แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นำเข้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นำเข้า แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

AUS Food News_แผนการสุ่มตัวอย่างใหม่สาหรับกุ้งสดและเนื้อกุ้งสดที่มีการระงับการนำเข้า

กระทรวงเกษตรและทรัพยากรน้้ำของออสเตรเลีย (Department of Agriculture and Water Resources) ได้เผยแพร่ประกาศลงวันที่ 17 มกราคม 2560 แจ้งให้ผู้ประกอบการน้าเข้าสินค้าและผู้ค้าปลีกรับทราบ เรื่อง แผนการสุ่มตัวอย่างใหม่ส้าหรับกุ้งสดและเนื อกุ้งสดที่เข้าข่ายถูกระงับการน้าเข้า (04-2017 New sampling protocol for suspended uncooked prawns and uncooked prawn meat imports) ทางเว็บไซต์ http://www.agriculture.gov.au/import/industry-advice/2017/04-2017

โดยสินค้ากุ้งสดที่ถูกระงับการนำเข้า ได้แก่
- กุ้งสดและเนื้อกุ้งสด และ
- กุ้งสดและเนื้อกุ้งสดที่หมักในซอสหรือผงแห้ง (Marinated) เพื่อการบริโภค

การตรวจวิเคราะห์กุ้งสด (Uncooked prawn)
กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียก้าหนดแนวทางการตรวจสอบและตรวจวิเคราะห์ที่เข้มงวดส้าหรับสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งมายังออสเตรเลีย โดยที่ตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าจะต้องปิดผนึกสมบูรณ์ และเอกสารใบตราส่งสินค้าทางทะเลหรือ BL (Bill of Lading) ฉบับจริง ต้องระบุว่าส่งออกจากประเทศ ต้นทางในวันที่หรือก่อนวันที่ 8 มกราคม 2560 เจ้าหน้าที่ Biosecurity จะสุ่มตัวอย่างสินค้าทุกรุ่นการผลิต (Batch) จากสินค้าที่ส่งออกแต่ละครั งหรือแต่ละ Consignment โดยเก็บตัวอย่างรุ่นละ 13 ตัวอย่าง แต่ละตัวอย่างประกอบด้วยกุ้งจ้านวน 5 ตัว โดยผู้น้าเข้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียกำหนด
จากนั้นจะน้าส่งตัวอย่างทั้งหมดให้แก่ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ที่ได้รับการรับรอง โดยผู้นำเข้าสามารถเลือกห้องปฏิบัติการได้และเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง หากพบว่ามีการติดเชื อไวรัสตัวแดงดวงขาวหรือ White Spot Syndrome Virus (WSSV) จะต้องน้าสินค้ารุ่นนั นๆ ไปต้ม ส่งกลับ หรือท้าลายโดยผู้น้าเข้าเป็น ผู้ออกค่าใช้จ่าย หากเลือกวิธีการน้าไปต้ม ผู้น้าเข้าต้องติดต่อกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียเพื่อพิจารณาว่าจะด้าเนินการอย่างไรและที่สถานที่ใด หากตรวจไม่พบเชื อไวรัสในตัวอย่าง จะต้องมีการตรวจวิเคราะห์อีกครั งเพื่อยืนยันโดยห้องปฏิบัติการ Australian Animal Health Laboratory (AAHL) โดยใช้ตัวอย่างที่เหลือจากการส่งให้กับห้องปฏิบัติการที่ผู้น้าเข้าเป็นผู้เลือก ห้องปฏิบัติการ AAHL จะส่งผลการตรวจวิเคราะห์ให้กับกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นผู้แจ้งผลให้ผู้น้าเข้ารับทราบรวมถึงแนวทางด้าเนินการกับสินค้ารุ่นนั นๆ ทั้งนี กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายใน
การตรวจวิเคราะห์เพื่อยืนยัน

