คาแนะนาด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ 2018/10
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ australia แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ australia แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561
วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
AUS-NEWZ Food Allergen_ลูปินเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่บังคับให้แสดงฉลากในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ลูปินเป็นพืชสกุล Lupinus และเป็นส่วนหนึ่งของตระกูล Leguminosae โดยปกติแล้วเมล็ดลูปินมีการบริโภคในพื้นที่เมดิเตอร์เรเนียน ปัจจุบันพบการบริโภคแป้งลูปินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในออสเตรเลีย ยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยออสเตรเลียมีการผลิตได้ถึงร้อยละ 75-80 ของผลิตภัณฑ์ลูปินทั้งหมดในโลกและเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก การใช้แป้งลูปินในผลิตภัณฑ์อาหารครอบคลุมหลากหลายประเภท เช่น พาสต้า ขนมปัง เค้ก พิซซ่า ครีมชีส ไส้กรอกเต้าหู้ เครื่องเทศ แยม ก๋วยเตี๋ยว ซอสมะเขือเทศ
เนื่องจากกฎระเบียบมาตรฐานอาหารของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีการเปลี่ยนแปลงวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ส่งผลให้ลูปินถูกจัดเป็นสารก่อภูมิแพ้ในอาหาร ดังนั้นจึงต้องแจ้งการมีอยู่ของลูปินเมื่อใช้เป็นส่วนผสมในอาหารหรือองค์ประกอบของส่วนผสมรวมถึงสารปรุงแต่งอาหาร (Food Additives) และสารช่วยในกระบวนการผลิต (Processing Aids) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบดังกล่าว สภาอาหารและร้านขายของชำในออสเตรเลียและสถาบันโรคภูมิแพ้ (Allergen Bureau) ได้ออกเอกสารแนะนำสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยครอบคลุมเรื่องเวลา เพื่อให้มีการปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ ทั้งกรณีที่ใช้ลูปินเป็นส่วนผสมโดยตรงและจากการปนเปื้อน
ในยุโรปมีเอกสารและรายงานทางการแพทย์เกี่ยวกับการแพ้ลูปินและมีกรณีการแพ้อย่างรุนแรง ดังนั้นสหภาพยุโรป (กฎระเบียบสหภาพยุโรป เลขที่ 1169/2011) จึงให้ลูปินเป็นสารก่อภูมิแพ้บังคับที่จำเป็นต้องติดฉลากผลิตภัณฑ์อาหารที่มีลูปินทั้งหมด การแพ้ลูปินในออสเตรเลียมีรายงานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2547 ว่าทำให้เกิดการแพ้ที่รุนแรง โดยไม่มีปฏิกิริยาข้ามกับถั่วลิสงหรือถั่วเหลือง Campbell และคณะ (2550) ได้รายงานความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกันของผู้ป่วยที่แพ้ลูปินในระหว่างการทดสอบทางผิวหนัง (Skin Prick Testing, SPT) พบว่าความไวและอาการแพ้ไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดปฏิกิริยาข้ามกับพืชตระกูลถั่วชนิดอื่นๆ ในการศึกษาของ Goggin และคณะได้ทดสอบทางผิวหนัง (SPT) จากผู้ป่วยที่แพ้ลูปินสิบราย พบผู้ป่วย 3 รายให้ผลการทดสอบเป็นบวกกับถั่วลิสงและถั่วเหลือง นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการแพ้ลูปินที่ไม่ได้เผยแพร่ในออสเตรเลียอีก 3 ฉบับ ข้อสรุปจากสำนักมาตรฐานอาหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (FSANZ) พบรายงานผู้ป่วยที่แพ้ถั่วลิสงที่มีผลต่อลูปินในเด็กร้อยละ 25 และในผู้ใหญ่ร้อยละ 41 ตามลำดับ การศึกษาของ Foley และคณะแสดงให้เห็นว่าซีรั่มของผู้ป่วยที่แพ้ลูปินจะจับกับโปรตีนของลูปินที่แตกต่างกัน
