แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สหรัฐ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สหรัฐ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Thai-USA Food News_เตือนส่งออกไทยไปสหรัฐฯ จับตากฎหมาย Buy American

นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยว่า สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตันแจ้งว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (United States Trade Representative Office : USTR) ได้เปิดขอรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากผู้ประกอบการของสหรัฐฯ เพื่อใช้ประกอบการศึกษาผลกระทบกฎหมาย Buy American ของสหรัฐฯ ต่อความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement Agreement : GPA) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ข้อมูลที่ USTR ต้องการศึกษาประกอบการออกกฎหมาย Buy American ที่อาจส่งผลต่อ GPA ครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้ (1) ประสบการณ์ของบริษัทในฐานะของคู่สัญญาหลัก หรือผู้รับจ้างรายย่อย [Subcontractor] เกี่ยวกับ GPA (2) ผลกระทบต่อประเทศภาคี FTA ของสหรัฐฯ (3) ประสบการณ์ของบริษัทในฐานะคู่ค้าสัญญาหลัก หรือผู้รับจ้างรายย่อยเกี่ยวกับการเข้าร่วมประมูลสัญญา GPA ที่สหรัฐฯ มีความตกลง FTA หรือมีภาคีในความตกลง GPA (4) สัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในสหรัฐฯ โดยเฉลี่ย [Average US Content] ในสินค้าที่บริษัทผลิต / จำหน่ายให้กับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ (5) สัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในสหรัฐฯ โดยเฉลี่ย [Average US Content] ในสินค้าที่บริษัทผลิต / จำหน่ายให้กับรัฐบาลต่างประเทศ (6) อุปสรรคหลัก 3 อันดับแรกของการมีเงื่อนไขที่กำหนดให้ต้องมีสัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในประเทศร้อยละ 111 ต่อสินค้าที่บริษัทผลิตให้กับรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือรัฐบาลต่างประเทศ (7) ผลกระทบต่อ FTA ที่มีข้อกำหนดว่าด้วย GPA รวมอยู่ด้วย (8) ผลกระทบทั้งปัจจัยบวกและลบของการมีข้อกำหนด Buy American และ (9) ประสบการณ์ของบริษัทเกี่ยวกับข้อขัดแย้งระหว่างข้อกำหนด Buy American และข้อกำหนดภายใต้ FTA ที่สหรัฐฯ เป็นภาคี เพื่อ USTR จะเตรียมเสนอผลการศึกษาดังกล่าวต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ภายในวันที่ 24 พฤศจิกายน ศกนี้
นายวันชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมาย Buy American เป็นกฎหมายเชิงนโยบายที่กำหนดให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องจัดซื้อจัดจ้างและเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศเป็นอันดับแรก ดังนั้นผู้ส่งออกไทยจึงควรติดตามความคืบหน้าการออกกฎหมายดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือกับนโยบายดังกล่าวที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยที่สหรัฐฯ สามารถผลิตได้ด้วยไปยังสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ทั้งนี้ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามความคืบหน้าของกฎหมายดังกล่าวเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ 
https://www.gpo.gov/fdsys/pkg/FR-2017-08-21/pdf/2017-17553.pdf
ที่มา กรมการค้าต่างประเทศ

วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Food Law Update USA_FDA เผยแพร่คู่มือระเบียบ FSMA เพิ่มเติม

องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) เผยแพร่คู่มือ 3 ฉบับเพื่อสร้างความเข้าใจ ชี้แจงผลกระทบ และข้อยกเว้นของระเบียบย่อยว่าด้วยการควบคุมเชิงป้องกันภายใต้กฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงความปลอดภัยอาหารให้ทันสมัย (FSMA) แก่ผู้ผลิตอาหารกระป๋องชนิดที่เป็นกรดต่ำ น้ำผลไม้ และอาหารทะเล ซึ่งได้รับข้อยกเว้นในการปฏิบัติหรือข้อยกเว้นบางส่วนเนื่องจากปฏิบัติอยู่ภายใต้หลักการ HACCP และ Low-Acid Canned Foods (LACF) ของ FDA ฉบับเดิม 
โดยผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :


 https://www.fda.gov/Food/NewsEvents/ConstituentUpdates/ucm569554.htm
ที่มา: fda.gov สรุปโดย: มกอช.

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

USA Food News_ข่าว กฎระเบียบ มาตรฐานอาหารของอเมริกา 1

FSIS แนะนำการติดฉลากใหม่ในเนื้อสัตว์
                หน่วยงานบริการตรวจสอบความปลอดภัยอาหาร (FSIS)  ภายใต้กระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา(USDA) เตรียมออกคู่มือการติดฉลากเพื่ออ้างถึงคุณลักษณะพิเศษในการผลิตปศุสัตว์ที่ระบุว่า ไร้ยาปฏิชีวนะ    ผลิตแบบอินทรีย์ วัวที่เลี้ยงด้วยหญ้า หรือปราศจากสารเร่งฮอร์โมน เป็นต้น
                ทั้งนี้ ด้านผู้ผลิตต้องการให้ FSIS อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการควบคุมการใช้ฉลาก รวมทั้งผู้เลี้ยงต้องส่งเอกสารยืนยันการควบคุมในขั้นตอนการเลี้ยงที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อสร้างความมั่นใจในผลิตภัณฑ์ โดยคำแนะนำใหม่ ซึ่งออกโดย FSIS จะเปิดให้แสดงความคิดเห็นเป็นเวลา 60 วัน
 
 
ที่มา: food Safety Magazine สรุปโดย: มกอช. 

ผู้ผลิตนมมะกันจี้รัฐเว้นสินค้าชีสจากรายการลดโซเดียม
            สมาคมอาหารนมนานาชาติ (IDFA) และสหภาพผู้ผลิตนมแห่งชาติ (NMPF) ของสหรัฐอเมริกา ยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (USFDA) นำชีสออกจากรายการที่แนะนำให้ปรับลดปริมาณโซเดียมหลังจากเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา USFDA ได้ออกร่างคำแนะนำให้บริษัทผลิตอาหารของสหรัฐฯ ปรับลดปริมาณการใช้โซเดียม โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผู้บริโภคลดการบริโภคโซเดียมจากเฉลี่ย 3,400 มิลลิกรัมต่อวัน ลดลงเหลือเพียง 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน
               อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมผลิตนมมองว่า อุปสรรคที่สำคัญในการลดปริมาณโซเดียม คือการพยายาม  หาวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับขั้นตอนการผลิตแต่ละรูปแบบ โดยปัจจุบัน โซเดียมมีบทบาทสำคัญ ในกระบวนการผลิตชีสและบ่มชีสโดยวิธีธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างจากอาหารประเภทอื่น เนื่องจากมีข้อจำกัดในการ ใช้เกลือที่เหมาะสมต่อการผลิตชีสแต่ละประเภท (ไม่สามารถเติมเกลือได้ในปริมาณที่ไม่จำกัด)

ที่มา: The Beef site สรุปโดย: มกอช.