การตรวจวิเคราะห์กุ้งหมักซอสหรือผงแห้ง (Uncooked marinated prawns – wet or dry)
โดยที่ตู้สินค้าต้องมีการปิดผนึกสมบูรณ์และ BL ฉบับจริงระบุว่าสินค้ามีการส่งออกในวันที่หรือก่อนวันที่ 8 มกราคม 2560 เจ้าหน้าที่ Biosecurity จะสุ่มตัวอย่างทุกรุ่นการผลิต (Batch) ในสินค้า แต่ละ Consignment โดยเก็บตัวอย่างรุ่นละ 13 ตัวอย่าง แต่ละตัวอย่างประกอบด้วยกุ้งจ้านวน 5 ตัว โดยผู้น้าเข้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียก้าหนด ตัวอย่างจะถูกส่งไปที่ห้องปฏิบัติการ AAHL เพื่อด้าเนินการวิเคราะห์ ห้องปฏิบัติการ AAHL จะส่งผลการตรวจวิเคราะห์ให้กับกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นผู้แจ้งผลให้ผู้น้าเข้ารับทราบรวมถึงแนวทางด้าเนินการกับสินค้ารุ่นนั นๆ โดยผู้น้าเข้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์ ทั งนี สามารถขอทราบค่าใช้จ่ายได้จากห้องปฏิบัติการ AAHL โดยตรง

สานักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจากรุงแคนเบอร์รา

AUS Food News_ออสเตรเลียระงับการนาเข้ากุ้งสดและเนื้อกุ้งสดเป็นระยะเวลา 6 เดือน

สืบเนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโรคตัวแดงดวงขาวหรือ White Spot Syndrome Virus (WSSV) ในฟาร์มกุ้งกุลาดาจานวน 5 แห่ง ในรัฐควีนสแลนด์ของออสเตรเลียตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2559 โดยที่ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ปลอดจากโรคนี้ กระทรวงเกษตรและทรัพยากรน้าของออสเตรเลีย (Department of Agriculture and Water Resources) ได้เผยแพร่ประกาศลงวันที่ 7 มกราคม 2560 แจ้งให้ผู้ประกอบการนาเข้าสินค้าและผู้ค้าปลีกรับทราบ เรื่อง การระงับการนาเข้าเข้ากุ้งสดและเนื้อกุ้งสด (02-2017 Suspension of uncooked prawns and uncooked prawn meat) ทางเว็ปไซต์ http://www. agriculture.gov.au/import/industry-advice/2017/02-2017

ผู้อานวยการหน่วยงานความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ประกาศระงับการนาเข้าสินค้ากุ้งดังต่อไปนี้ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2560 เป็นต้นไป
- กุ้งสดและเนื้อกุ้งสด และ
- กุ้งสดและเนื้อกุ้งสดที่หมักในซอสหรือผงแห้ง (Marinated) เพื่อการบริโภค

สินค้าในกลุ่มต่อไปนี้ได้รับการยกเว้น
- กุ้งสดและเนื้อกุ้งสดที่นาเข้าจากประเทศ New Caledonia
- กุ้งสดและเนื้อกุ้งสดที่แปรรูปเป็น Dumplings, spring rolls, samosas และสินค้าประเภทติ่มซาและรูปแบบใกล้เคียง
- กุ้งสดและเนื้อกุ้งชุปแป้งหรือขนมปังเพื่อการบริโภค
สินค้าที่เข้าข่ายถูกระงับการนาเข้าซึ่งอยู่ระหว่างการขนส่งมายังออสเตรเลียหรือสินค้าที่ถึงท่าแล้วแต่ยังไม่ได้รับตรวจปล่อยจากการควบคุมด้าน Biosecurity จะได้รับอนุญาตให้นาเข้าได้ ทั้งนี้ เอกสาร ใบตราส่งสินค้าทางทะเลหรือ BL (Bill of Lading) ต้องระบุว่าส่งออกจากประเทศต้นทางในวันที่หรือก่อนวันที่ 8 มกราคม 2560 ตู้คอนเทนเนอร์จะต้องปิดผนึกสนิท สินค้าทั้งหมด (100%) จะต้องถูกสุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์อย่างเข้มงวด ผู้นาเข้าอาจเลือกที่จะส่งสินค้ากลับไปยังต้นทางได้หากไม่ประสงค์ที่จะถูกตรวจสอบ การยุ่งเหยิงกับสินค้าก่อนที่เจ้าหน้าที่ Biosecurity จะเข้าไปตรวจสอบ จะส่งผลให้สินค้าถูกส่งกลับและอาจถูกดาเนินการตามกฎหมาย
สินค้าที่เข้าข่ายถูกระงับการนาเข้าซึ่งมีเอกสาร BL ระบุวันที่ส่งออกจากต้นทางตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2560 เป็นต้นไปจะถูกระงับการนาเข้า หากมีการนาเข้ามายังออสเตรเลียจะต้องถูกส่งกลับหรือทาลายโดยผู้นาเข้าเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
ใบอนุญาตนาเข้า (Import permits) สาหรับสินค้าที่เข้าข่ายจะถูกระงับการใช้งานตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2560 เป็นต้นไป และจะงดพิจารณาคาร้องใหม่ที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคาสั่งเปลี่ยนแปลง สาหรับการขออนุญาตนาเข้าสินค้าที่เข้าข่าย ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการระงับการนาเข้า รวมถึงข้อมูลคาถาม-ตอบ ได้ที่เว็บไซต์ของกระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลีย http://www. agriculture.gov.au/import/goods/uncooked-prawns
แม้ว่าโรคกุ้งไวรัสตัวแดงดวงขาวหรือ WSSV จะเป็นโรคระบาดร้ายแรงสาหรับสัตว์น้าใน กลุ่ม Crustaceans ซึ่งประกอบด้วยกุ้ง กั้ง และปู แต่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียอยู่ระหว่างดาเนินการตรวจสอบและตรวจวิเคราะห์กุ้งสดและเนื้อกุ้งสดนาเข้าสู่ประเทศออสเตรเลียแล้ว หากมีการตรวจพบจะนาสินค้าออกจากท้องตลาดและนาไปทาลายทันที

สานักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจากรุงแคนเบอร์รา
ที่มา http://www.fisheries.go.th

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

EU Food News_EU ออกข้อแนะนำควบคุมการปนเปื้อน Δ9-tetrahydrocannabinol และ cannabinoids อื่นๆ ในอาหาร

     เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๙ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ตีพิมพ์ประกาศ Commission Recommendation (EU) 2016/2115 of 1 December 2016 on the monitoring of the presence of Δ9-tetrahydrocannabinol, its precursors and other cannabinoids in food ใน EU Official Journal L 327/103  ซึ่งเป็นข้อแนะนำว่าด้วยการควบคุมการปนเปื้อนของ Δ9-tetrahydrocannabinol และสารตั้งต้น รวมถึง cannabinoids อื่นๆ ในอาหาร สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
               ข้อแนะนำว่าด้วยการควบคุมการปนเปื้อนของ Δ9-tetrahydrocannabinol และสารตั้งต้น รวมถึง cannabinoids อื่นๆ ในอาหารที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรป โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิกผู้ประกอบการภาคเอกชนใน EU  ต้องให้ความร่วมมือในการสุ่มตรวจสินค้าอาหารเพื่อหา     Δ9-tetrahy- drocannabinol และสารตั้งต้น (precursors) รวมถึง cannabinoids อื่นๆ
                สาเหตุเนื่องจากมีการตรวจพบ tetrahydrocannabinol (THC) ตกค้างในนมและอาหาร อื่นๆ ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากสัตว์ ซึ่ง tetrahydrocannabinol หรือ delta-9-tetrahydrocannabinol (Δ9-THC) เป็นส่วนประกอบสำคัญที่มาจากกัญชง (Hemp : Cannabis sativa) โดย EFSA ได้กำหนด ค่าอ้างอิงวิกฤต* (Acute Reference Dose : ARfD) ของ delta-9-tetrahydrocannabinol ไว้ที่ระดับ ๑ µg Δ9-THC/กิโลกรัมของน้ำหนักตัว
                  ดังนั้น เพื่อให้ EU ได้มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตกค้างของสารดังกล่าวในสินค้าอาหาร ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากสัตว์ รวมถึงค่าถ่ายเทจากอาหารสัตว์ไปสู่อาหารมนุษย์ จึงกำหนดให้มีการสุ่มตรวจ สินค้าอาหารที่มีแหล่งกำเนิดมาจากสัตว์ โดยเฉพาะอาหารที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ที่ถูกเลี้ยงมาด้วยอาหารสัตว์ ที่มีส่วนผสมของกัญชง หรือจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีกัญชงเป็นส่วนประกอบ ตลอดจนในสินค้าอาหาร ที่ทำจากกัญชง หรือที่มีกัญชงเป็นส่วนประกอบ หรือที่มีส่วนผสมที่มาจากกัญชงด้วย เพื่อวิเคราะห์หาตัวตั้ง ต้น non-psychoactive ซึ่งได้แก่ delta-9-tetrahydrocannabinolic acids (2-COOH-Δ9-THC termed Δ9-THCA-A และ 4-COOH-Δ9-THC termed Δ9-THCA-B) และ  cannabinoids อื่นๆ อาทิ delta-8-tetrahydrocannabinol (Δ8-THC), cannabinol (CBN), cannabidiol (CBD) และ delta-9-tetrahydrocannabivarin (Δ9-THCV) 
                    ทั้งนี้ EU กำหนดให้การสุ่มตรวจตัวอย่างต้องเป็นไปตามข้อกำหนด Commission Regulation (EC) No 401/2006 รวมถึงให้อิงใช้วิธีตรวจวิจัย chromatographic separation coupled with mass spectrometry (LC-MS or GC-MS) ตามด้วย clean-up step (liquid-liquid LLE) หรือ solid phase extraction (SPE) โดยเสนอว่าควรใช้เทคนิค chromatographic ที่สามารถกำหนดแยกค่าของ Δ9-THC ออกจากสารตั้งต้นและ cannabinoids อื่นๆ ในอาหารได้ด้วย
                    โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิก EU ต้องส่งมอบผลการสุ่มตรวจหาสารดังกล่าวในอาหาร อย่างสม่ำเสมอ และรวบรวมส่งผลอย่างช้าสุดภายในเดือนตุลาคม  ๒๕๖๒ ตามแบบฟอร์มที่ EFSA กำหนดไว้ใน “Guidance of EFSA on Standard Sample Description for Food and Feed” และข้อกำหนดเฉพาะ อื่นๆ ของ EFSA ร่วมด้วย
ทั้งนี้ รายละเอียดข้อแนะนำดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังต่อไปนี้
                                                                                                                โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