ด้วยคุณค่าทางโภชนาการและความชื่นชอบลูปินส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของลูปินมีจำนวนเพิ่มขึ้น (ในออสเตรเลียและทั่วโลก) ความแตกต่างของการประยุกต์ใช้ลูปินในผลิตภัณฑ์อาหารมักส่งผลให้การแสดงฉลากของลูปินไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งไม่มีความชัดเจน การบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารที่มีลูปินเพิ่มขึ้น มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การแพ้ลูปินเพิ่มขึ้น จากหลักฐานการแพ้ลูปินในออสเตรเลียและการประเมินความเสี่ยงที่ดำเนินการโดยสำนักมาตรฐานอาหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ได้สรุปข้อมูลทางคลินิกในออสเตรเลียเกี่ยวกับการแพ้ลูปินว่าตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญต่อเกณฑ์สากลสำหรับสารก่อภูมิแพ้ชนิดใหม่
ที่มา www.ifrpd-foodallergy.com
เนื่องจากกฎระเบียบมาตรฐานอาหารของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีการเปลี่ยนแปลงวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ส่งผลให้ลูปินถูกจัดเป็นสารก่อภูมิแพ้ในอาหาร ดังนั้นจึงต้องแจ้งการมีอยู่ของลูปินเมื่อใช้เป็นส่วนผสมในอาหารหรือองค์ประกอบของส่วนผสมรวมถึงสารปรุงแต่งอาหาร (Food Additives) และสารช่วยในกระบวนการผลิต (Processing Aids) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบดังกล่าว สภาอาหารและร้านขายของชำในออสเตรเลียและสถาบันโรคภูมิแพ้ (Allergen Bureau) ได้ออกเอกสารแนะนำสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยครอบคลุมเรื่องเวลา เพื่อให้มีการปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ ทั้งกรณีที่ใช้ลูปินเป็นส่วนผสมโดยตรงและจากการปนเปื้อน
ในยุโรปมีเอกสารและรายงานทางการแพทย์เกี่ยวกับการแพ้ลูปินและมีกรณีการแพ้อย่างรุนแรง ดังนั้นสหภาพยุโรป (กฎระเบียบสหภาพยุโรป เลขที่ 1169/2011) จึงให้ลูปินเป็นสารก่อภูมิแพ้บังคับที่จำเป็นต้องติดฉลากผลิตภัณฑ์อาหารที่มีลูปินทั้งหมด การแพ้ลูปินในออสเตรเลียมีรายงานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2547 ว่าทำให้เกิดการแพ้ที่รุนแรง โดยไม่มีปฏิกิริยาข้ามกับถั่วลิสงหรือถั่วเหลือง Campbell และคณะ (2550) ได้รายงานความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกันของผู้ป่วยที่แพ้ลูปินในระหว่างการทดสอบทางผิวหนัง (Skin Prick Testing, SPT) พบว่าความไวและอาการแพ้ไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดปฏิกิริยาข้ามกับพืชตระกูลถั่วชนิดอื่นๆ ในการศึกษาของ Goggin และคณะได้ทดสอบทางผิวหนัง (SPT) จากผู้ป่วยที่แพ้ลูปินสิบราย พบผู้ป่วย 3 รายให้ผลการทดสอบเป็นบวกกับถั่วลิสงและถั่วเหลือง นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการแพ้ลูปินที่ไม่ได้เผยแพร่ในออสเตรเลียอีก 3 ฉบับ ข้อสรุปจากสำนักมาตรฐานอาหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (FSANZ) พบรายงานผู้ป่วยที่แพ้ถั่วลิสงที่มีผลต่อลูปินในเด็กร้อยละ 25 และในผู้ใหญ่ร้อยละ 41 ตามลำดับ การศึกษาของ Foley และคณะแสดงให้เห็นว่าซีรั่มของผู้ป่วยที่แพ้ลูปินจะจับกับโปรตีนของลูปินที่แตกต่างกัน
ด้วยคุณค่าทางโภชนาการและความชื่นชอบลูปินส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของลูปินมีจำนวนเพิ่มขึ้น (ในออสเตรเลียและทั่วโลก) ความแตกต่างของการประยุกต์ใช้ลูปินในผลิตภัณฑ์อาหารมักส่งผลให้การแสดงฉลากของลูปินไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งไม่มีความชัดเจน การบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารที่มีลูปินเพิ่มขึ้น มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การแพ้ลูปินเพิ่มขึ้น จากหลักฐานการแพ้ลูปินในออสเตรเลียและการประเมินความเสี่ยงที่ดำเนินการโดยสำนักมาตรฐานอาหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ได้สรุปข้อมูลทางคลินิกในออสเตรเลียเกี่ยวกับการแพ้ลูปินว่าตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญต่อเกณฑ์สากลสำหรับสารก่อภูมิแพ้ชนิดใหม่