สหรัฐฯพบไวรัสก่อโรคคล้ายโปลิโอในหมู
                ก่อนหน้านี้ มีรายงานการพบตัวอย่างสุกรบริเวณชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ที่มีความผิดปกติบริเวณขาหลัง โดยเป็นสุกรอายุ 11 สัปดาห์ ทำให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริการ่วมกันเก็บรวบรวมหลักฐานและวิเคราะห์ผลกระทบของโรคดังกล่าวต่ออุตสาหกรรมมสุกรในประเทศ
                การตรวจสอบตัวอย่างพบว่ามีเชื้อไวรัสกลุ่ม Sapeloviruses ในสุกรในบริเวณประสาทส่วนกลางที่เกิดความเสียหาย แต่สายพันธุ์ที่พบเป็นสายพันธุ์ที่ต่างจากที่พบได้ทั่วไป โดยขณะนี้นักวิจัยกำลังเร่งพิจารณาของการติดเชื้อไวรัสดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อระบบประสาทไขสันหลัง หรือก่อให้เกิดอาการทางประสาทอื่นๆอีกหรือไม่ ทั้งนี้ในเบื้องต้น กลุ่มนักวิจัยประเมินว่าไวรัสดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสียหายในสุกรเลี้ยงร้อยละ 1-2 และยังไม่รายงานการติดต่อสู่คน

ที่มา: thepigsite.com สรุปโดย: มกอช. 
สหรัฐฯ อนุมัติมันฝรั่ง GMO เพิ่ม 3 สายพันธุ์
                กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) เปิดไฟเขียวให้กับมันฝรั่งดัดแปลงพันธุกรรม 3 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์  PPO_KO จากบริษัท Calyxt และสายพันธุ์ X17 และ Y9 จากบริษัท J.R Simplot ทั้ง 2 บริษัทได้ออกมาชี้แจงถึงการดัดแปลงพันธุกรรมมันฝรั่ง ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยลดการสูญเสีย โดยจะทำให้ลดปริมาณการทิ้งมันฝรั่งที่พบรอยช้ำซึ่งเกิดการถูกกระแทก และการเปลี่ยนสีของมันฝรั่งระหว่างการขนส่ง
                อนึ่ง บริษัท Calyxt นั้นเคยได้รับอนุญาตให้ดัดแปลงพันธุกรรมมันฝรั่งแล้ว 1 สายพันธุ์ เมื่อปี 2557 ซึ่งในปัจจุบันมันฝรั่งสายพันธุ์ดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการทดลองเพาะปลูก

ที่มา: foodsafetynews.com สรุปโดย: มกอช.

ผู้ประกอบการ US หันมาใช้ข้าวสาลีเลี้ยงสัตว์เนื่องจากราคาถูก, โปรตีนสูง
            นักวิเคราะห์การตลาดคาดการณ์ว่าจะมี ความต้องการข้าวสาลีเพิ่มซึ่งมีการนำเข้ามาแทนที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีราคาสูง และคาดว่าข้าวสาลีจะเป็นส่วนประกอบหลักในอาหารสัตว์ใน 1-2 ปีข้างหน้า  เนื่องจากข้าวสาลีมีราคาถูกกว่าข้าวโพดและมีปริมาณโปรตีนที่สูงกว่า กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) เผยว่าความต้องการข้าวสาลีที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลดีต่อปริมาณข้าวสาลีที่ล้นตลาดในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้ราคาข้าวสาลีลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จนบางรัฐได้ประกาศราคาของข้าวสาลีที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี นอกจากนี้ มีข้อสังเกตุว่าผลผลิตข้าวสาลีที่มีปริมาณมากจนเกินอาจไปส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณโปรตีนในข้าวสาลี ผู้ประกอบการจึงต้องเพิ่มปริมาณโปรตีนจากถั่วเหลืองและธัญพืชชนิดอื่นๆ ผสมในอาหารสัตว์ด้วย
  

ที่มา thepigsite.com สรุปโดย มกอช.

US บริโภคอาหารทะเลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
                รายงานจากองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NOAA) พบว่าการบริโภคอาหารทะเลของชาวอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 มีค่าเฉลี่ยการบริโภคอาหารทะเลของชาวอเมริกาเพิ่มขึ้น 15.5 ปอนด์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2557 ถึง 0.9 ปอนด์ ทั้งนี้รายงานการประมงของสหรัฐอเมริกา ยังเผยถึงตัวเลขการค้าประมงของสหรัฐอเมริกาว่ามีปริมาณถึง 9.7 พันล้านปอนด์ คิดเป็นมูลค่าถึง 5.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งปลาที่เป็นที่นิยมและมีปริมาณการค้าขายมากที่สุด ยังคงเป็น ปลาอลาสก้าโพล็อค โดยปริมาณที่จับมีมูลค่า 3.3 พันล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 4% จากปีที่แล้ว) นอกจากนี้ ยังมีปลา Atlantic menhaden และ Gulf menhaden ซึ่งมีมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ ( เพิ่มขึ้น 29% ) จึงถือได้ว่าปลาและอาหารทะเลเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่นำเงินเข้าสู่เศรษฐกิจของประเทศหลายพันล้าน และสนับสนุนการจ้างงานกว่า 1.8 ล้านคน
 

ที่มา: thefishsite.com สรุปโดย: มกอช.

















วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

USA Food News_สหรัฐฯตรวจพบแบคทีเรียที่มีความต้านทานยา Colistin ในสุกรเลี้ยง

สหรัฐฯยืนยีนพบเชื้อ E.coli สายพันธุ์ดื้อยา Colistin ในมนุษย์ ชี้มียีนชนิดเดียวกับที่ตรวจพบก่อนหน้านี้ของเชื้อดื้อยาในลำไส้สุกร หวั่นเป็นภัยร้ายแรงด้านสาธารณะสุข
                กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) และกระทรวงสาธารณสุข (Department of Health and Human Services : HSS) พบเชื้อแบคทีเรีย E.coli ที่มียีน mcr-1 ส่งผลให้เชื้อดังกล่าวดื้อยา Colistin ที่เป็นยาปฏิชีวนะที่ต้องควบคุมการใช้เป็นพิเศษ และใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาหลายชนิดในเวลาเดียวกัน ซึ่งไม่สามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทั่วไปตามท้องตลาดได้
                เชื้อดื้อยา Colistin ถูกค้นพบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 ทั้งในจีน ยุโรป และแคนาดา โดยนอกจากเชื้อ E.coli ยังพบสายพันธุ์ Salmonella Typhimurium ในฟาร์มสุกรอีก ซึ่งเชื้อดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญของโรคท้องร่วง และก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงในมนุษย์ โดยเฉพาะการก่อให้เกิดภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบและการติดเชื้อในกระแสเลือด
                จากปัญหาดังกล่าว สหรัฐฯ กำลังเร่งกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา โดยเฉพาะการตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งฟาร์มสุกรมต้นทาง เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อที่มียีน mcr-1 ในวงกว้าง และตรวจสอบเชื้อสายพันธุ์อื่นที่อามียีนดังกล่าว พร้อมทั้งคุณสมบัติการดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่มอื่นๆ ทั้งกลุ่ม ampicillin , streptomycin , sulfisoxazole และ tetracycline นอกจากนี้ USDA ได้จะเร่งผลักดัน ร่างกฎระเบียบ Preservation of Antibiotics for Medical Treatment Act (PAMTA) เพื่อจำกัดการใช้สารปฏิชีวนะในสัตว์ ซึ่งข้อกังวลว่าอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา จากการปฎิบัติที่ไม่ถูกต้อง หรือการให้ยาต่ำกว่าที่ควรได้รับ (sub-therapeutic levels) ด้วย
 
