโยชน์จากการส่งออกที่เพิ่มตามความนิยมอาหารญี่ปุ่นที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านยุโรปคาดว่าการยกเว้นภาษีจะส่งผลให้สามารถส่งออกเนื้อหมู ไวน์ และชีสได้เพิ่มขึ้น
                        ในความตกลงหุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปจะพิจารณาการลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรหลายรายการ ได้แก่ เนื้อหมู ไวน์ เนื้อวัว ช็อคโกแลต พาสต้า เนื้อลูกวัว ชีส และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งญี่ปุ่นคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตเนื้อวัวในประเทศเนื่องจากมีการนำเข้าในปริมาณน้อย แต่จะได้ประโยชน์จากการขยายตัวของความนิยมร้านอาหารญี่ปุ่นซึ่งจะส่งผลให้สามารถส่งออกเนื้อวัวได้เพิ่มขึ้น ส่วนสหภาพยุโรปคาดว่าการยกเว้นภาษีจะช่วยให้สามารถส่งออกสินค้าเกษตรได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากต้นทุนที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหมู ไวน์ และชีส ที่ปัจจุบันญี่ปุ่นจัดเก็บภาษีในอัตราที่ค่อนข้างสูง
                           อนึ่ง ญี่ปุ่นกำหนดอัตราภาษีนำเข้าเนื้อวัว ผลิตภัณฑ์นม และไวน์จากสหภาพยุโรปที่อัตราร้อยละ 38.5 ร้อยละ 20-35 และร้อยละ 15 ตามลำดับ ในขณะที่ยุโรปเก็บภาษีนำเข้าเนื้อวัวจากญี่ปุ่นที่อัตราร้อยละ 12.8
 
 
ที่มา: thecattlesit.com 

สรุปโดย: มกอช.




Food Law Update EU_EU อนุญาตให้ใช้ butane, isobutane และ propane ในการเตรียมสีผสมอาหาร

EU อนุญาตให้ใช้ butane (E 943a), isobutane (E 943b) และ propane (E 944) ในการเตรียมสีผสมอาหาร

เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๐ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Regulation (EU) 2017/874  of 22 May 2017 amending Annex III to Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council as regards the use of butane (E 943a), isobutane (E 943b) and propane (E 944) in colour preparations ใน EU Official Journal L 134/18 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
                 ๑. กฎระเบียบใหม่นี้เป็นการแก้ไข Annex III ใน Regulation (EC) No 1333/2008 ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อ วัตถุเจือปนอาหาร (food additives) ที่สหภาพยุโรปอนุญาตให้ใช้ในอาหาร โดยการแก้ไขในครั้งนี้ เป็นการอนุญาตให้ใช้ butane (E 943a), isobutane (E 943b) และ propane (E 944) ในการเตรียมสีผสมอาหารในกลุ่ม II และ III       เพื่อช่วยให้สีกระจายทั่วถึงในอาหาร ซึ่ง EU Scientific Committee on Food (SCF) เคยกำหนดระดับค่าตกค้างสูงสุดของ butane (E 943a), isobutane (E 943b) และ propane (E 944) ไว้ ที่ระดับ ๑ มิลลิกรัม/กิโลกรัมต่อสสาร (mg/kg per substance) รวมถึงได้ลงความเห็นว่า หากใช้ในกระบวนการปรุงอาหารให้สุกหรือทอด จะไม่ส่งผลเป็นพิษต่ออาหาร เนื่องจากระดับการตกค้างของแก๊ซที่พ่นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก และจากผลการวิจัยที่ได้รับจากผู้ยื่นคำร้องพบว่า ค่าตกค้างของแก๊ซจะลดลงที่ระดับต่ำกว่า๑ มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ๑ ชั่วโมงหลังจากที่พ่น 
                  ๒. ดังนั้น EU จึงเห็นควรอนุญาตให้ใช้ butane (E 943a), isobutane (E 943b) และ propane (E 944) ในการเตรียมสีผสมอาหารได้  อย่างไรก็ดี จากความเสี่ยงในการติดไฟและเพื่อให้มีการทิ้งช่วงระยะเวลาห่าง EU จึงจำกัดการใช้งานให้เฉพาะกับการใช้งานทางวิชาชีพ (professional use) เท่านั้น เพื่อเป็นหลักประกันว่ามีการเคารพกฎข้อปฎิบัติตามมาตรฐานภาคอุตสาหกรรม และกำหนดว่าต้องให้มีช่วงระยะห่างนับตั้งแต่ที่อาหารได้รับการพ่นสีไปจนถึงมือผู้บริโภค ทั้งนี้ เพื่อควบคุมค่าตกค้างของแก๊ซไม่ให้เกินกว่าค่าที่กำหนดไว้ที่ระดับ ๑ มิลลิกรัม/กิโลกรัม
                 ๓. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศลงใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๐)  สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก เวปไซต์ ดังต่อไปนี้
           โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Food Law Update EU_EU ปรับแก้กฎเกี่ยวกับอาหารสัตว์น้ำเพาะเลี้ยงอินทรีย์

เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2017/838  of 17 May 2017 amending Regulation (EC) No 889/2008 as regards feed for certain organic aquaculture animals ใน EU Official Journal L 125/5 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
            ๑.      กฎใหม่นี้เป็นการแก้ไขข้อกำหนดเดิมในมาตรา ๒๕I(1) ของ Regulation (EC) No 889/2008 ซึ่งเป็นการกำหนดเงื่อนไขการให้อาหารสัตว์น้ำเพาะเลี้ยงอินทรีย์ใน  Annex XIIIa, Section 6, Section 7, และ Section 9 ซึ่งแต่เดิมกำหนดว่า สัตว์น้ำเพาะเลี้ยงที่อยู่ในช่วงฟักตัว (hatchery stage) จะไม่สามารถได้รับอาหารอื่นใดได้นอกจากอาหารที่อยู่ในธรรมชาติเท่านั้น อย่างไรก็ดี ประเทศสมาชิก EU ได้มีการแจ้งต่อคณะกรรมาธิการยุโรปว่า ข้อกำหนดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงกุ้งกลุ่ม Penaeid โดยเฉพาะกุ้งกุลาดำ (Penaeus monodon) เพราะก่อให้กุ้งเกิดภาวะขาดสารอาหาร (malnutrition) และส่งผลให้อัตราการตายเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงขอให้มีการพิจารณาทบทวนข้อกำหนดดังกล่าวใหม่  
            ๒.      EU พิจารณาข้อท้วงติงดังกล่าว รวมถึงได้รับคำยืนยันจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านข้อแนะนำทางเทคนิคการผลิตอินทรีย์ (Expert Group for Technical Advice on Organic Production : EGTOP) ว่า ข้อกำหนดดังกล่าวเหมาะเฉพาะสำหรับสัตว์น้ำในช่วงเจริญเติบโต เพราะการห้ามไม่ให้อาหารประเภทปลาป่นและน้ำมันปลาในช่วงสัตว์น้ำวัยอ่อนนั้น ส่งผลให้สัตว์น้ำไม่ได้รับสารอาหารตามที่ต้องการ ดังนั้น จึงเห็นควรให้มีการแก้ไขข้อกำหนดดังกล่าวใหม่ว่า สัตว์น้ำเพาะเลี้ยงที่อยู่ในช่วงเจริญเติบโต (grow-out stage)  ตาม Annex XIIIa, Section 6, Section 7, และ Section 9 ให้ได้รับอาหารตามธรรมชาติที่มีอยู่ในบ่อและบึง (โดยไม่ครอบคลุมสัตว์น้ำที่อยู่ในช่วงฟักตัวอีกต่อไป)    
             ๓. กฎดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศลงใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐)  สำหรับรายละเอียดของกฎดังกล่าวนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ ดังต่อไปนี้
           โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

EU Food News_EU ไม่อนุญาตให้ใช้ Pseudozyma flocculosa strain ATCC 64874 เป็นสารออกฤทธิ์

