แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เนื้อและสัตว์ปีก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เนื้อและสัตว์ปีก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Japan Food News_ข่าว กฎระเบียบ มาตรฐานอาหารของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นพบปรสิตปลาชนิดใหม่
                นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น พบการติดเชื้อปรสิตสายพันธุ์ใหม่ในปลาน้ำจืดบริเวณเกาะโอกินาวา การค้นพบดังกล่าวเป็นผลมาจากโครงการศึกษาปรสิตของปลาน้ำจืดที่ไม่ใช่ปลาท้องถิ่นและผลกระทบต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติในญี่ปุ่นของปรสิตที่ริเริ่มในปี 2555 โดยนักวิทยาศาสตร์ชีวภาคจากมหาวิทยาลัยฮิโรชิมา ได้ค้นพบปรสิตสายพันธุ์ใหม่ในปลาซักเกอร์ไฮฟิน (Sailfin catfish) ในลำธารที่ไหลผ่านมหาวิทยาลัย และได้ตีพิมพ์รายงานวิจัยเรื่องปรสิตชนิดใหม่ที่พบในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก จำนวน 2 สายพันธุ์ รวมถึงการยืนยันสายพันธุ์อื่นที่พบในปี 2555 โดยในรายงานได้กล่าวถึง ปรสิตรวมจำนวน 4 สายพันธุ์ ซึ่งพบที่เหงือกของปลาในวงศ์ catfish และจัดเป็นปรสิตที่อยู่ในวงโมโนจีเนีย (Monogenea)
 
 
ที่มา: foodsafetynews.com สรุปโดย: มกอช. (7/12/59)

ญี่ปุ่นพบการแพร่ระบาดไข้หวัดนก H5N6
           ญี่ปุ่นพบการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก H5N6 ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด Kagoshima, Aomori และ Niigata โดยจังหวัด Aomori และNiigata หน่วยงานอนามัยจังหวัด มีรายงานจากเกษตรกรฟาร์มเป็ดและฟาร์มไก่ พบเป็ดและไก่ในฟาร์มตายมากผิดปกติ และได้สั่งการทำลายสัตว์ปีกในพื้นที่จังหวัด Aomori จำนวน18,360 ตัว และจังหวัด Niigata จำนวน 310,000 ตัว นอกจากนี้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมได้ตรวจพบเชื้อไข้หวัดนก H5N6 จังหวัด Kagoshima จากการเก็บตัวอย่างน้ำในรังของนกป่าเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของฤดูกาลนี้
          
          อนึ่ง การะทรวงเกษตรป่าไม้และประมงญี่ปุ่น ได้แจ้งแก่หน่วยงานภาครัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้มงวดในการเฝ้าระวังและการควบคุม ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไข้หวัดนก H5N6 เพิ่มขึ้น


 
ที่มา : สรุปโดย มกอช. (2/12/59) 

ญี่ปุ่น พบสารตกค้าง Pyridabe ในกระเจี๊ยบเขียวจากไทย
           กระทรวงสาธารณสุขฯ ญี่ปุ่น แจ้งว่าได้ตรวจพบสาร Pyridaben (MRL 0.01 ppm.)ตกค้างในกระเจี๊ยบเขียวสดส่งออก จากบริษัท Taniyama Siam Co., Ltd. ของไทย เมื่อวันที่ 25 และ 28 ตุลาคม 2559 โดยพบสารตกค้างในปริมาณ 0.08 ppm. และ 0.03 ppm. ตามลำดับ