ที่มา www.ifrpd-foodallergy.com
วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560
Food Law Update_THDOF
ไปดาวน์โหลดตาม link นี้นะคะ
1. ประกาศกรมประมง เรื่อง การส่งออกสัตว์น้ําหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ําเพื่อการบริโภคไปสหภาพยุโรป 19/6/2560
2 ประกาศกรมประมง เรื่อง การส่งออกสัตว์น้ําหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ําเพื่อการบริโภคไปนอกราชอาณาจักร
ยกเว้นส่งออกไปสหภาพยุโรป 19/6/2560
มาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทางเคมีสินค้าแช่เย็นแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง (LOT BY LOT)
up 1/4/60
3. AUS
4. korea
5. taiwan
6. usa
7. vietnam
มาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทางเคมีสำหรับสินค้าสิทธิพิเศษ UP 1/4/60
8. Frozen Fishery Product
9. Canned Fishery Product
10. Traditional Fishery Product
11. CHEMICAL REFERENCE CRITERIA FOR FROZEN FISHERY PRODUCTS
1. ประกาศกรมประมง เรื่อง การส่งออกสัตว์น้ําหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ําเพื่อการบริโภคไปสหภาพยุโรป 19/6/2560
2 ประกาศกรมประมง เรื่อง การส่งออกสัตว์น้ําหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ําเพื่อการบริโภคไปนอกราชอาณาจักร
ยกเว้นส่งออกไปสหภาพยุโรป 19/6/2560
มาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทางเคมีสินค้าแช่เย็นแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง (LOT BY LOT)
up 1/4/60
3. AUS
4. korea
5. taiwan
6. usa
7. vietnam
มาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทางเคมีสำหรับสินค้าสิทธิพิเศษ UP 1/4/60
8. Frozen Fishery Product
9. Canned Fishery Product
10. Traditional Fishery Product
11. CHEMICAL REFERENCE CRITERIA FOR FROZEN FISHERY PRODUCTS
ป้ายกำกับ:
กฎระเบียบ,
กฎหมายอาหาร,
เกษตรและประมง,
มาตรฐาน,
ส่งออก,
australia,
korea,
taiwan,
USA,
vietnam
วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560
Food Law Update__AUS:IFN 08-17 – Mandatory allergen labelling
ส่วนภาษาไทยดูจากลิงค์แรกนี่ค่ะ กรมประมงแปลให้แล้วค่ะ
IFN 08-17 – Mandatory allergen labelling
Issued: 18 May 2017
Purpose
The purpose of this notice is to alert importers of their responsibility to ensure imported food is safe and allergens are correctly declared and labelled. This notice provides further information and guidance on complying with the mandatory allergen labelling requirements in the Australia New Zealand Food Standards Code.
Mandatory allergen labelling requirements
Allergen labelling saves lives and can mean the difference between life and death for people with food allergies.
Importers must ensure that they meet the mandatory allergen labelling requirements in the Australia New Zealand Food Standards Code.
The Australia New Zealand Food Standards Code specifies the allergens that must be on food labels. These allergens are: peanuts, tree nuts, milk, eggs, sesame seeds, fish and shellfish, soy and wheat and lupins. These ingredients must be declared on the food label whenever they are present as ingredients or as components of food additives or processing aids.
If the food is not in a package or is not required to have a label (for example, bulk containers), allergen information must accompany the consignment so the business purchasing the food has access to the allergen information.