EU ไม่อนุญาตให้ใช้ Pseudozyma flocculosa strain ATCC 64874 เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๐ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2017/377 of 3 March 2017 concerning the non-approval of the active substance Pseudozyma flocculosa strain ATCC 64874 in accordance with Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council concerning the placing of plant protection products on the market ว่าด้วยการไม่อนุญาตสาร Pseudozyma flocculosa strain ATCC 64874 เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substances) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) สรุปดังนี้
                   ๑.       จากผลการประเมินของหน่วยงานความปลอดภัยอาหารของสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority : EFSA)  เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๘  จากการยื่นคำร้องของบริษัท Artechno SA  ซึ่งรับช่วงต่อจากบริษัท Maasmond-Westland เนเธอร์แลนด์ เพื่อขอขึ้นทะเบียน Pseudozyma flocculosa strain ATCC 64874  ให้เป็นสารตั้งต้น (Basic Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช  หากจากผลการประเมินฯ ระบุว่า  ยังไม่สามารถสรุปผลความเสี่ยงของสารดังกล่าวที่มีต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งมีชีวิตในน้ำได้ ดังนั้น EU  จึงไม่เห็นควรอนุญาตให้ใช้ Pseudozyma flocculosa strain ATCC 64874 เป็นสารตั้งต้นตามที่บริษัทร้องขอ
                   ๒.       ในการนี้ EU กำหนดให้ประเทศสมาชิก EU ต้องถอนการอนุญาตผลิตภัณฑ์อารักขาพืชที่มีส่วนผสมของ Pseudozyma flocculosa strain ATCC 64874 อย่างช้าสุดภายในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๐ และประเทศสมาชิกสามารถอนุโลมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านได้ แต่ต้องมีระยะเวลาสั้นที่สุดและต้องไม่เกินกว่าวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๑
                   ๓.       กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๐)
                   ๔. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังนี้
                                             โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Food Law Update_Thai :_NOTIFICATION OF MINISTRY OF COMMERCE Standard Thailand Rice

Standard of Thai Rice
มาตรฐานข้าวไทย ประกาศวันที่ 21 ตุลาคม 2559 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้นับตั้งวันที่ 20 ธันวาคม 2559 คลิกรายละเอียด
5. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง มาตรฐานสินค้าข้าว พ.ศ.2559 (มีผลบังคับนับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2559)
ที่มา กรมการค้าต่างประเทศ

EU Food News_EU ขยายเวลาการอนุญาตให้ใช้สารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืชในช่วงที่รอผลประเมิน

ด้วย สหภาพยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2016/ 2016 of 17 November 2016 amending Implementing Regulation (EU) No 540/2011 as regards the extension of the approval periods of the active substances acetamiprid, benzoic acid, flazasulfuron, mecoprop-P, mepanipyrim, mesosulfuron, propineb, propoxycarbazon, propyzamide, propiconazole, Pseudomonas chlororaphis Strain: MA 342, pyraclostrobin, quinoxyfen, thiacloprid, thiram, ziram, zoxamide เพื่อขยายเวลาการอนุญาตให้ใช้สารออกฤทธิ์ (Active Substances) จำนวน ๑๗ รายการ ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
                   ๑. เนื่องจาก การอนุญาตให้ใช้สารออกฤทธิ์ (Active Substances) จำนวน ๑๗ รายการ ซึ่งได้แก่สาร benzoic acid, flazasulfuron, mecoprop-P, mesosulfuron, propineb, propoxy- carbazon, propyzamide, propiconazole, pyraclostrobin และ zoxamide กำลังจะหมดอายุลง ภายในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๐ และสาร acetamiprid, mepanipyrim, Pseudomonas chlororaphis Strain: MA 342, quinoxyfen, thiacloprid, thiram และ ziram กำลังจะหมดอายุลงภายในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๐  ซึ่งการขอต่ออายุการใช้งานสารดังกล่าวกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการและ EU จำต้องใช้เวลาในการพิจารณา
                          ดังนั้น เพื่อไม่ให้การใช้สารดังกล่าวหยุดชะงักลงก่อนที่ผลการอนุญาตให้ต่ออายุการใช้ งานใหม่จะออกมา จึงเห็นควรให้ขยายเวลาการใช้สารเป็นการชั่วคราวเป็นเวลา ๑ ปี โดยแยกเป็นสาร benzoic acid, flazasulfuron, mecoprop-P, mesosulfuron, propineb, propoxycarbazon, propyzamide, propiconazole, pyraclostrobin และ zoxamide ให้ขยายเวลาการใช้งานไปจนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๑ และสาร  acetamiprid, mepanipyrim, Pseudomonas chlororaphis Strain: MA 342, quinoxyfen, thiacloprid, thiram และ ziram ให้ขยายเวลาการใช้งานไปจนถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๑
                  ๒. อย่างไรก็ดี EU ได้กำหนดเงื่อนไขควบคุมการขยายเวลาในครั้งนี้ ตามมาตราที่ ๑๗ ย่อหน้าที่ ๑ ของ Regulation (EC) No 1107/2009 ว่าหากในกรณีที่ EU พิจารณาแล้วเห็นว่า สารรายการ ใดไม่สมควรต่ออายุการใช้งาน EU ก็สามารถขอปรับร่นมาให้ใช้วันที่หมดอายุเดิมได้ หรือสามารถยกเลิก การขยายอายุครั้งใหม่นี้ได้ด้วย แม้ผลการพิจารณาจะแล้วเสร็จหลังจากการขยายอายุการใช้งานชั่วคราวนี้ แล้วก็ตาม หรือหากว่า  EU จะอนุญาตให้ต่ออายุการใช้สารนั้นๆ ก็จะมีการกำหนดวันที่มีผลปรับใช้ให้โดย เร็วที่สุดต่อไป 
                  ๓. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลปรับใช้ ๒๐ วันหลังจากประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙)
สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ต่อไปนี้  


โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559

EU Food News_วิเคราะห์สถานการณ์สินค้าเกษตรไทยใน EU และโอกาสในอนาคต

วิเคราะห์สถานการณ์สินค้าเกษตรไทยในสหภาพยุโรปและโอกาสทางการตลาดของสินค้าเกษตรไทยในสหภาพยุโรป
๑.    สถิติการส่งออกสินค้าเกษตร-อาหารไทยไปตลาด EU  ในช่วงระหว่างเดือน ม.ค.-พ.ย. ๕๘ ไทยส่งออกสินค้าเกษตร-อาหารไป EU รวมทั้งหมด ๓,๑๖๘.๓ ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง ๔๙๐ ล้านเหรียญสหรัฐหรือ -๑๓.๔% เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน หน้า) แบ่งเป็น สินค้าเกษตรกรรม (๕๖%) และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร (๔๔%) โดย EU เป็นตลาด ส่งออกที่สำคัญอันดับ ๔ ของไทย (รองจากอาเซียน ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา)
       -     สินค้าเกษตกรรมที่สำคัญ (ไม่รวมยาพารา) ได้แก่ ไก่แปรรูป ,ข้าว, เนื้อและส่วนต่างๆของ สัตว์ที่บริโภคได้, ปลาหมึกสด แช่เย็น แช่แข็ง โดยมูลค่าการส่งออกลดลงเกือบทุกรายการเทียบกับปีก่อน หน้า (ยกเว้น เนื้อและส่วนต่างๆของสัตว์ที่บริโภคได้)
      -      สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง/แปรรูป, ผลไม้กระป๋อง/ แปรรูป, อาหารสัตว์เลี้ยง, ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ, สิ่งปรุงรสอาหาร, เนื้อสัตว์และ ของปรุงแต่งที่ทำจากเนื้อสัตว์ เฉพาะผลไม้กระป๋องและอาหารสัตว์เลี้ยงเท่านั้นที่มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรที่เหลืออื่นๆมีมูลค่าการส่งออกลดลงเทียบกับปีก่อนหน้า
๒.    สินค้าที่ไทยขายอยู่แล้วและควรหาทางขยายตลาดเพิ่ม[1]
      ๒.๑  ไก่แปรรูป เป็นสินค้าที่สร้างรายได้มากที่สุดทุกปี ในช่วง ๑๐ เดือนแรกของปี ๒๕๕๘  EU นำเข้าไก่แปรรูปจากไทยราว ๑๕๐,๐๐๐ ตันหรือ ๕๖% เทียบกับปริมาณการนำเข้าไก่แปรรูปจากประเทศที่ สามทั้งหมด โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าไก่แปรรูปที่สำคัญที่สุด (รองลงมา คือ การนำเข้าจากบราซิล​ ๑๐๔,๐๐๐ ตันหรือ ๓๙% เทียบกับปริมาณการนำเข้าไก่แปรรูปจากประเทศที่สามทั้งหมด)
             แม้ว่าไทยจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกไก่แปรรูปที่มีศักยภาพสูงในตลาดโลก แต่การส่งออกไป EU ถูกจำกัดด้วยโควตา โดย EU จัดสรรโควตาไก่แปรรูปให้ไทย  ๑๖๐,๐๓๓ ตัน/ปี ซึ่งเสียภาษีนำเข้าที่อัตรา ๘% ส่วนปริมาณที่เกินกว่านั้นจะต้องเสียภาษีนำเข้าสูงถึง ๑,๐๒๔ ยูโร/ตัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายตลาด แต่ในอนาคตหากไทยสามารถเจรจาต่อรองให้ทาง EU เพิ่มโควตาให้กับไทยหรือประสบความสำเร็จในการ เจรจา FTA กับ EU ก็มีโอกาสที่ไทยจะขยายการส่งออกไก่แปรรูปไป EU ได้เพิ่มขึ้นอีก