           ด้วยเหตุนี้  กระทรวงสาธารณสุขฯ ญี่ปุ่น จึงปรับระดับการสุ่มตรวจสาร Pyridaben ในกระเจี๊ยบเขียวสดแช่แข็ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปนำเข้าจากไทยเป็นร้อยละ 30  และหากตรวจพบสารชนิดนี้ตกค้างเกินมาตรฐาน จะพิจารณากักกันกระเจี๊ยบเขียวทุกรุ่นที่นำเข้าจากประเทศไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป สำหรับกระเจี๊ยบเขียวที่ส่งออกโดยบริษัท Taniyama Siam Co., Ltd. ญี่ปุ่นกำหนดให้ต้องนำผลวิเคราะห์สาร Pyridaben มาแสดงก่อนการอนุญาตนำเข้าทุกครั้ง

           อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจะเร่งหาสาเหตุ และดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป เพื่อป้องกันมิให้มีการส่งออกสินค้าที่มีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานไปยังญี่ปุ่นอีก
 
 
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ :
สรุปโดย มกอช. (1/12/59)

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

USA Food News_ข่าว กฎระเบียบ มาตรฐานอาหารของอเมริกา 1

FSIS แนะนำการติดฉลากใหม่ในเนื้อสัตว์
                หน่วยงานบริการตรวจสอบความปลอดภัยอาหาร (FSIS)  ภายใต้กระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา(USDA) เตรียมออกคู่มือการติดฉลากเพื่ออ้างถึงคุณลักษณะพิเศษในการผลิตปศุสัตว์ที่ระบุว่า ไร้ยาปฏิชีวนะ    ผลิตแบบอินทรีย์ วัวที่เลี้ยงด้วยหญ้า หรือปราศจากสารเร่งฮอร์โมน เป็นต้น
                ทั้งนี้ ด้านผู้ผลิตต้องการให้ FSIS อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการควบคุมการใช้ฉลาก รวมทั้งผู้เลี้ยงต้องส่งเอกสารยืนยันการควบคุมในขั้นตอนการเลี้ยงที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อสร้างความมั่นใจในผลิตภัณฑ์ โดยคำแนะนำใหม่ ซึ่งออกโดย FSIS จะเปิดให้แสดงความคิดเห็นเป็นเวลา 60 วัน
 
 
ที่มา: food Safety Magazine สรุปโดย: มกอช. 

ผู้ผลิตนมมะกันจี้รัฐเว้นสินค้าชีสจากรายการลดโซเดียม
            สมาคมอาหารนมนานาชาติ (IDFA) และสหภาพผู้ผลิตนมแห่งชาติ (NMPF) ของสหรัฐอเมริกา ยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (USFDA) นำชีสออกจากรายการที่แนะนำให้ปรับลดปริมาณโซเดียมหลังจากเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา USFDA ได้ออกร่างคำแนะนำให้บริษัทผลิตอาหารของสหรัฐฯ ปรับลดปริมาณการใช้โซเดียม โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผู้บริโภคลดการบริโภคโซเดียมจากเฉลี่ย 3,400 มิลลิกรัมต่อวัน ลดลงเหลือเพียง 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน
               อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมผลิตนมมองว่า อุปสรรคที่สำคัญในการลดปริมาณโซเดียม คือการพยายาม  หาวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับขั้นตอนการผลิตแต่ละรูปแบบ โดยปัจจุบัน โซเดียมมีบทบาทสำคัญ ในกระบวนการผลิตชีสและบ่มชีสโดยวิธีธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างจากอาหารประเภทอื่น เนื่องจากมีข้อจำกัดในการ ใช้เกลือที่เหมาะสมต่อการผลิตชีสแต่ละประเภท (ไม่สามารถเติมเกลือได้ในปริมาณที่ไม่จำกัด)

ที่มา: The Beef site สรุปโดย: มกอช.