If you import food you are responsible for understanding and meeting mandatory allergen labelling requirements.
Many food recalls occur because food businesses have not labelled allergens correctly. Meeting mandatory allergen labelling requirements can save lives. But meeting the requirements can also mean you avoid having to conduct a food recall, saving your business time and money.
What importers need to do?
Importers should review products they import and ensure the labelling meets the mandatory allergen labelling requirements. This may mean contacting overseas suppliers and requesting them to provide information and assurances as to whether any allergens are present. Importers should educate supply partners on the allergens to avoid health incidents and non-compliance. Importers can also consider analysing the product to verify any assurances provided by overseas suppliers.
In considering whether allergens must be declared importers should ensure that suppliers are aware of the difference between mandatory allergen labelling and any biosecurity requirements for the presence of particular foods. For example, a declaration that a food contains less than 5% egg does not necessarily mean that the food does not contain egg.
Further assistance in managing allergens in food is set out below.
Importation of food which poses a risk to human health is an offence
Importers must be aware that the presence of undeclared allergens poses a risk to human health for people with food allergies.
Under section 8 of the Imported Food Control Act 1992 (Act), it is an offence to import food into Australia if the importer knows, or ought reasonably to have known, that it poses a risk to human health. The offence carries a penalty of imprisonment for 10 years.
Assistance in managing allergens in food
As the responsible food business in Australia, the importer must know what ingredients are in the food and whether these ingredients are allergens. Upon arrival, the importer must also ensure allergens are correctly declared on the label.
There are tools to assist the food industry (including importers) manage allergens and labelling. The Australian Food and Grocery Council publish the Food Industry Guide to Allergen Management and Labelling.
As well as publishing standards, Food Standards Australia New Zealand have an Allergen labelling page, summarising allergen labelling requirements. State and territory health authorities also publish requirements and assistance on identification and declaration of food allergens, such as:
- NSW Food Authority –Declaring allergens
- Victoria Department of Health and Human Services –Food allergen awareness
- Western Australia Department of Health – Food allergen declarations
ที่มา www.agriculture.gov.au/
วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
Food Law Update : AUS Law_Labelling & Contaminants and residues
PART 1.2 Labelling and other information requirements
- Standard 1.2.7
- Nutrition, health and related claims
Standard as at 12 November 2017– unofficial compilation
Standard 1.2.11- Information requirements – country of origin labelling requirements
Standard as at 1 July 2018 – unofficial compilation