     ๒.๒  อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป  สินค้าที่สำคัญในกลุ่มนี้ คือ ทูน่ากระป๋อง ซึ่งเป็น อาหารทะเลที่ชาว EU นิยมบริโภคมากที่สุด โดย EU ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศที่สามทั้งในรูปแบบ วัตถุดิบทูน่าและผลิตภัณฑ์ทูน่ากระป๋องสำเร็จรูป ความต้องการบริโภคทูน่ากระป๋องใน EU มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะผู้บริโภคมองว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ไทยมีคู่แข่งที่สำคัญ คือ เอกวาดอร์ มอริเชียส ซีเชลล์และโกตติวัวร์  ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้รับการยกเว้นภาษี ทำให้มีความได้เปรียบในการส่งไปจำหน่ายใน EU มากกว่าไทย
            ในปีที่ผ่านมาแม้ EU นำเข้าทูน่ากระป๋องจากไทยลดลงเกือบ ๓๐% แต่ก็ยังเป็นสินค้าส่งออก หลักของไทย ในช่วง ๑๐ เดือนแรกของปี ๒๕๕๘ EU นำเข้าทูน่ากระป๋องจากไทย ๓๘,๗๐๐ ตันหรือ เป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญอันดับ ๔ (ลดลงจาก ๕๒,๗๐๐ ตันหรืออันดับที่ ๒​ ในปีก่อนหน้า)  โดยไทยสูญเสีย ส่วนแบ่งตลาดให้กับประเทศมอริเชียสที่ได้รับการยกเว้นภาษีและฟิลิปปินส์ที่ได้รับสิทธิ GSP+ ทำให้ทูน่า กระป๋องจากฟิลิปปินส์ถูกเก็บภาษี 0%  สำหรับประเทศไทยสูญเสียสิทธิ GSP ตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค. ๕๘   ทำให้ ทูน่ากระป๋องจากไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง ๒๔% ยิ่งไปกว่านั้น ในปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมประมงไทย ถูกโจมตีเรื่องการใช้แรงงานผิดกฎหมาย แรงงานทาสและ IUU fishing ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้หากไทยยังไม่รีบ แก้ไข EU ก็อาจหันไปนำเข้าทูน่ากระป๋องจากคู่แข่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหรือ EU อาจสั่งระงับการนำเข้าจากไทยได้
     ๒.๓  ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไทยเป็นแหล่งนำเข้าสับปะรดกระป๋องที่สำคัญอันดับ ๑ ของ EU ส่วนใหญ่นำเข้าโดยประเทศเยอรมนี แม้ว่าปี ๒๕๕๘ ไทยจะสูญเสีย GSP ทำให้สับปะรดกระป๋องที่นำเข้า จากไทยต้องเสียภาษีสูงถึง ๒๕.๖% แต่ไทยก็ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด ในช่วง ๑๐ เดือนแรกของปี ๒๕๕๘ EU นำเข้าสับปะรดกระป๋องจากไทย ๑๐๘,๐๐๐ ตัน (ทิ้งห่างคู่แข่งอื่นๆมาก ได้แก่ EU นำเข้าจาก อินโดนีเซีย ๕๒,๐๐๐ ตัน เคนยา ๔๒,๐๐๐ ตัน และฟิลิปปินส์ ๒๒,๐๐๐ ตัน) เนื่องจากอุตสาหกรรมสับปะรด กระป๋องของไทยมีโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย มีกระบวนการผลิตและแปรรูปที่ได้ มาตรฐาน รวมทั้งแรงงานมีทักษะและความชำนาญ ผู้นำเข้าในต่างประเทศจึงยอมรับในคุณภาพ  สิ่งที่ไทยต้องระวัง คือ การปลูกสับปะรดของไทยมีผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ทำให้ราคาต้นทุนวัตถุดิบ ไม่แน่นอน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมสับปะรดแปรรูปไทยในอนาคต 