สหรัฐฯพบไวรัสก่อโรคคล้ายโปลิโอในหมู
                ก่อนหน้านี้ มีรายงานการพบตัวอย่างสุกรบริเวณชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ที่มีความผิดปกติบริเวณขาหลัง โดยเป็นสุกรอายุ 11 สัปดาห์ ทำให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริการ่วมกันเก็บรวบรวมหลักฐานและวิเคราะห์ผลกระทบของโรคดังกล่าวต่ออุตสาหกรรมมสุกรในประเทศ
                การตรวจสอบตัวอย่างพบว่ามีเชื้อไวรัสกลุ่ม Sapeloviruses ในสุกรในบริเวณประสาทส่วนกลางที่เกิดความเสียหาย แต่สายพันธุ์ที่พบเป็นสายพันธุ์ที่ต่างจากที่พบได้ทั่วไป โดยขณะนี้นักวิจัยกำลังเร่งพิจารณาของการติดเชื้อไวรัสดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อระบบประสาทไขสันหลัง หรือก่อให้เกิดอาการทางประสาทอื่นๆอีกหรือไม่ ทั้งนี้ในเบื้องต้น กลุ่มนักวิจัยประเมินว่าไวรัสดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสียหายในสุกรเลี้ยงร้อยละ 1-2 และยังไม่รายงานการติดต่อสู่คน

ที่มา: thepigsite.com สรุปโดย: มกอช. 
สหรัฐฯ อนุมัติมันฝรั่ง GMO เพิ่ม 3 สายพันธุ์
                กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) เปิดไฟเขียวให้กับมันฝรั่งดัดแปลงพันธุกรรม 3 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์  PPO_KO จากบริษัท Calyxt และสายพันธุ์ X17 และ Y9 จากบริษัท J.R Simplot ทั้ง 2 บริษัทได้ออกมาชี้แจงถึงการดัดแปลงพันธุกรรมมันฝรั่ง ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยลดการสูญเสีย โดยจะทำให้ลดปริมาณการทิ้งมันฝรั่งที่พบรอยช้ำซึ่งเกิดการถูกกระแทก และการเปลี่ยนสีของมันฝรั่งระหว่างการขนส่ง
                อนึ่ง บริษัท Calyxt นั้นเคยได้รับอนุญาตให้ดัดแปลงพันธุกรรมมันฝรั่งแล้ว 1 สายพันธุ์ เมื่อปี 2557 ซึ่งในปัจจุบันมันฝรั่งสายพันธุ์ดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการทดลองเพาะปลูก

ที่มา: foodsafetynews.com สรุปโดย: มกอช.

ผู้ประกอบการ US หันมาใช้ข้าวสาลีเลี้ยงสัตว์เนื่องจากราคาถูก, โปรตีนสูง
            นักวิเคราะห์การตลาดคาดการณ์ว่าจะมี ความต้องการข้าวสาลีเพิ่มซึ่งมีการนำเข้ามาแทนที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีราคาสูง และคาดว่าข้าวสาลีจะเป็นส่วนประกอบหลักในอาหารสัตว์ใน 1-2 ปีข้างหน้า  เนื่องจากข้าวสาลีมีราคาถูกกว่าข้าวโพดและมีปริมาณโปรตีนที่สูงกว่า กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) เผยว่าความต้องการข้าวสาลีที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลดีต่อปริมาณข้าวสาลีที่ล้นตลาดในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้ราคาข้าวสาลีลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จนบางรัฐได้ประกาศราคาของข้าวสาลีที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี นอกจากนี้ มีข้อสังเกตุว่าผลผลิตข้าวสาลีที่มีปริมาณมากจนเกินอาจไปส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณโปรตีนในข้าวสาลี ผู้ประกอบการจึงต้องเพิ่มปริมาณโปรตีนจากถั่วเหลืองและธัญพืชชนิดอื่นๆ ผสมในอาหารสัตว์ด้วย
  

ที่มา thepigsite.com สรุปโดย มกอช.

US บริโภคอาหารทะเลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
                รายงานจากองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NOAA) พบว่าการบริโภคอาหารทะเลของชาวอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 มีค่าเฉลี่ยการบริโภคอาหารทะเลของชาวอเมริกาเพิ่มขึ้น 15.5 ปอนด์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2557 ถึง 0.9 ปอนด์ ทั้งนี้รายงานการประมงของสหรัฐอเมริกา ยังเผยถึงตัวเลขการค้าประมงของสหรัฐอเมริกาว่ามีปริมาณถึง 9.7 พันล้านปอนด์ คิดเป็นมูลค่าถึง 5.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งปลาที่เป็นที่นิยมและมีปริมาณการค้าขายมากที่สุด ยังคงเป็น ปลาอลาสก้าโพล็อค โดยปริมาณที่จับมีมูลค่า 3.3 พันล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 4% จากปีที่แล้ว) นอกจากนี้ ยังมีปลา Atlantic menhaden และ Gulf menhaden ซึ่งมีมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ ( เพิ่มขึ้น 29% ) จึงถือได้ว่าปลาและอาหารทะเลเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่นำเงินเข้าสู่เศรษฐกิจของประเทศหลายพันล้าน และสนับสนุนการจ้างงานกว่า 1.8 ล้านคน
 

ที่มา: thefishsite.com สรุปโดย: มกอช.

















วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Hongkong Food News_ฮ่องกงอนุญาตค้าสัตว์ปีกอีกครั้งหลังพบเชื้อไข้หวัดนก

กระทรวงอาหารและสุขภาพฮ่องกง อนุญาตให้ค้าสัตว์ปีกมีชีวิตได้อีกครั้ง ในวันที่ 9 มิ.ย. 2559 หลังจากรัฐบาลได้ทำการประเมินความเสี่ยง โดยการสำรวจสถานการณ์จากการสุ่มตรวจสัตว์ปีก 3360 ตัวอย่างจากฟาร์มท้องถิ่นและ 270 ตัวอย่างจากตลาดค้าส่ง Cheung Sha Wan พบว่าไม่มีการติดเชื้อไข้หวัดนก H7N9
                ทั้งนี้ กระทรวงเกษตร ประมง และทรัพยากรฮ่องกง แจ้งว่าจุดค้าส่งสัตว์ปีก 90 แห่ง จากทั้งหมด 130 ได้ผ่านการตรวจสอบสุขอนามัยแล้ว และจะทยอยตรวจสอบจุดค้าส่งที่เหลือต่อไป สำหรับที่มาของไข้หวัดนกที่ได้มีการตรวจพบเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้วนั้นยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ
        

ที่มา : www.china.org.cn
สรุปโดย : 
สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

USA Food News_สหรัฐฯตรวจพบแบคทีเรียที่มีความต้านทานยา Colistin ในสุกรเลี้ยง

สหรัฐฯยืนยีนพบเชื้อ E.coli สายพันธุ์ดื้อยา Colistin ในมนุษย์ ชี้มียีนชนิดเดียวกับที่ตรวจพบก่อนหน้านี้ของเชื้อดื้อยาในลำไส้สุกร หวั่นเป็นภัยร้ายแรงด้านสาธารณะสุข
                กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) และกระทรวงสาธารณสุข (Department of Health and Human Services : HSS) พบเชื้อแบคทีเรีย E.coli ที่มียีน mcr-1 ส่งผลให้เชื้อดังกล่าวดื้อยา Colistin ที่เป็นยาปฏิชีวนะที่ต้องควบคุมการใช้เป็นพิเศษ และใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาหลายชนิดในเวลาเดียวกัน ซึ่งไม่สามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทั่วไปตามท้องตลาดได้
                เชื้อดื้อยา Colistin ถูกค้นพบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 ทั้งในจีน ยุโรป และแคนาดา โดยนอกจากเชื้อ E.coli ยังพบสายพันธุ์ Salmonella Typhimurium ในฟาร์มสุกรอีก ซึ่งเชื้อดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญของโรคท้องร่วง และก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงในมนุษย์ โดยเฉพาะการก่อให้เกิดภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบและการติดเชื้อในกระแสเลือด
                จากปัญหาดังกล่าว สหรัฐฯ กำลังเร่งกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา โดยเฉพาะการตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งฟาร์มสุกรมต้นทาง เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อที่มียีน mcr-1 ในวงกว้าง และตรวจสอบเชื้อสายพันธุ์อื่นที่อามียีนดังกล่าว พร้อมทั้งคุณสมบัติการดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่มอื่นๆ ทั้งกลุ่ม ampicillin , streptomycin , sulfisoxazole และ tetracycline นอกจากนี้ USDA ได้จะเร่งผลักดัน ร่างกฎระเบียบ Preservation of Antibiotics for Medical Treatment Act (PAMTA) เพื่อจำกัดการใช้สารปฏิชีวนะในสัตว์ ซึ่งข้อกังวลว่าอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา จากการปฎิบัติที่ไม่ถูกต้อง หรือการให้ยาต่ำกว่าที่ควรได้รับ (sub-therapeutic levels) ด้วย
 