* ค่าอ้างอิงวิกฤติ (Acute Reference Dose-ARfD) 

:  ค่าอ้างอิงวิกฤติ (ARJD) เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องทำในการประเมินความปลอดภัย ของสารเคมีเกษตรทุกชนิด ค่าARJD นี้ เป็นการประมาณค่าปริมาณของสารใดสารหนึ่งในอาหาร หรือน้ำดื่ม ที่สามารถบริโภคได้ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เช่น ต่อมื้อ หรือ ต่อวันโดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยคำนวณเป็นเปอร์เซนต์ (หรือร้อยละ) ของน้ำหนักตัว

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Hongkong Food News_ฮ่องกงพบปูขนนำเข้าจากจีนปนเปื้อนสาร Dioxin

ฮ่องกงระงับการนำเข้าปูขนจากมณฑล Jiangsu ของจีน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เนื่องจากพบการปนเปื้อนสาร Dioxin และสารคล้าย PCBs เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในปูขน 3 ตัวอย่าง จาก 6 ตัวอย่างที่สุ่มที่ด่านนำเข้าและร้านค้าปลีก ทั้งนี้ ศูนย์ความปลอดภัยอาหารของฮ่องกง เผยผลการสืบสวนในเบื้องต้นโดยคาดว่าปูขนที่ปนเปื้อนสารดังกล่าวอาจปลอมปนจากฟาร์มแห่งหนึ่งซึ่งถูกระงับการส่งออกไปก่อนหน้าด้วยสาเหตุเดียวกันนี้
                   ปัญหาการตรวจสอบสินค้าปูขนปนเปื้อน Dioxin ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานสินค้า Dioxin ที่แตกต่างกันระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง เนื่องจากจีนไม่ได้กำหนดค่าสารตกค้างสูงสุดของสารดังกล่าว ในขณะที่ฮ่องกงมีการกำหนดปริมาณสูงสุดไว้อย่างชัดเจน จึงทำให้กรณีนี้ผู้นำเข้าจึงต้องได้รับการลงโทษทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการปรับเงินจำนวน 50,000 เหรียญฮ่องกงหรือจำคุก 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
 
 

ที่มา: Food Safety News.com สรุปโดย: มกอช.

วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559

China Food News_จีนอัพเดตระเบียบกักกันสัตว์น้ำ-ประกาศชื่อด่านนำเข้า

AQSIQ จีน แจ้งปรับปรุงระเบียบการกักกันสัตว์น้ำนำเข้า เน้นขึ้นทะเบียนผู้ส่งออก-กำกับตรวจสอบตามมาตรฐาน-ประกอบใบรับรองตรวจโรค พร้อมอัพเดตรายชื่อด่านนำเข้า 46 แห่งทั่วประเทศ
                 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 กระทรวงควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) ได้ประกาศระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการกำกับดูแลตรวจสอบกักกันสัตว์น้ำนำเข้า (Announcement No.183: Administrative Measures on Entry Inspection and Quarantine of Aquatic Animals) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
                - ผู้ส่งออกสัตว์น้ำมายังจีน จะต้องขึ้นทะเบียนและผ่านการดูแลตรวจสอบด้านโรคระบาด สารพิษ และสารอันตราย จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศหรือภูมิภาคผู้ส่งออก โดยมีผลการตรวจสอบที่สอดคล้องกับข้อตกลงการตรวจสอบกักกันของทวิภาคีและมาตรฐานบังคับของจีน หรือข้อกำหนดมาตรฐานของ AQSIQ
                - ผู้ขนส่งหรือคุมสินค้าข้ามพรมแดนจีน จะต้องดำเนินการขอตรวจสอบและอนุมัติตามข้อกำหนด และเตรียมเอกสารใบนำส่งสินค้า ใบอนุญาตการตรวจกักกันโรค และใบรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศหรือภูมิภาคผู้ส่งออก ให้กับหน่วยงานตรวจสอบกักกัน (CIQ) ณ ด่านนำเข้า
                  ดาวน์โหลดคำแปลอย่างไม่เป็นทางการของ Announcement No. 183
ภาษาไทย http://www.acfs.go.th/news/docs/Early_warning_131016_TH.pdf
              นอกจากนี้ AQSIQ ยังได้ประกาศปรับปรุงรายชื่อด่านนำเข้าสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคทั่วประเทศ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ด่านขนส่งทางอากาศ ด่านขนส่งทางน้ำ และด่านขนส่งทางบก รวมทั้งสิ้น 46 ด่าน โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่
รายชื่อด่านนำเข้า http://www.acfs.go.th/news/docs/Early_warning_131016_CN.pdf
 

ข้อมูล: สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
สรุปโดย: มกอช
.

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

EU Food News_EU ถอนการอนุญาตสารออกฤทธิ์ ๒ รายการ

สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ ๒ ฉบับ คือ (๑) Commission Implementing Regulation (EU) 2016/636 of 22 April 2016 withdrawing the approval of the active substance Z,Z,Z,Z-7,13,16,19-docosatetraen-1-yl isobutyrate, in accordance with Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council, and amending Commission Implementing Regulation (EU) No 540/2011 และ (๒) Commission Implementing Regulation (EU) 2016/638 of 22 April 2016 withdrawing the approval of the active substance Z-13-hexadecen-11yn-1-yl acetate, in accordance with Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council, and amending Commission Implementing Regulation (EU) No 540/2011 ใน EU Official Journal L 108/22 และ L 108/28 ว่าด้วยการถอนการอนุญาตไม่ให้ใช้ Z,Z,Z,Z-7,13,16,19-docosatetraen-1-yl isobutyrate และ Z-13-hexadecen-11yn-1-yl acetate เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) ในสหภาพยุโรป สรุปดังนี้
              ๑. ตามที่ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ร้องขอข้อมูลคุณลักษณะด้านเทคนิคที่ผลิตจำหน่ายของสาร รวมถึงข้อมูลสิ่งเจือปนที่เกี่ยวข้องของสารทั้ง ๒​ รายการจากบริษัทผู้ยื่นคำร้อง โดยกำหนดให้ส่งมอบข้อมูล ภายในเวลาที่กำหนดคือวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ หากแต่บริษัทผู้ยื่นคำร้องก็ไม่ได้จัดส่งข้อมูลหรือแจ้ง ยืนยันที่จะส่งมอบข้อมูลดังกล่าวตามเวลาที่กำหนด ดังนั้น    EU จึงเห็นควรถอนการอนุญาตให้ใช้ Z,Z,Z,Z-7,13,16,19-docosatetraen-1-yl isobutyrate และ Z-13-hexadecen-11yn-1-yl acetate เป็นสาร ออกฤทธิ์ (Active Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) นับแต่ บัดนี้เป็นต้นไป
              ๒. กฎระเบียบดังกล่าว จะมีผลปรับใช้ ๒๐ วันหลังจากที่ลงประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๙)
              ๓. อย่างไรก็ดี EU กำหนดให้ประเทศสมาชิกถอนการอนุญาตผลิตภัณฑ์อารักขาพืชที่มีส่วนผสม ของสารดังกล่าวภายในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ และอนุโลมให้มีช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านได้แต่ต้อง มีระยะเวลาสั้นที่สุดและต้องไม่เกินกว่าวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
              ๔. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซด์ดังนี้
โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Hongkong Food News_ฮ่องกงอนุญาตค้าสัตว์ปีกอีกครั้งหลังพบเชื้อไข้หวัดนก