     ๒.๔  เนื้อและส่วนต่างๆของสัตว์ที่บริโภคได้  เนื้อสัตว์ที่ไทยส่งออกไป EU มาก คือ เนื้อไก่ ภายหลังจาก EU เริ่มเปิดตลาดนำเข้าเนื้อไก่จากไทยอีกครั้งนับตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นมา ส่งผลให้ไทยค่อยๆ ขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างต่อเนื่อง โดย EU นำเข้าไก่หมักเกลือจากไทยเพิ่มขึ้นจาก​​ ๒๑,๕๐๐ ตันในปี ๒๕๕๕ เป็นมากกว่า ๗๒,๖๐๐ ตันในปี ๒๕๕๗ สำหรับในช่วง ๑๐ เดือนแรกของปี ๒๕๕๘ EU นำเข้าไก่หมัก เกลือจากไทยไปแล้วราว ๗๐,๘๐๐ ตัน แต่บราซิลยังคงครองแชมป์เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ ๑  โดย EU นำเข้า ไก่หมักเกลือจากบราซิล ๑๔๕,๐๐๐ ตันในช่วง ๑๐ เดือนแรกของปี ๒๕๕๘ หรือมากกว่าไทยถึง ๒ เท่า
     ๒.๕  อาหารสัตว์เลี้ยง  แม้ว่าอาหารสัตว์เลี้ยง (สุนัข แมว นก ปลา ฯลฯ) จะไม่ใช่สินค้าส่งออก หลักของไทย แต่ในปีที่ผ่านมาก็เป็นสินค้าที่สร้างรายได้จากการส่งออกไปตลาด EU มากเป็นอันดับ ๖ และ มูลค่าการส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาติดต่อกันหลายปี  ในอนาคตตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในยุโรปมี แนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น เพราะผู้เลี้ยงสัตว์คำนึงการให้อาหารที่มีประโยชน์ เหมาะกับสุขภาพสัตว์และจำนวน ประชากรสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กในยุโรปที่เพิ่มมากขึ้น โดยอาหารแมวเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  ในฐานะที่ไทย เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่สำคัญของโลก (อันดับ ๗)  ไทยจึงสมควรหาช่องทางขยายการส่งออก ไปยังตลาด EU เพิ่มขึ้น​ โดยตลาดที่สำคัญ ได้แก่ สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลีและสเปน
๓.   สินค้าที่ไทยควรดำเนินการเจรจาเปิดตลาดหรือขยายตลาดในสหภาพยุโรป
       ๓.๑  ผักและผลไม้ : จากกระแสคนรักสุขภาพ ความนิยมบริโภคหรือทำอาหารเอเชียที่บ้าน และการเติบโตของร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ทำให้ไทยมีโอกาสขยายการส่งออกผักและผลไม้หลายอย่าง ไป EU  (เช่น มะพร้าว สับปะรด มะม่วง อะโวกาโด ฝรั่ง แคนตาลูป แตงโม) หรือส่วนประกอบในอาหารไทย  (เช่น ตะไคร้ ผักชี ขมิ้น ข่า กะเพรา โหระพา ฯลฯ) ผักนอกฤดูกาล (ผักกาดหอม พริกหวาน มะเขือเทศ ข้าวโพด หน่อไม้ฝรั่ง หัวผักกาด เบบี้แครอท กะหล่ำปลี ฯลฯ) โดยผู้ส่งออกต้องให้ความสำคัญกับความสะอาด ความปลอดภัย ปราศจากโรคพืชและสารปราบศัตรูพืชต้องห้าม
               ผู้บริโภค EU ยังเป็นกลุ่มที่รักความสะดวกสบาย มีกำลังซื้อสูงและพร้อมทดลองรสชาติแปลก ใหม่จากต่างประเทศมากขึ้น  เพราะฉะนั้น ผักและผลไม้ที่มุ่งจำหน่ายในตลาด  EU จึงสมควรอยู่ในรูปแบบ ล้างหรือปลอกเรียบร้อย หั่นให้อยู่ในขนาดพร้อมรับประทาน อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่สะอาด เก็บรักษารสชาติและ คุณค่าของอาหารไว้ได้นาน รวมทั้งมีเรื่องราวที่มาซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าแก่ผู้บริโภค