PART 1.4 Contaminants and residues
Standard 1.4.4- Prohibited and restricted plants and fungi
Standard as at 12 November 2017– unofficial compilation
วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560
AUS Food News_แผนการสุ่มตัวอย่างใหม่สาหรับกุ้งสดและเนื้อกุ้งสดที่มีการระงับการนำเข้า
กระทรวงเกษตรและทรัพยากรน้้ำของออสเตรเลีย (Department of Agriculture and Water Resources) ได้เผยแพร่ประกาศลงวันที่ 17 มกราคม 2560 แจ้งให้ผู้ประกอบการน้าเข้าสินค้าและผู้ค้าปลีกรับทราบ เรื่อง แผนการสุ่มตัวอย่างใหม่ส้าหรับกุ้งสดและเนื อกุ้งสดที่เข้าข่ายถูกระงับการน้าเข้า (04-2017 New sampling protocol for suspended uncooked prawns and uncooked prawn meat imports) ทางเว็บไซต์ http://www.agriculture.gov.au/import/industry-advice/2017/04-2017
โดยสินค้ากุ้งสดที่ถูกระงับการนำเข้า ได้แก่
- กุ้งสดและเนื้อกุ้งสด และ
- กุ้งสดและเนื้อกุ้งสดที่หมักในซอสหรือผงแห้ง (Marinated) เพื่อการบริโภค
การตรวจวิเคราะห์กุ้งสด (Uncooked prawn)
กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียก้าหนดแนวทางการตรวจสอบและตรวจวิเคราะห์ที่เข้มงวดส้าหรับสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งมายังออสเตรเลีย โดยที่ตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าจะต้องปิดผนึกสมบูรณ์ และเอกสารใบตราส่งสินค้าทางทะเลหรือ BL (Bill of Lading) ฉบับจริง ต้องระบุว่าส่งออกจากประเทศ ต้นทางในวันที่หรือก่อนวันที่ 8 มกราคม 2560 เจ้าหน้าที่ Biosecurity จะสุ่มตัวอย่างสินค้าทุกรุ่นการผลิต (Batch) จากสินค้าที่ส่งออกแต่ละครั งหรือแต่ละ Consignment โดยเก็บตัวอย่างรุ่นละ 13 ตัวอย่าง แต่ละตัวอย่างประกอบด้วยกุ้งจ้านวน 5 ตัว โดยผู้น้าเข้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียกำหนด
จากนั้นจะน้าส่งตัวอย่างทั้งหมดให้แก่ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ที่ได้รับการรับรอง โดยผู้นำเข้าสามารถเลือกห้องปฏิบัติการได้และเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง หากพบว่ามีการติดเชื อไวรัสตัวแดงดวงขาวหรือ White Spot Syndrome Virus (WSSV) จะต้องน้าสินค้ารุ่นนั นๆ ไปต้ม ส่งกลับ หรือท้าลายโดยผู้น้าเข้าเป็น ผู้ออกค่าใช้จ่าย หากเลือกวิธีการน้าไปต้ม ผู้น้าเข้าต้องติดต่อกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียเพื่อพิจารณาว่าจะด้าเนินการอย่างไรและที่สถานที่ใด หากตรวจไม่พบเชื อไวรัสในตัวอย่าง จะต้องมีการตรวจวิเคราะห์อีกครั งเพื่อยืนยันโดยห้องปฏิบัติการ Australian Animal Health Laboratory (AAHL) โดยใช้ตัวอย่างที่เหลือจากการส่งให้กับห้องปฏิบัติการที่ผู้น้าเข้าเป็นผู้เลือก ห้องปฏิบัติการ AAHL จะส่งผลการตรวจวิเคราะห์ให้กับกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นผู้แจ้งผลให้ผู้น้าเข้ารับทราบรวมถึงแนวทางด้าเนินการกับสินค้ารุ่นนั นๆ ทั้งนี กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายใน
การตรวจวิเคราะห์เพื่อยืนยัน
การตรวจวิเคราะห์กุ้งหมักซอสหรือผงแห้ง (Uncooked marinated prawns – wet or dry)
โดยที่ตู้สินค้าต้องมีการปิดผนึกสมบูรณ์และ BL ฉบับจริงระบุว่าสินค้ามีการส่งออกในวันที่หรือก่อนวันที่ 8 มกราคม 2560 เจ้าหน้าที่ Biosecurity จะสุ่มตัวอย่างทุกรุ่นการผลิต (Batch) ในสินค้า แต่ละ Consignment โดยเก็บตัวอย่างรุ่นละ 13 ตัวอย่าง แต่ละตัวอย่างประกอบด้วยกุ้งจ้านวน 5 ตัว โดยผู้น้าเข้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียก้าหนด ตัวอย่างจะถูกส่งไปที่ห้องปฏิบัติการ AAHL เพื่อด้าเนินการวิเคราะห์ ห้องปฏิบัติการ AAHL จะส่งผลการตรวจวิเคราะห์ให้กับกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นผู้แจ้งผลให้ผู้น้าเข้ารับทราบรวมถึงแนวทางด้าเนินการกับสินค้ารุ่นนั นๆ โดยผู้น้าเข้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์ ทั งนี สามารถขอทราบค่าใช้จ่ายได้จากห้องปฏิบัติการ AAHL โดยตรง
สานักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจากรุงแคนเบอร์รา
โดยสินค้ากุ้งสดที่ถูกระงับการนำเข้า ได้แก่
- กุ้งสดและเนื้อกุ้งสด และ
- กุ้งสดและเนื้อกุ้งสดที่หมักในซอสหรือผงแห้ง (Marinated) เพื่อการบริโภค
การตรวจวิเคราะห์กุ้งสด (Uncooked prawn)
กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียก้าหนดแนวทางการตรวจสอบและตรวจวิเคราะห์ที่เข้มงวดส้าหรับสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งมายังออสเตรเลีย โดยที่ตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าจะต้องปิดผนึกสมบูรณ์ และเอกสารใบตราส่งสินค้าทางทะเลหรือ BL (Bill of Lading) ฉบับจริง ต้องระบุว่าส่งออกจากประเทศ ต้นทางในวันที่หรือก่อนวันที่ 8 มกราคม 2560 เจ้าหน้าที่ Biosecurity จะสุ่มตัวอย่างสินค้าทุกรุ่นการผลิต (Batch) จากสินค้าที่ส่งออกแต่ละครั งหรือแต่ละ Consignment โดยเก็บตัวอย่างรุ่นละ 13 ตัวอย่าง แต่ละตัวอย่างประกอบด้วยกุ้งจ้านวน 5 ตัว โดยผู้น้าเข้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียกำหนด
จากนั้นจะน้าส่งตัวอย่างทั้งหมดให้แก่ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ที่ได้รับการรับรอง โดยผู้นำเข้าสามารถเลือกห้องปฏิบัติการได้และเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง หากพบว่ามีการติดเชื อไวรัสตัวแดงดวงขาวหรือ White Spot Syndrome Virus (WSSV) จะต้องน้าสินค้ารุ่นนั นๆ ไปต้ม ส่งกลับ หรือท้าลายโดยผู้น้าเข้าเป็น ผู้ออกค่าใช้จ่าย หากเลือกวิธีการน้าไปต้ม ผู้น้าเข้าต้องติดต่อกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียเพื่อพิจารณาว่าจะด้าเนินการอย่างไรและที่สถานที่ใด หากตรวจไม่พบเชื อไวรัสในตัวอย่าง จะต้องมีการตรวจวิเคราะห์อีกครั งเพื่อยืนยันโดยห้องปฏิบัติการ Australian Animal Health Laboratory (AAHL) โดยใช้ตัวอย่างที่เหลือจากการส่งให้กับห้องปฏิบัติการที่ผู้น้าเข้าเป็นผู้เลือก ห้องปฏิบัติการ AAHL จะส่งผลการตรวจวิเคราะห์ให้กับกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นผู้แจ้งผลให้ผู้น้าเข้ารับทราบรวมถึงแนวทางด้าเนินการกับสินค้ารุ่นนั นๆ ทั้งนี กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายใน
การตรวจวิเคราะห์เพื่อยืนยัน
การตรวจวิเคราะห์กุ้งหมักซอสหรือผงแห้ง (Uncooked marinated prawns – wet or dry)
โดยที่ตู้สินค้าต้องมีการปิดผนึกสมบูรณ์และ BL ฉบับจริงระบุว่าสินค้ามีการส่งออกในวันที่หรือก่อนวันที่ 8 มกราคม 2560 เจ้าหน้าที่ Biosecurity จะสุ่มตัวอย่างทุกรุ่นการผลิต (Batch) ในสินค้า แต่ละ Consignment โดยเก็บตัวอย่างรุ่นละ 13 ตัวอย่าง แต่ละตัวอย่างประกอบด้วยกุ้งจ้านวน 5 ตัว โดยผู้น้าเข้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียก้าหนด ตัวอย่างจะถูกส่งไปที่ห้องปฏิบัติการ AAHL เพื่อด้าเนินการวิเคราะห์ ห้องปฏิบัติการ AAHL จะส่งผลการตรวจวิเคราะห์ให้กับกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นผู้แจ้งผลให้ผู้น้าเข้ารับทราบรวมถึงแนวทางด้าเนินการกับสินค้ารุ่นนั นๆ โดยผู้น้าเข้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์ ทั งนี สามารถขอทราบค่าใช้จ่ายได้จากห้องปฏิบัติการ AAHL โดยตรง
สานักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจากรุงแคนเบอร์รา
ป้ายกำกับ:
กฎหมายอาหาร,
กุ้ง,
นำเข้า,
ประมง,
ส่งออก,
สัตว์น้ำ,
ออสเตรเลีย,
australia
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