ที่มา : The Pig Site
สรุปโดย : สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559

EU Food News_EU เตรียมบังคับใช้กฎหมายสุขภาพสัตว์ฉบับใหม่ปลายเมษายน 59

สหภาพยุโรปลงมติยอมรับกฎหมายสุขภาพสัตว์ฉบับใหม่ โดยคณะกรรมาธิการด้านความปลอดภัยอาหารและสุขภาพ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นตัวช่วยในการต่อสู้กับโรคสัตว์และเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ

                กฎหมายฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 เมษายน 2559 ถือเป็นการปูทางให้ระบบต่างๆ มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับโรคจากสัตว์เพิ่มมากขั้น ทั้งโรคติดต่อในสัตว์ เช่น โรคปากเท้าเปื่อย โรค Bluetongue ที่สามารถสร้างความเสียหายแก่สังคมและเศรษฐกิจได้ และโรคอื่นๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์ เช่น โรคไข้หวัดนก หรือโรคอุบัติใหม่อื่นๆ

                กฎหมายฉบับใหม่นี้เป็นกฎหมายที่ครอบคลุมกรอบการดำเนินงานด้านสุขภาพสัตว์อย่างไม่ซับซ้อนและมีความชัดเจนต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่ากฎหมายฉบับเดิมด้วย ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจัดลำดับความสำคัญเมื่อต้องจัดการกับโรคสัตว์ได้ ทั้งยังระบุความรับผิดชอบระหว่างผู้เลี้ยงสัตว์ พ่อค้า สัตวแพทย์ กับหน่วยงานระดับชาติ พร้อมทั้งวางเครื่องมือการแจ้งเตือนและการตรวจสอบให้ดีกว่าเดิมเพื่อต่อสู้กับโรคสัตว์ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดโรคระบาดในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและช่วยลดผลกระทบด้านสังคมและเศรษฐกิจด้วย

                นอกจากนี้ กฎหมายฉบับใหม่ยังตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น เชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ พร้อมทั้งวางรากฐานในการกำหนดการตรวจสอบเชื้อก่อโรคในสัตว์ที่มีการดื้อยาปฏิชีวนะ และยังมีการเสนอข้อกำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับยารักษาสัตว์และยาที่ผสมในอาหารสัตว์ ซึ่งปัจจุบันรัฐสภายุโรปและสภาได้เริ่มเจรจากันแล้ว
 
 
ที่มา: thepoultrysite สรุปโดย: สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

EU Food News_MEPs ย้ำสนับสนุนข้อบังคับการติดฉลาก COOL


สมาชิกสภายุโรป (MEPs) ด้านความปลอดภัยอาหารเน้นย้ำการสนับสนุนการเพิ่มข้อบังคับการติดฉลากแหล่งกำเนิด (Country of origin labelling: COOL) สำหรับเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม

                MEPs กล่าวว่า ข้อบังคับการติดฉลาก COOL จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์อาหาร โดยการทำให้ห่วงโซ่อาหารมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ซึ่ง MEPs ได้สนับสนุนข้อบังคับการติดฉลากแหล่งกำเนิดหรือแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป และการติดฉลากดังกล่าวควรทำให้มีผลบังคับใช้กับเนื้อสัตว์ (เนื้อวัว เนื้อสุกร เนื้อแกะ เนื้อแพะ และเนื้อสัตว์ปีก)
นมและนมที่ใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์นม อาหารที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบชนิดเดียว และส่วนประกอบที่มีสัดส่วนในอาหารมากกว่า 50%

                นอกจากนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคในปี 2556 พบว่า ผู้บริโภค 84% เห็นว่ามีความจำเป็นต่อการบ่งบอกแหล่งที่มาของนม 88% เห็นว่ามีความจำเป็นในการติดฉลากสำหรับเนื้อสัตว์ (เนื้อสัตว์นอกเหนือจากเนื้อวัว หมู แกะ แพะ และสัตว์ปีก ซึ่งคลอบคลุมแล้ว) และมากกว่า 90% เห็นว่าการติดฉลากสำหรับอาหารแปรรูปมีความสำคัญ

                ทั้งนี้ MEPs ยังชี้ให้เห็นว่า การบังคับให้บ่งชี้แหล่งที่มาของนมที่ใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์นม เป็นมาตรการที่มีประโยชน์เพื่อรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์นม ต่อสู้กับอาหารปลอมแปลงและป้องกันปัญหาการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ MEPs ได้เสาะหาความเห็นเกี่ยวกับการติดฉลากแหล่งกำเนิดอย่างต่อเนื่อง




ที่มา: thecattlesite สรุปโดย: สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ


* Member of the European Parliament (MEPs)

USA Food News_FSIS ปรับระเบียบความปลอดภัยอาหารจากสุกร

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2552 หน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยอาหาร (Food Safety and Inspection Service : FSIS) กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ประกาศร่างระเบียบที่แก้ไขและปรับปรุงเพิ่มเติมจากระเบียบสำหรับผลิตภัณฑ์จากเนื้อและสัตว์ปีกในปัจจุบัน 
  ในส่วนของข้อกำหนดการควบคุมและกำจัดพยาธิตัวกลมสำหรับสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรให้มีความเหมาะสม 
 ปรับปรุงข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์จากเนื้อและสัตว์ปีกที่ผ่านกระบวนการทำให้ปลอดเชื้อด้วยความร้อน
 ในส่วนของการยกเลิกข้อกำหนดการควบคุมพยาธิตัวกลมสำหรับสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรนั้น เนื่องจาก FSIS เห็นว่ามีกฎระเบียบด้านการวิเคราะห์อันตรายและควบคุมความเสี่ยงจุดวิกฤติ (HACCP) ในสถานประกอบการผลิต ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงของพยาธิตัวกลมและปรสิตอื่นๆ อยู่แล้ว

                ทั้งนี้ FSIS จะพัฒนาคู่มือแนวทางการปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการเพื่อประกาศระเบียบฉบับสมบูรณ์และร่างกฎระเบียบดังกล่าวจะเปิดรับข้อคิดเห็นเป็นเวลา 60 วัน ผ่าน 
www.Regulations.gov โดยสามารถสืบค้นได้จาก Docket No. FSIS 2015-0036
 
 
ที่มา The Pig Site สรุปโดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

EU Food News_คาดการณ์อุตฯ เนื้อสัตว์ปีกใน EU ขยายตัวต่อไป

 รายงานคาดการณ์ระยะสั้นของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เผยปริมาณการผลิตเนื้อสัตว์ปีกในปี 2558 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2557 และคาดว่าอัตราการขยายตัวของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ปีกจะลดลงในปี 2559 ทั้งนี้ในส่วนของปริมาณการผลิตเนื้อสัตว์ปีกใน EU ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2558 เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2557 และคาดว่าปริมาณการผลิตโดยรวมจะเพิ่มขึ้น 2.6% ในปี 2558 ซึ่งมากกว่าปี 2557 (13.6 ล้านตัน)
            