ที่มา : The Pig Site
สรุปโดย : สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

USA Food News_สถานการณ์นำเข้ากุ้ง US

ตามสถิติของ  The National Oceanic and Atmospheric Administration รายงานว่า ในเดือนมีนาคม 2559 ปริมาณการส่งออกกุ้งจากจีน เอกวาดอร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทยสู่สหรัฐฯ ลดลง ดังนี้  
  
          1. จีน จาก 1,867 ตัน เหลือ 854 ตัน คิดเป็น 54.3%

          2. เอกวาดอร์ จาก 8,951 ตัน เหลือ 5,396 ตัน คิดเป็น 39.7%

          3. มาเลเซีย จาก 1,835 ตัน เหลือ 27 ตัน คิดเป็น 98%

          4. อินโดนีเซีย จาก 9,618 ตัน เหลือ 8,909 ตัน คิดเป็น 7.4%

          5. ไทย จาก 6,256 ตัน เหลือ 5,230 ตัน คิดเป็น 16% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2558 

          อย่างไรก็ตาม ปริมาณการส่งออกกุ้งจาก เวียดนาม เม็กซิโก และอินเดียมีปริมาณการส่งออกกุ้งสู่สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 39% 20.2% และน้อยกว่า 1% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2558

          ทั้งนี้ ภาพรวมของปริมาณการส่งออกกุ้งสู่สหรัฐฯ ลดลงกว่า 13% จาก 45,966 ตัน เหลือ 39,952 ตัน
 
ที่มา: undercurrentnews สรุปโดย: สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2559

USA Food News_US-FDA แจ้งเตือนพบสารพิษตกค้างในกุ้ง

องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (USFDA) ออกประกาศแจ้งเตือนหลังสุ่มตรวจพบสารตกค้าง nitrofurans และ chloramphenicol  ในสินค้ากุ้งจากมาเลเซียซึ่งเป็นสารปฎิชีวนะต้องห้ามของสหรัฐฯ   (ยกเว้นรัฐซาบาห์และซาราวัก) โดยทาง USFDA ได้บันทึกรายชื่อของบริษัทที่มีการดำเนินการหรือขนส่งกุ้ง จากคาบสมุทรมาเลเซีย ในระบบ Import Alerts ส่งผลให้สินค้าที่นำเข้าจากบริษัทที่มีรายชื่ออยู่ในระบบ Import Alerts อาจถูกกักกันที่ด่านนำเข้าโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบทางกายภาพ (physical examination) เพื่อเป็นการปกป้องสุขภาพของผู้บริโภคของสหรัฐฯ

                 ทั้งนี้ USFDA ได้ร้องขอให้ทางรัฐบาลมาเลเซียตรวจสอบสาเหตุของปัญหาการปนเปื้อนและปรับปรุงการดำเนินการทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อป้องกันการส่งออกกุ้งที่มีสารดังกล่าวจากมาเลเซียมายังสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันมาเลเซียได้ประกาศห้ามใช้สาร nitrofurans และ chloramphenicol ในธุรกิจฟาร์มอาหารทะเลแล้ว  แต่เนื่องจาก FDA ยังพบการปนเปื้อนของสารทั้ง 2 ชนิดในสินค้ากุ้งนำเข้าจากมาเลเซียอยู่  ซึ่งจากสถิติพบว่าในปีงบประมาณ 2558 มีการตรวจพบตัวอย่างจำนวน 45 จาก 138 ตัวอย่างทั้งหมดปนเปื้อนสาร nitrofurans และ chloramphenicol 


ที่มา : thefishsite.com : สรุปโดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

USA Food News_ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์เติบโตต่อเนื่อง

กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ประกาศอัตราการขยายตัวและแนวโน้มในการเติบโตของสินค้าเกษตรอินทรีย์และจากสถิติพบว่ามีผู้ประกอบการสินค้าออแกนิคที่ได้รับการรับรองในสหรัฐ จำนวน 21,781 ราย และผู้ประกอบการจากทั่วโลก จำนวน 31,160 รายซึ่ง

                สอดคล้องกับข้อมูลของหน่วยงาน Agricultural marketing Service (AMS) National Organic Program (NOP) ที่ระบุว่าจำนวนผู้ประกอบการภายในประเทศที่ได้รับการรับรอง มีอัตราเพิ่มขึ้น 12%ระหว่างปี 2557-2558 ซึ่งมากกว่าอัตราการเติบโต ในปี 2551 เพิ่มขึ้นจากจุดเริ่มต้นในปี 2545 เกือบ 300%  

                ในปัจจุบันตลาดค้าปลีกสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมูลค่ามากกว่า 39,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และมูลค่ามากกว่า 75,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ทั่วโลก ความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเลขานุการด้านการเกษตรสหรัฐฯ ได้กล่าวว่าจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของผู้บริโภคสหรัฐฯ กระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากกว่า 1 พันล้านบาท ในกว่า 40,000 ธุรกิจร้านอาหารท้องถิ่นและโครงสร้างพื้นฐานในระหว่างปี 2552 และจากข้อมูลของภาคอุตสาหกรรมพบว่าธุรกิจร้านอาหารท้องถิ่นของสหรัฐฯ มียอดจำหน่ายอย่างน้อย 12,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในปี 2554 เพิ่มขึ้น 500 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ

                กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ กล่าวว่าปัจจุบันมีแผนการเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้าเกษตรอินทรีย์มากกว่า 7 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งช่วให้เข้าถึงระบบการรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์และบรรลุเป้าหมายถึงกลยุทธ์ Sound and Sensible  ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ
 
 
 
ที่มา The Pig Site สรุปโดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

USA Food News_USDA เสนอปรับมาตรฐานการผลิตสัตว์อินทรีย์

หลังจากที่หน่วยงานบริการการตลาดภาคเกษตร (Agricultural Marketing Service: AMS) ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (United States Department of Agriculture: USDA) เสนอร่างปรับแก้ข้อกำหนดการผลิตสัตว์ปีกและปศุสัตว์อินทรีย์ในประเทศ ทำให้มาตรฐานเกี่ยวกับการผลิตสัตว์อินทรีย์มีแนวโน้มถูกเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความมั่นใจในการประยุกต์ใช้ข้อกำหนดและสร้างข้อมูลการผลิตที่ชัดเจนให้แก่ผู้บริโภค

                ฝ่ายบริหาร AMS กล่าวว่า ผู้บริโภคมีความต้องการผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การปรับเปลี่ยนข้อกำหนดนี้ถือเป็นการสนับสนุนและสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันให้แก่ผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ ด้วย การกำหนดมาตรฐานการดำเนินงานและการรับรองที่เข้มงวดและชัดเจนขึ้นสำหรับสัตว์ปีกและปศุสัตว์อินทรีย์ ที่จะเป็นรากฐานของการรับรองสัตว์อินทรีย์โดยคณะกรรมการบริหารมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (The National Organic Standards Board) ทั้งยังถือเป็นการตระหนักถึงความสำคัญของเครื่องหมายเกษตรอินทรีย์เพื่อสนับสนุนให้ภาคเกษตรอินทรีย์เติบโตอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยมีข้อกำหนดหลัก ได้แก่