              ผักและผลไม้เกษตรอินทรีย์เป็นอีกตลาดที่น่าสนใจ เพราะมีความปลอดภัย ปราศจากสารเคมีแล ะดีต่อสุขภาพ ทำให้ผู้บริโภคใน EU หันมาเลือกซื้อผักและผลไม้อินทรีย์มากขึ้น โดยตลาดหลัก ได้แก่ เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ในขณะที่ผู้บริโภคในสวิสเซอร์แลนด์ เดนมาร์กและสวีเดน มีสัดส่วนการเลือกซื้อผักและ ผลไม้อินทรีย์สูง ผลไม้อินทรีย์ไทยที่มีโอกาสขยายตลาดได้ใน EU เช่น มะละกอ เสาวรส สับปะรด แอปเปิ้ล ลูกแพร์ ส้ม ส่วนผักอินทรีย์ เช่น พริกหยวก มะเขือเทศเชอร์รี่ ละมุดฝรั่ง ขมิ้นและวนิลา
      ๓.๒  เครื่องเทศและสมุนไพร : ปี ๒๕๕๖ EU นำเข้าเครื่องเทศและสมุนไพรรวม ๕๒๐,๐๐๐ ตัน คิดเป็นมูลค่า ๑,๘๐๐ ล้านยูโร และมีปริมาณการนำเข้าเติบโตเฉลี่ยร้อยละ ๔ ต่อปีในช่วงระหว่างปี ๒๕๕๒ – ๒๕๕๖  EU พึ่งพาการนำเข้าเครื่องเทศและสมุนไพรจากประเทศกำลังพัฒนาเป็นหลัก แหล่งนำเข้า ที่สำคัญ ได้แก่ จีน อินเดีย เวียดนามและอินโดนีเซีย
              ประชากร EU มีแนวโน้มใช้เครื่องเทศและสมุนไพรในการประกอบอาหารเพิ่มขึ้น เพราะกระแส คนรักสุขภาพและใช้สำหรับปรุงอาหารต่างชาติ (ไทย อินเดีย แม็กซิกัน) แม้ในช่วงที่ EU เผชิญภาวะเศรษฐกิจ ถดถอย แต่อุปสงค์ของเครื่องเทศและสมุนไพรก็ไม่ลดลง เพราะผู้บริโภคมองว่าใช้น้อยจึงไม่มีผลกระทบต่อการ ตัดสินใจซื้อ โอกาสขยายการส่งออกเครื่องเทศและสมุนไพรของไทย ได้แก่ พริกไทย ขิง ลูกจันทร์เทศ พริก อบเชย ลูกกระวาน วนิลา กานพลู เป็นต้น โดยผู้ส่งออกต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยจากสารตกค้าง จำพวกสารพิษจากเชื้อรา (Mycotoxins) สารปราบศัตรูพืชและจุลินทรีย์ต่างๆ รวมทั้งควรบรรจุอยู่ในหีบห่อ ใหม่ สะอาด มีความทนทาน ปราศจากความชื้นและใช้พลาสติกที่ป้องกันการทำลายจากแมลง เชื้อราหรือกลิ่น ไม่พึงประสงค์ เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า นอกจากนี้ ไทยอาจส่งออกเครื่องเทศและสมุนไพรที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ผ่านการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนในการผลิตทุกขั้นตอน
      ๓.๓  ไก่ บราซิลและไทยเป็นแหล่งนำเข้าไก่ที่สำคัญที่สุดของ EU แม้ว่าการผลิตไก่ใน EU มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ความต้องการซื้อก็ขยายตัวเช่นเดียวกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอยใน ยุโรปที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อเนื้อไก่แทนเนื้อหมูและเนื้อวัว เพราะเป็นโปรตีนจากสัตว์ที่ราคาถูกกว่า มี ไขมันต่ำและนำมาปรุงอาหารได้ง่าย โดยการจำหน่ายชิ้นส่วนไก่ที่มีราคาถูก (ขาและปีก) มีแนวโน้มเติบโต รวดเร็วกว่าเนื้ออกไก่หรือไก่ทั้งตัวที่มีราคาสูงกว่า ในอนาคตไทยมีโอกาสขยายการส่งออกไก่มายังตลาด EU เพิ่มขึ้น โดยต้องให้ความสำคัญกับความสด สะอาด ปลอดภัยจากโรค สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ การนำเสนออาหารอย่างสวยงามและมีราคาสมเหตุสมผล นอกจากนั้น ผู้ส่งออกไทยควรหาทางสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ให้สามารถนำไปใช้ทำอาหารได้สะดวกพร้อมรับประทาน และพัฒนารสชาติ ของสินค้าให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น