             ปริมาณการส่งออกของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ใน EU ในครึ่งปีแรกของปี 2558 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2% แม้จะมีการสูญเสียตลาดรัสเซียแต่ก็มีการขยายตัวของตลาดส่งออกทดแทนในประเทศฟิลิปปินส์ เบนิน ซาอุดิอาระเบียและกานา โดยเฉพาะการส่งออกไปยังยูเครนมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 27,500 ตัน และการส่งออกเนื้อหมูไปฮ่องกงและจีนก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

              สำหรับปริมาณส่งออกเนื้อสัตว์ตลอดปี 2558 จะมีการขยายตัวประมาณ 3.5% ไปอยู่ที่ 1.4 ล้านตัน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นของหลายประเทศในทวีปเอเชียและแอฟริกา ถึงแม้แอฟริกาใต้จะมีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับประเทศใน EU เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศก็ตาม โดยรวมแล้วในปี 2559 คาดว่าการส่งออกจะมีปริมาณการขยายตัวไม่เกิน 25,000 ตัน
             
              ในส่วนของปริมาณนำเข้าสัตว์ปีกจากบราซิลพบว่าลดลงถึง 25,000 ตัน โดยพบว่าบราซิลขยายการส่งออกไปนอกตลาด EU เพิ่มขึ้น ซึ่ง EU ได้นำเข้าจากประเทศไทยเป็นการทดแทน ทั้งนี้ราคาของเนื้อสัตว์ปีกมีการฟื้นตัวและลอยตัวในเดือนที่ผ่านมาประมาณ 190-195 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 100 kg และคาดว่าราคาจะลดลงตามฤดูกาลในเดือนกันยายนและตุลาคม ปี 2558 ทั้งนี้ปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ของประชากร EU ถูกคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คือ 22.5 kg และ 22.7 kg ในปี 2558 และปี 2559 ตามลำดับ
 

ที่มา : http://www.thepoultrysite.com/ (4/11/58)
มกอช.

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

USA Food News_US เปลี่ยนแบบฟอร์มสุขอนามัยผลิตภัณฑ์ไข่ส่งออก

            หน่วยงาน The Food Safety and Inspection Services (FSIS) ในสังกัดกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ได้ทำการเปลี่ยนรูปแบบการใช้แบบฟอร์ม “ใบอนุญาตการส่งออกสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไข่” (Egg Product Inspection Certificate) จากสหรัฐฯไปยังต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2558 โดยจากเดิมที่ปัจจุบันใช้แบบฟอร์มหมายเลข “FSIS PY-200 – Egg Product Inspection Certificate” เปลี่ยนเป็นเอกสารหมายเลข “FSIS 9060-5EP” ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่หน่วยงาน FSIS/USDA ใช้ในการรับรองผู้ส่งออกผลิตภัณฑจากไข่ของสหรัฐฯไปยังต่างประเทศว่าได้มีการปฏิบัติตามระเบียบภายใต้กฏหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว

            อนึ่ง หน่วยงาน FSIS/USDA มีหน้าที่ในการรับผิดชอบตรวจสอบดูแลสุขอนามัยของผลิตภัณฑ์อาหารประเภทเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากไข่ ซึ่งจำหน่ายในสหรัฐฯ เพื่อให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัย บริสุทธิ์ และมีการติดฉลากสินค้าและบรรุภัณฑ์สินค้าอย่างถูกต้องเหมาะสม โดยอาศัยอำนาจกฎหมายดังนี้
           