                 • การผลิตปศุสัตว์และสัตว์ปีกให้มีสุขภาพและสวัสดิภาพที่ดี รวมถึงการระบุวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับการขนส่งและการฆ่า

                 • กำหนดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของสัตว์ที่อนุญาต/ไม่อนุญาตในการผลิต สำหรับการผลิตปศุสัตว์และสัตว์ปีกอินทรีย์

                 • สร้างข้อกำหนดพื้นที่ขั้นต่ำสำหรับสัตว์ปีกทั้งแบบเลี้ยงกลางแจ้งและเลี้ยงในสถานที่เลี้ยงแบบปิด
 
 
 
ที่มา: thepoultrysite สรุปโดย: สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559

USA Food News_FSIS ปรับระเบียบความปลอดภัยอาหารจากสุกร

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2552 หน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยอาหาร (Food Safety and Inspection Service : FSIS) กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ประกาศร่างระเบียบที่แก้ไขและปรับปรุงเพิ่มเติมจากระเบียบสำหรับผลิตภัณฑ์จากเนื้อและสัตว์ปีกในปัจจุบัน 
  ในส่วนของข้อกำหนดการควบคุมและกำจัดพยาธิตัวกลมสำหรับสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรให้มีความเหมาะสม 
 ปรับปรุงข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์จากเนื้อและสัตว์ปีกที่ผ่านกระบวนการทำให้ปลอดเชื้อด้วยความร้อน
 ในส่วนของการยกเลิกข้อกำหนดการควบคุมพยาธิตัวกลมสำหรับสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรนั้น เนื่องจาก FSIS เห็นว่ามีกฎระเบียบด้านการวิเคราะห์อันตรายและควบคุมความเสี่ยงจุดวิกฤติ (HACCP) ในสถานประกอบการผลิต ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงของพยาธิตัวกลมและปรสิตอื่นๆ อยู่แล้ว

                ทั้งนี้ FSIS จะพัฒนาคู่มือแนวทางการปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการเพื่อประกาศระเบียบฉบับสมบูรณ์และร่างกฎระเบียบดังกล่าวจะเปิดรับข้อคิดเห็นเป็นเวลา 60 วัน ผ่าน 
www.Regulations.gov โดยสามารถสืบค้นได้จาก Docket No. FSIS 2015-0036
 
 
ที่มา The Pig Site สรุปโดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

USA Food News_US ผุดแนวทางการตรวจสอบย้อนกลับใหม่ต่อสู้ IUU

คณะกรรมาธิการสภาทะเลแห่งชาติของสหรัฐ (National Ocean Council: NOC) เผยแนวทางใหม่ในการสร้างโครงการตรวสอบย้อนกลับอาหารทะเลของสหรัฐฯ จะนำไปสู่มาตรฐานระดับสากล การจัดการแหล่งทรัพยากรอาหารทะเลอย่างยั่งยืนและไม่มีการหลอกลวงทางการค้า ที่เป็นแนวทางสำคัญในการต่อสู้กับการประมงผิดกฎหมาย (illegal, unreported, and unregulated: IUU fishing) ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อติดตามแหล่งที่มาของการนำเข้าอาหารทะเล ด้วยการสร้างกระบวนการรายงานและการจัดการขั้นตอนการนำเข้าปลาและสินค้าปลาที่นำเข้ามาในสหรัฐฯ

                แนวทางระบบตรวสอบย้อนกลับอาหารทะเลนี้ จะมีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการจับสัตว์น้ำ การขนส่งเทียบท่าเรือ และห่วงโซ่ของปลาและผลิตภัณฑ์ปลา การนำเข้าสัตว์น้ำมายังสหรัฐฯ จะถูกวิเคราะห์ความเสี่ยงเกี่ยวกับการประมงผิดกฎหมาย (IUU) และอาหารทะเลปลอม เพื่อป้องกันผลิตภัณฑ์จากการประมงผิดกฎหมายและผลิตภัณฑ์ปลอมแปลงเข้าสู่สหรัฐฯ ทั้งนี้แนวทางข้างต้นจะเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นเป็นเวลา 60 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 4 เมษายน 2559
 
 


 ที่มา: thefishsite (สรุปโดย: สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ)


อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การประมงผิดกฎหมาย (illegal, unreported, and unregulated: IUU fishing) ได้ที่

http://www.fao.org/docrep/005/y3554e/y3554e01.htm

http://ec.europa.eu/fisheries/cfp/illegal_fishing/index_en.htm

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

USA_กระบวนการถอดถอนการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพ (DWPE)