๔.   สินค้าเกษตร-อาหารไทยที่มีโอกาสเปิดตลาดใหม่ๆใน EU จะต้องคำนึงถึง
       -   ประโยชน์ต่อสุขภาพ รสชาติ รู้จักนำนวัตกรรม (innovation) มาใช้เพื่อพัฒนาอาหารให้ สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น ผลไม้ที่ไร้เมล็ด ปลอก เปลือกง่าย เก็บได้นาน หรือมีขนาด เหมาะแก่การบริโภคคนเดียว (มะละกอจิ๋ว แตงโมจิ๋ว) ผลไม้ที่ผ่านกระบวนการทำให้สุกพร้อมทาน ฯลฯ ซึ่ง นอกจากง่ายต่อการบริโภคและเหมาะกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณ ขยะอาหารที่ถูกทิ้งลง
       -   ความปลอดภัยของอาหารจากสารตกค้างต่างๆ (โดยเฉพาะสารปราบศัตรูพืช) เชื้อจุลินทรีย์ และตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ซึ่งเป็นประเด็นที่ EU ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
       -   การผลิตอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม คำนึงถึงความยั่งยืน มีตรารับรองคุณภาพหรือ เชื่อมโยงคุณค่าทางด้านจริยธรรม อาทิ การค้าที่เป็นธรรม     (fair trade) รับรองการปฏิบัติต่อแรงงานและ สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี สินค้าที่มาจากกระบวนการผลิตและการขนส่งที่มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก เป็นต้น
นอกจากนี้ ไทยควรจับตาดูตลาดยุโรปตะวันออกที่กำลังเติบโต ถึงแม้ว่าปัจจุบันความต้องการ ซื้ออาหารแปลกใหม่จากต่างประเทศของทางฝั่งยุโรปตะวันออกยังคงจำกัด แต่ก็เป็นตลาดที่มีโอกาสขยายตัว ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า โดยผู้บริโภคฝั่งยุโรปตะวันออกนั้นให้ความสำคัญกับราคาเป็นหลัก ไทยควรหาทางเปิด ตลาดโดยส่งสินค้าผ่านมาทางผู้นำเข้าในยุโรปตะวันตกที่กำลังเข้าไปบุกเบิกตลาดในยุโรปกลางและตะวันออก



[1] ใช้ตัวเลขสถิติจาก EUROSTAT

โดย  สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Measures NTMs)

ข้อมูลมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Measures NTMs) ของต่างประเทศ
มี 96 หน้า เป็นภาษาไทย update September 2014 ไปดาวน์โหลดกันได้ที่นี่ค่ะ
เมื่อเปิดแล้วอยู่ลิงค์ที่ 3 ค่ะ

http://www.acfs.go.th/interesting/

Here is
THAILAND:COMPANY PERSPECTIVES AN ITC SERIES ON NON-TARIFF MEASURES
**Draft prepared for discussion at the NTM Stakeholder Meeting 
(Bangkok, 29 October 2014)
you can download from link below ( the second link in page)

http://www.acfs.go.th/interesting/