 - the Federal Meat Product Inspection Act
            - the Poultry Product Inspection Act
            - the Egg Product Inspection Act โดยผลิตภัณฑ์จากไข่ที่อยู่ในความตรวจสอบดูแลของหน่วยงาน FSIS/USDA ภายใต้กฎหมาย the Egg Product Inspection Act จะหมายถึงผลิตภัณฑ์จากไข่ที่ผ่านการปอกเปลือกแล้ว ทั้งชนิดเหลว แช่แข็ง หรือ อบแห้ง ซึ่งจะนำไปเข้าสู่กระบวนการแปรรูปในลักษณะต่างๆต่อไป

            แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมาย the Egg Product Inspection Act ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่า การตรวจสอบการนำเข้าและส่งออก “ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของปริมาณไข่เล็กน้อยจนไม่ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากไข่” (Product Containing small amount of egg) ถือว่าเป็นสินค้าที่อยู่ในความดูแลและการตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) และกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ (US Department of Human Health Service) ร่วมกับหน่วยงาน Agricultural Marketing Service (AMS) ของ USDA
 
 
 
 
ที่มา: สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี (27-08-58)

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

USA Food News_FDA สหรัฐฯ อนุญาตให้ใช้เมล็ดดอกคำฝอย (Safflower seed Meal) ในอาหารสัตว์

U.S. Food and Drug Administration (USFDA) แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบความปลอดภัยสารเติมแต่งอาหาร โดยอนุญาตให้ใช้เมล็ดดอกคำฝอยที่ตัดแต่งพันธุกรรม (Bioengineered safflower) (Carthamus tinctorius L.) ในอาหารสัตว์สำหรับโคเนื้อและสัตว์ปีก โดยเฉพาะดอกคำฝอยที่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรมที่เกิดจากเชื้อราน้ำ Saprolegnia diclina เพื่อการผลิต gamma-linolenic acid ในน้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย เนื่องจากมีสารตกค้าง    ในดินจากขั้นตอนการสกัดน้ำมันของเมล็ดดอกคำฝอย เพื่อความปลอดภัยในสินค้าโคเนื้อและสัตว์ปีกจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังนี้
1) สารเติมแต่งต้องมีโปรตีนหยาบมากกว่าร้อยละ 20/ไฟเบอร์หยาบน้อยกว่าร้อยละ 40/ความชื้นน้อยกว่าร้อยละ 10 และ ไขมันดิบน้อยกว่าร้อยละ 2
2) ไขมันดิบในสารเติมแต่งอาหารจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดดังนี้ ปริมาณ gamma-linolenic acid ไม่เกินร้อยละ 55/ปริมาณ stearidonic acid และ cis, cis-6และ 9-octadecadienoic acid ไม่เกินร้อยละ 0.5 และ ปริมาณทั้งหมดของ palmitic, stearic, oleic, linoleic และกรดไขมันอื่นๆไม่เกินร้อยละ 40
3) การใช้สารเติมแต่งอาหารโคเนื้อและสัตว์ปีกที่เป็นแหล่งของโปรตีนจะต้องเป็นไปตามการปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหารสัตว์ (Good manufacturing practice: GMP)
4) ระบุชื่อสารเติมแต่งอาหารหรือชื่อสามัญของดอกคำฝอยและวิธีการใช้ที่เพียงพอของอาหารสัตว์สำหรับโคเนื้อและสัตว์ปีกบนฉลาก
กรมการค้าต่างประเทศจะติดตามความเคลื่อนไหวการกำหนดมาตรฐานและการปรับแก้ไขมาตรการ/กฎระเบียบ      ต่าง ๆ ของประเทศคู่ค้าของไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะประสานเผยแพร่ข้อมูลให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน  เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตและปรับปรุงสินค้าให้ถูกต้องตรงตามมาตรฐานที่ ประเทศคู่ค้ากำหนดได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถสืบค้นรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://hkmb.hktdc.com/en/1X0A2WZD/hktdc-research/FDA-Allows-Use-of-Certain-Safflower-Seed-Meal-in-Animal-Feed

ที่มา :  http://hkmb.hktdc.com
กรมการค้าต่างประเทศ