การตัดสินใจถอดถอนสินค้า ผู้ผลิต ผู้บรรจุ ผู้ส่งสินค้า ผู้ปลูก ประเทศ หรือผู้นำเข้าออกจากบัญชีรายชื่อการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพ (Detention Without Physical Examination) หรือ DWPE ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ได้มีการแก้ไขปัญหาการละเมิดกฎระเบียบ และ FDA มั่นใจว่า การนำเข้าในอนาคตจะถูกต้องตามกฎระเบียบของกฎหมาย โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการถอดถอนใน          กรณีต่าง ๆ ดังนี้
(1) การถอดถอนสินค้า ผู้ผลิต/ประเทศ (ยกเว้นสินค้าผักผลไม้)
                 FDA จะพิจารณาหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าได้มีการแก้ไขสิ่งที่ละเมิดกฎระเบียบ ได้แก่ บันทึกผลการวิเคราะห์/ตรวจสอบของห้องปฏิบัติการของเอกชน ของรัฐบาลต่างประเทศ หรือจากห้องปฏิบัติการของ FDA รวมถึงเอกสารการสั่งปล่อยสินค้าของ FDA  นอกจากนี้ อาจต้องมีเอกสารอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อพิสูจน์ว่าจะไม่มีการขัดระเบียบอีกต่อไป เช่น ข้อมูลส่วนผสมผลิตภัณฑ์ ข้อมูลการปรับปรุงฉลาก ข้อมูลการเปลี่ยนการใช้ส่วนผสมหรือสารเคมีปรุงแต่งอื่นๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่จะต้องปฏิบัติมีดังต่อไปนี้
·     กรณีผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งจากผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง ก่อนการเสนอให้มีการถอดถอนจะต้องมีการนำเข้าสินค้าเข้ามายังสหรัฐอเมริกาโดยปราศจากการละเมิดกฎระเบียบอย่างน้อย 5 ครั้งติดต่อกัน
·     กรณีผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งจากประเทศหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง ก่อนการเสนอให้       ถอดถอนจะต้องมีการนำเข้ามายังสหรัฐฯ โดยปราศจากการละเมิดติดต่อกันอย่างน้อย 12 ครั้ง และการนำเข้ามาทั้ง 12 ครั้งนี้ ควรเป็นจำนวนที่เป็นตัวแทนของผู้ผลิต/ผู้ส่งสินค้าจากภูมิภาคหรือประเทศที่มีการนำเข้า
·     กรณีผลิตภัณฑ์หลายชนิดซึ่งมาจากผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง ก่อนการเสนอให้ถอดถอนจะต้องมีการนำเข้า 12 ครั้งติดต่อกันที่ปราศจากการละเมิดกฎระเบียบ และควรจะต้องครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเข้าตามปกติ หรือครอบคลุมผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดหากมีการระบุชนิดสินค้าที่ถูกกักกัน
(2)  การถอดถอนสินค้าผักผลไม้สด
กรณีการปนเปื้อนสารเคมี  การเสนอให้พิจารณาถอดถอนรายชื่อออกจาก DWPE อาจทำโดยหน่วยงานระดับท้องถิ่น โดยมีข้อมูลและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
กรณีสารกำจัดศัตรูพืช  FDA จะพิจารณาถอดถอนชื่อผู้ปลูกออกจาก DWPE เมื่อการนำเข้า      5 ครั้งติดต่อกันล่าสุดถูกต้องตามกฎระเบียบ และต้องเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
·    ผู้ปลูกสามาถพิสูจน์ด้วยเอกสารที่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า ปัญหาสารตกค้างไม่มีปรากฎอีกต่อไป  หรือ
·    ประเทศ/ผู้ปลูก/ผู้นำเข้า สามารถพิสูจน์ด้วยเอกสารที่เพียงพอที่จะแสดงว่า ผักผลไม้สดแต่ละรุ่น (Lot) ที่มีการนำเข้ามาจากแหล่งผลิตที่ไม่มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่มีปัญหา หรือ
·    FDA ได้รับข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผักผลไม้มาจากแหล่งผลิตที่ไม่ได้มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งเอกสารแสดงชนิดสารกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ในพื้นที่โดยรอบ วันที่และวิธีการใช้สารกำจัดศัตรูพืช และผลการวิเคราะห์ตัวอย่างจากในแหล่งปลูกที่ระบุว่าไม่ได้ใช้สารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งแสดงว่าผลผลิตจากแหล่งผลิตดังกล่าวเป็นไปตามกฎระเบียบ หรือ
·    ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดการเพื่อป้องกันสารตกค้างที่ผิดกฎหมายในการนำเข้าในอนาคต
    FDA อาจเสนอให้ถอดถอนรายชื่อผักผลไม้หรือผู้นำเข้า ออกจาก DWPE ได้ตลอดเวลาหากมีข้อมูลสนับสนุนซึ่งแสดงว่า ไม่มีความจำเป็นต้องกักกันอีกต่อไป
    FDA อาจร้องขอให้ยุติการกักกันโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบได้หลังจาก 1 ปีที่การประกาศการกักกันมีผลบังคับใช้ หากเข้าเงื่อนไขทั้งหมดดังต่อไปนี้
·    มีการกำหนดฤดูการเพาะปลูกอย่างชัดเจน และ
·    ไม่ปรากฎว่ามีปัญหาเกิดขึ้นอีก และ
·    มีโครงการซึ่งสนับสนุนโดยรัฐบาลเพื่อตรวจสอบดูแลและแก้ไขปัญหา และ
·    มีหลักฐานแสดงว่าปัญหาจะไม่เกิดขึ้นอีก
(3)  การถอดถอนผู้นำเข้า
                   การถอดถอนผู้นำเข้าสามารถแยกออกได้เป็น 3 กรณี ได้แก่
·    กรณีผู้นำเข้าถูกขึ้นบัญชี DWPE เป็นครั้งแรกสำหรับการนำเข้าสินค้าผิดระเบียบ 1 ชนิด  FDA จะเสนอให้มีการถอดถอนรายชื่อหลังจากที่ผู้นำเข้าสามารถนำเอกสารที่ยอมรับได้ไปแสดง เพื่อให้เห็นว่า       มีการนำเข้าสินค้าจากผู้ผลิตที่ระบุล่าสุดอย่างน้อยติดต่อกัน 5 ครั้ง ถูกต้องตามกฎระเบียบอย่างสมบูรณ์
·    กรณีผู้นำเข้าถูกขึ้นบัญชี DWPE เป็นครั้งแรกสำหรับการนำเข้าสินค้าหลายชนิด  FDA     จะเสนอถอดถอนรายชื่อผู้นำเข้าหลังจากที่ผู้นำเข้าสามารถแสดงเอกสารที่ยอมรับได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการนำเข้า   12 ครั้งล่าสุดติดต่อกัน มีความถูกต้องตามกฎระเบียบอย่างสมบูรณ์ และการนำเข้าทั้ง 12 ครั้งนั้น ครอบคลุมสินค้าที่ถูกกักกันและเป็นการนำเข้าโดยปกติ
·    กรณีไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้นำเข้าถูกขึ้นบัญชี DWPE   FDA จะเสนอให้มีการถอดถอนรายชื่อหลังจากที่ผู้นำเข้าสามารถนำเอกสารที่ยอมรับได้ไปแสดงเพื่อให้เห็นว่ามีการนำเข้าสินค้าจากผู้ผลิตที่ระบุล่าสุดอย่างน้อย 10 ครั้งติดต่อกันถูกต้องตามฎระเบียบอย่างสมบูรณ์สำหรับกรณีสินค้าถูกกักกันเพียงชนิดเดียว หรือ 24 ครั้งติดต่อกันสำหรับกรณีสินค้าที่ถูกกักกันมีหลายชนิด
นอกจากนี้ คำร้องขอให้ถอดถอนรายชื่อผู้นำเข้าออกจาก DWPE ของผู้นำเข้าจะต้องมีรายละเอียดที่เพียงพอ และมีรายละเอียดขั้นตอนต่าง ๆ ที่ดำเนินการเพื่อป้องกันการนำเข้าที่ผิดกฎระเบียบในอนาคต
(4)  การถอดถอนสถานประกอบการ 
ผู้ประกอบการหรือสินค้าที่ถูกขึ้นบัญชี DWPE อันเนื่องมาจากตรวจพบการละเมิดในระหว่าง  การตรวจสอบสถานประกอบการ หรือเนื่องจากผลิตภัณฑ์ไม่ได้ผลิตภายใต้สุขลักษณะที่ดีในการผลิต (Good Manufacturing Practices) หรือ GMPs การเสนอให้ถอดถอนจะกระทำได้หลังจากที่มีการตรวจสอบซ้ำโดย        ผู้ตรวจสอบที่ไม่ใช่ผู้ตรวจสอบเดิม และยืนยันว่าได้มีการแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว หรือในบางกรณีผู้ประกอบการอาจแสดงข้อมูลหรือเอกสารที่เพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าได้มีการดำเนินการแก้ไข โดยทั้งสองกรณีจะต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ FDA ก่อนที่จะมีการแจ้งการถอดถอนรายชื่อออกจากบัญชี DWPE
                 นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดกฎระเบียบปลีกย่อยสำหรับการถอดถอนรายชื่อออกจาก DWPE สำหรับกรณีหรือเงื่อนไขอื่น ได้แก่
·    ผู้ส่งสินค้าหรือ Shipper ที่ถูกขึ้นบัญชี DWPE อันเนื่องมาจากไม่สามารถระบุที่มาของผู้ผลิตได้  FDA จะเสนอให้พิจารณาถอดถอนรายชื่อออกจากการกักกัน หากภายใน 6 เดือน ผู้ส่งสินค้าดังกล่าว   ไม่มีการส่งสินค้าที่ละเมิดกฎระเบียบ FD&C Act และสามารถจัดทำเอกสารระบุขั้นตอนที่ได้ดำเนินการเพื่อไม่ให้มีการละเมิดกฎระเบียบ
ทั้งนี้ ผู้ส่งสินค้าอาจแสดงหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า ผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตที่ระบุไม่ได้มีการละเมิดกฎระเบียบและไม่สมควรที่จะถูกกักกัน อย่างไรก็ตาม หากสามารถระบุผู้ผลิตสินค้าละเมิดกฎระเบียบได้         การถอดถอนรายชื่อสินค้าออกจากบัญชี DWPE จะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จะลบล้างข้อกล่าวหาการละเมิด ซึ่งจะต้องยื่นโดยผู้ผลิต แทนที่จะเป็นผู้ส่งสินค้า
·    สินค้าถูกขึ้นบัญชี DWPE เนื่องจากละเมิดกฎระเบียบภายใต้มาตรา 801 (a) (1) หรือ (2) การถอดถอนรายชื่อออกจาก DWPE ด้วยการเก็บตัวอย่างมาตรวจสอบเพื่อให้พ้นข้อกล่าวหาการละเมิดกฎระเบียบอาจไม่เพียงพอ  อาจต้องมีการตรวจสอบในสถานประกอบการ หรือมาตรการอื่น ๆ ที่เหมาะสม
·         สินค้าถูกขึ้นบัญชี DWPE เนื่องจากละเมิดกฎระเบียบภายใต้มาตรา 801 (a) (3)          FDA จะพิจารณาเสนอให้ถอดถอนรายชื่อออกจาก DWPE หลังจากที่มีการส่งสินค้าโดยถูกต้องตามกฎระเบียบอย่างน้อย 5 ครั้งติดต่อกัน และ FDA จะทำการตรวจสอบ (Audit) เพื่อความมั่นใจในความถูกต้องของการวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม การขนส่งสินค้าเข้าโดยปราศจากการละเมิดกฎระเบียบอาจมากกว่าที่กำหนดได้  เช่น กรณีผู้ส่งสินค้าที่เคยถูกถอดถอนออกจาก DWPE แต่ได้กระทำความผิดซ้ำจนต้องถูกกักกันการนำเข้าอีกครั้ง กระบวนการถอดถอนครั้งต่อไปอาจต้องมีการขนส่งสินค้าปราศจากการละเมิดกฎระเบียบมากกว่า 5 ครั้งติดต่อกัน เป็นต้น 
·    การแยกการขนส่งสินค้า (Shipment) ด้วยการแยกนำเข้า (Entries) หลาย ๆ ครั้ง        จะไม่ได้รับการพิจารณาจาก FDA ในกระบวนการถอดถอนรายชื่อจาก DWPE เนื่องจากส่อเจตนาเพื่อการเพิ่มจำนวนการขนส่งโดยปราศจากการละเมิดให้ครบตามที่กำหนด การขนส่งสินค้าควรเป็นไปตามปกติทางการค้า และไม่ควรแบ่งแยกการขนส่งสินค้าในปริมาณที่น้อยกว่า 10-15 กล่อง (Cartons) ซึ่งไม่ถือเป็นการปฏิบัติตามการค้าปกติทั่วไป (ตัวอย่างสินค้าอาหารที่มีมูลค่าสูง เช่น ชีส) อาจไม่ได้รับการพิจารณาให้อยู่ในกระบวนการ     ถอดถอนสินค้าออกจาก DWPE
·    เอกสารอื่น ๆ อาจจำเป็นต้องใช้ก่อนการแจ้งการหลุดพ้นข้อกล่าวหาการละเมิดกฎระเบียบ และการถอดถอนรายชื่อออกจาก DWPE เช่น เอกสารการจดทะเบียน หรือ Premarket Approval Application เป็นต้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของการละเมิด
·    ถ้ารายการสินค้านั้นอยู่ในกรณีการกักกันประเภททั้งประเทศ (Countrywide) ทั้งภูมิภาค (Region Wide) หรือทั่วโลก (Worldwide) ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสามารถส่งหลักฐานหรือข้อโต้แย้งไปยัง FDA       เพื่อพิสูจน์ว่า ไม่ควรนำข้อกำหนดในกรณีดังกล่าวมาบังคับใช้กับสินค้าของบริษัทตน ซึ่งหากบริษัทสามารถ     พิสูจน์ได้ ก็จะได้รับการยกเว้นจาก FDA ไม่ต้องถูกกักกันสินค้าโดยทันทีที่นำเข้าโดยไม่ต้องตรวจสินค้าทางกายภาพ โดยจะได้รับการถูกบรรจุอยู่ใน Green List (Good Company List) ทำให้ทางบริษัทสามารถประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้าไปตรวจยังห้องปฏิบัติการเอกชน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บริษัทจะมีรายชื่ออยู่ใน Green List แต่อาจจะมีการสุ่มตรวจสินค้าจากทาง FDA ได้ทุกเมื่อ
การแจ้งการถอดถอนการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพ
                   FDA โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการเสนอการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบฯ จะเป็นผู้แจ้งเรื่องการถอดถอนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบเช่นเดียวกันกับเมื่อมีการแจ้งการกักกัน


อ้างอิงจาก
http://www.fda.gov/ICECI/ComplianceManuals/RegulatoryProceduresManual/ucm179271.htm

http://www.importalerts.com/removal-from-import-alert/

สรุปโดย ฝ่ายการเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นคลอสแอนเจลิส

USA_การกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพ ประเทศสหรัฐอเมริกา



























































































การกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพ (Detention Without Physical Examination, DWPE) โดยหน่วยงาน Food and Drug Administration (FDA)         ประเทศสหรัฐอเมริกา
                   การกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพ (Detention Without Physical Examination) หรือ DWPE เป็นมาตรการกักกันสินค้าทันที ณ ด่านนำเข้า โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบทางกายภาพ เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ละเมิดกฎระเบียบ ซึ่งเริ่มบังคับใช้โดย FDA เมื่อปี 2517 ในกรณีที่พบว่ามีประวัติการนำเข้าสินค้าละเมิดกฎระเบียบ หรืออาจมีการละเมิด หรือมีข้อมูลอื่นๆ ที่บ่งชี้ว่าจะมีการละเมิดกฎระเบียบการนำเข้าของ FDA ในอนาคต ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบในการพิจารณาการกักกัน เผยแพร่ และถอดถอน ได้แก่ หน่วยงาน Office of Enforcement and Import Operations (OEIO) ซึ่งอยู่ภายใต้ Division of Import Operations (DIO) ของ FDA โดยจะพิจารณาจากข้อมูลของหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของ FDA เมื่อ DIO ได้รับการแจ้งข้อมูลการละเมิดและข้อแนะนำให้มีกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบฯ จะทำการพิจารณาตรวจสอบ หากเห็นว่าสมควรให้ดำเนินการตามที่เสนอ ก็จะแจ้งการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบฯ ในรูปแบบ “การแจ้งเตือนการนำเข้า” หรือ “Import Alert” ไปยังหน่วยงานที่ดูแลด้านการนำเข้า ยกเว้นในกรณีที่มีการเสนอให้กักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบฯ อันเนื่องมาจากการพบสารกำจัดศัตรูพืชชนิดที่ไม่ได้มีการกำหนดค่า Tolerance จะต้องผ่านการพิจารณาและความเห็นชอบจากหน่วยงาน Center for Food Safety and Applied Nutrition (CFSAN) เสียก่อน
นอกจาก FDA จะมีอำนาจในการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพแล้ว ยังมีอำนาจใน   การปฏิเสธการนำเข้าสินค้าภายใต้กฎหมาย  Food, Drug and Cosmetic Act (FD&C Act) มาตรา 801 (a) เมื่อปรากฎข้อมูลผลการตรวจสอบของตัวอย่างที่สุ่มตรวจว่ามีการละเมิดกฎระเบียบ หรือ (1) เป็นสินค้าที่มีการผลิต แปรรูป บรรจุหีบห่อภายใต้สภาพที่ไม่ถูกสุขอนามัย หรือสถานประกอบการหรือการควบคุมการผลิต        การบรรจุหีบห่อ หรือการเก็บรักษา หรือการติดตั้งอุปกรณ์ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบภายใต้มาตรา 520 (f)          (2) เป็นสิ่งของต้องห้ามหรือมีการควบคุมการจำหน่ายในประเทศที่ผลิตหรือประเทศที่ส่งออก (3) เป็นสิ่งของที่มีการปนเปื้อน ปิดฉลากไม่ถูกต้องหรือบิดเบือน หรือละเมิดกฎระเบียบภายใต้มาตรา 505 (บทบัญญัติเกี่ยวกับ     ยาชนิดใหม่) ซึ่งสินค้าที่เข้าข่ายดังกล่าวข้างต้นจะถูกปฏิเสธการนำเข้า
การเสนอการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบทางกายภาพ 
การเสนอให้กักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบฯ อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลหลายรูปแบบ โดยอาจพิจารณาจากฐานข้อมูลในอดีตที่พบว่ามีการละเมิดบ่อยครั้งของสินค้า ผู้ผลิต ผู้ส่งสินค้า ผู้ปลูก ผู้นำเข้า ภูมิภาค หรือประเทศ เป็นต้น หรือพิจารณาจากพื้นฐานข้อมูลอื่น เช่น ข้อมูลระบุว่ามีการจับจากแหล่งน้ำที่มีมลภาวะ หรือสินค้ามีการผลิตหรือเก็บรักษาในสภาพที่ไม่ถูกสุขลักษณะ  หรือผลิตในสถานประกอบการที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานสุขลักษณะที่ดีในการผลิตหรือ GMPs (Good Manufacturing Practices) นอกจากนี้ สินค้าที่ไม่เคยมีประวัติการละเมิดกฎระเบียบอาจถูกเสนอให้มีการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบฯ ได้ หากมีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอที่ระบุได้ว่า การนำเข้าในอนาคตอาจมีการละเมิดกฎระเบียบ ทั้งนี้สามารถแบ่งการเสนอการกักกันโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบฯ เป็นกรณีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
(1)  การกักกันสินค้าอันเนื่องมาจากการพบการละเมิดกฎระเบียบเพียงหนึ่งตัวอย่าง (One Violative Sample)
                        กรณีมีหลักฐานอย่างน้อยหนึ่งตัวอย่างสินค้าที่พบว่ามีการละเมิด และการละเมิดนั้นมีความเป็นไปได้อย่างมีนัยสำคัญที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยการเก็บตัวอย่างและ/หรือการวิเคราะห์อาจกระทำโดย FDA หรือหน่วยงานของรัฐบาลกลาง หน่วยงานของมลรัฐ หรือหน่วยงานท้องถิ่นที่เชื่อถือได้ สำหรับสินค้าที่หากพบการละเมิดแม้เพียงหนึ่งตัวอย่าง ก็สามารถเสนอให้มีการกักกันฯ ได้แก่
·  ผลิตภัณฑ์มีอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งอยู่ในระดับ Class I และ II ภายใต้กฎระเบียบการเรียกคืนของ FDA
·  ผลิตภัณฑ์ (สด แช่แข็ง หรือแปรรูป) ที่มีการการตกค้างของสารฆ่าแมลง เชื้อรา Aflatoxin หรือการปนเปื้อนสารเคมีในระดับที่ออกฤทธิ์ได้
·  ผลิตภัณฑ์ที่ละเมิดกฎระเบียบเรื่องอาหารบรรจุกระป๋องประเภทกรดต่ำ (Low Acid Canned Food) หรือ อาหารที่เป็นกรด (Acidified Food) เช่น ไม่ได้จดทะเบียนผู้ประกอบการ
·  ผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มที่จะละเมิดกฎระเบียบอันเนื่องมาจากส่วนผสมหรือสูตร เช่น       ไม่แจ้งส่วนประกอบที่สำคัญอย่างชัดเจน (เช่น สารก่อภูมิแพ้) มีส่วนผสมของสีที่ไม่ได้รับอนุญาต เป็นยาชนิดใหม่   ที่ใช้สำหรับคนหรือสัตว์ที่ยังไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งการละเมิดกรณีดังกล่าวจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนฉลากหรือสูตรผลิตภัณฑ์ หรือได้รับอนุญาตจาก FDA ให้วางตลาดได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
· ผลิตภัณฑ์ที่ละเมิดกฎระเบียบเรื่องการปิดฉลาก และ/หรือ ไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบภายใต้กฎหมาย Nutritional Labeling and Education Act (NLEA)
(2)  การกักกันสินค้าอันเนื่องมาจากการพบการละเมิดกฎระเบียบในหลายตัวอย่าง (Multiple Violative Samples) มีเงื่อนไขในกรณีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
·  กรณีที่ผลิตภัณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่งจากผู้ผลิตหรือผู้ส่งสินค้ารายใดรายหนึ่ง ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายด้านสาธารณสุขอย่างมีนัยสำคัญ เช่น มีสิ่งแปลกปลอมที่มีแหล่งที่มาจากสัตว์ (Filths) หรือละเมิดกฎระเบียบเกี่ยวกับฉลาก เป็นต้น โดยเข้าข่ายทั้ง 2 เงื่อนไขดังต่อไปนี้
-      ผลิตภัณฑ์ถูกกักกันอย่างน้อย 3 ครั้งภายในรอบระยะเวลา 6 เดือน หรือน้อยกว่า และการกักกันทั้ง 3 ครั้งนั้น คิดเป็นอย่างน้อยร้อยละ 25 ของการนำเข้าสินค้านั้นทั้งหมด      
·  ผลิตภัณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่งที่มาจากประเทศ หรือภูมิภาค หรือ โดยเข้าข่ายทั้ง 3 เงื่อนไขดังต่อไปนี้
-      มีการถูกกักกันอย่างน้อย 12 ครั้ง ภายในระยะเวลา 6 เดือน หรือน้อยกว่า และ
-      การกักกันทั้ง 12 ครั้งนั้น คิดเป็นอย่างน้อยร้อยละ 25 ของการนำเข้าสินค้านั้นทั้งหมด      
-      การกักกันทั้ง 12 ครั้งนั้น สามารถเป็นตัวแทนจำนวนที่มีนัยสำคัญของผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ผลิต ผู้ส่ง หรือผู้ปลูกผลผลิตซึ่งมาจากเขตทางภูมิศาสตร์หรือประเทศนั้น
·  ผลิตภัณฑ์หลายชนิดจากผู้ผลิตหรือผู้ส่งรายใดรายหนึ่ง โดยเข้าข่ายทั้ง 2 เงื่อนไข        ดังต่อไปนื้
-      มีการกักกันอย่างน้อย 6 ครั้ง ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน หรือน้อยกว่า และ
-      การกักกันเหล่านั้นเป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ชนิดอย่างรวมกันอย่างน้อยร้อยละ 25 ของการนำเข้าสินค้านั้นทั้งหมดจากผู้ประกอบการนั้น    
(3)    การกักกันสินค้าอันเนื่องมาจากข้อมูลและสถิติในอดีต (Information and Historical Data) 
กรณีเมื่อมีหลักฐานที่เป็นข้อมูลปรากฎว่าผลิตภัณฑ์ที่มาจากภูไม่ภาค หรือประเทศอาจจะก่อให้เกิดอันตราย และมีข้อมูลชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะยังคงละเมิดกฎระเบียบต่อไป นอกจากนี้อาจมี  การเสนอให้กักกันสินค้าที่นำเข้าจากผู้ผลิต ผู้ส่ง ผู้ปลูก เขตพื้นทางภูไม่ศาสตร์ หรือประเทศ ซึ่งมีข้อมูลบ่งชี้ว่า    การนำเข้าครั้งต่อไปมีแนวโน้มจะมีการละเมิดกฎระเบียบภายใต้กฎหมาย FD&C 
(4)    การกักกันอันเนื่องมาจากการตรวจสอบสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาต (Establishment Inspection)
กรณีที่มีการตรวจสอบ และหลักฐานพบว่าสถานประกอบการในต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตหรือแต่งตั้งจาก FDA ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบการปฏิบัติในการผลิตที่ดี (GMPs) หรือสภาพที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือการกระทำใด ๆ ที่ส่งผลให้มีการติดฉลากปลอม มีการปนเปื้อน หรือมีการละเมิดกฎระเบียบภายใต้กฎหมาย FD&C มาตรา 801 (a) จะมีการเสนอให้มีการกักกันสินค้าที่ผลิตจากผู้ประกอบการดังกล่าวหากมีการนำเข้ามาในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ การกักกันอาจจะระบุเพียงผู้ประกอบการเดียว หรือสาขาหลายแห่งภายใต้ผู้ประกอบการ    รายเดียวกัน หรือผลิตภัณฑ์บางอย่างจากผู้ผลิตรายเดียวหรือหลายรายตามความเหมาะสม
(5)    การกักกันการนำเข้าของผู้นำเข้า 
กรณีนี้ FDA ถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้นำเข้าเป็นผู้รับผิดชอบสินค้าที่นำเข้าจะต้องไม่มีการละเมิดกฎระเบียบภายใต้กฎหมายของ FDA โดยต้องทำการตรวจสอบ ทำความตกลงกับผู้ผลิตหรือผู้ปลูกให้มีการทดสอบและวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ และ/หรือ ตรวจสอบการติดฉลากที่ถูกต้อง และผลิตภัณฑ์มีความสอดคล้องกับกฎหมาย FD&C Act ก่อนที่จะนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา หาก FDA พบว่าผู้นำเข้ารายใดมีพฤติกรรมการนำเข้าสินค้าละเมิดกฎระเบียบ และมีความพยายามจะดำเนินการแก้ไขก็ต่อเมื่อถูกกักกัน หรือ มีความพยายาม    ที่จะส่งออกหรือนำสินค้าออกภายหลังที่ได้รับการแจ้งการเก็บตัวอย่างหรืออื่นๆ ของ FDA หรือพบว่าสินค้า       กลุ่มสินค้า หรือสินค้าที่นำเข้าทั้งหมดของผู้นำเข้ารายใดมีการละเมิดกฎระเบียบในอัตราที่สูง FDA จะเสนอให้กักกันสินค้าที่นำเข้าโดยผู้นำเข้าดังกล่าวโดยปราศจากการตรวจสอบฯ ซึ่งอาจเป็นการกักกันเฉพาะบางรายการ หรือการนำเข้าสินค้าควบคุมทั้งหมด
                       การเสนอการกักกันอาจทำได้หากมีข้อมูลหลักฐานอย่างอื่นซึ่งระบุได้ว่า การนำเข้าครั้งต่อไปอาจมีการละเมิดกฎระเบียบโดยผู้นำเข้ารายใดรายหนึ่ง ดังตัวอย่างต่อไปนี้
·    ได้รับข้อมูลจากหน่วยงานอื่น ๆ เช่น หน่วยงานศุลกากร (Customs and Border Protection, CBP) เกี่ยวกับพฤติกรรมการละเมิดของผู้นำเข้า
·    ประวัติข้อมูลผู้นำเข้าที่มีพยายามนำเข้าสินค้าละเมิดกฎระเบียบจนได้รับหนังสือแจ้งเตือน (Warning letter) โดยไม่ได้มีการตอบรับหรือแก้ไขพฤติการดังกล่าว
·    ข้อมูลการร้องเรียนของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปนเปื้อน การใช้ตราสินค้าบิดเบือน หรือการละเมิดกฎหมาย FD&C Act นอกจากนี้ ยังรวมถึง การร้องขอให้แจ้งปฏิเสธสินค้าซ้ำหลายครั้ง หรือมีความพยายามยกเลิกหรือส่งออกสินค้าที่นำเข้า หลังจากได้รับการแจ้งขอเก็บตัวอย่างหรือมีข้อบ่งชี้อื่นๆ แสดงว่าอยู่ในความสนใจของ FDA    .
(6)   การกักกันอันเนื่องมาจากสถานการณ์อื่น
                       นอกเหนือจากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นแล้ว การเสนอให้มีการกักกันสามารถทำได้หากมีเหตุผลอันเชื่อถือได้และมีหลักฐานสนับสนุนว่าการนำเข้าในอนาคตจะมีละเมิดกฎระเบียบภายใต้มาตรา 801 (a)
การแจ้งการกักกัน
         โดยปกติ FDA แจ้งการกักกันโดยไม่ต้องตรวจสอบฯ โดยการส่งสำเนา Import Alert ไปยังหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
(1)    แจ้งหน่วยงาน CBP หรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในระดับรัฐบาลกลาง
(2)    แจ้งหน่วย CBP ในท้องถิ่น
(3)    แจ้งสถานทูตต่างประเทศ หรือรัฐบาลต่างประเทศตามความเหมาะสม
(4)    แจ้งผู้นำเข้า/สมาคมผู้ออกตามความเหมาะสม
(5)    แจ้งผู้ผลิตในต่างประเทศ หรือผู้ส่งสินค้าที่ระบุตามความเหมาะสม ถ้าไม่สามารถแจ้งผู้ผลิตหรือผู้ส่งสินค้าในต่างประเทศที่ระบุได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม FDA จะขอให้ผู้นำเข้าเป็นผู้ส่งผ่านการแจ้งนั้นไปยังผู้ผลิตหรือผู้ส่งสินค้าเพื่อให้มีการตอบรับพร้อมกับแผนการแก้ไขปัญหาสินค้าที่ถูกกักกันนั้น
(6)    สมาคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตามความเหมาะสม และศูนย์ที่เกี่ยวข้องของของ FDA  



อ้างอิงจาก
http://www.fda.gov/ICECI/ComplianceManuals/RegulatoryProceduresManual/ucm179271.htm
สรุปโดย ฝ่ายการเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นคลอสแอนเจลิส