กระทรวงอาหารและสุขภาพฮ่องกง อนุญาตให้ค้าสัตว์ปีกมีชีวิตได้อีกครั้ง ในวันที่ 9 มิ.ย. 2559 หลังจากรัฐบาลได้ทำการประเมินความเสี่ยง โดยการสำรวจสถานการณ์จากการสุ่มตรวจสัตว์ปีก 3360 ตัวอย่างจากฟาร์มท้องถิ่นและ 270 ตัวอย่างจากตลาดค้าส่ง Cheung Sha Wan พบว่าไม่มีการติดเชื้อไข้หวัดนก H7N9
                ทั้งนี้ กระทรวงเกษตร ประมง และทรัพยากรฮ่องกง แจ้งว่าจุดค้าส่งสัตว์ปีก 90 แห่ง จากทั้งหมด 130 ได้ผ่านการตรวจสอบสุขอนามัยแล้ว และจะทยอยตรวจสอบจุดค้าส่งที่เหลือต่อไป สำหรับที่มาของไข้หวัดนกที่ได้มีการตรวจพบเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้วนั้นยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ
        

ที่มา : www.china.org.cn
สรุปโดย : 
สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

USA Food News_สหรัฐฯตรวจพบแบคทีเรียที่มีความต้านทานยา Colistin ในสุกรเลี้ยง

สหรัฐฯยืนยีนพบเชื้อ E.coli สายพันธุ์ดื้อยา Colistin ในมนุษย์ ชี้มียีนชนิดเดียวกับที่ตรวจพบก่อนหน้านี้ของเชื้อดื้อยาในลำไส้สุกร หวั่นเป็นภัยร้ายแรงด้านสาธารณะสุข
                กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) และกระทรวงสาธารณสุข (Department of Health and Human Services : HSS) พบเชื้อแบคทีเรีย E.coli ที่มียีน mcr-1 ส่งผลให้เชื้อดังกล่าวดื้อยา Colistin ที่เป็นยาปฏิชีวนะที่ต้องควบคุมการใช้เป็นพิเศษ และใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาหลายชนิดในเวลาเดียวกัน ซึ่งไม่สามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทั่วไปตามท้องตลาดได้
                เชื้อดื้อยา Colistin ถูกค้นพบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 ทั้งในจีน ยุโรป และแคนาดา โดยนอกจากเชื้อ E.coli ยังพบสายพันธุ์ Salmonella Typhimurium ในฟาร์มสุกรอีก ซึ่งเชื้อดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญของโรคท้องร่วง และก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงในมนุษย์ โดยเฉพาะการก่อให้เกิดภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบและการติดเชื้อในกระแสเลือด
                จากปัญหาดังกล่าว สหรัฐฯ กำลังเร่งกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา โดยเฉพาะการตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งฟาร์มสุกรมต้นทาง เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อที่มียีน mcr-1 ในวงกว้าง และตรวจสอบเชื้อสายพันธุ์อื่นที่อามียีนดังกล่าว พร้อมทั้งคุณสมบัติการดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่มอื่นๆ ทั้งกลุ่ม ampicillin , streptomycin , sulfisoxazole และ tetracycline นอกจากนี้ USDA ได้จะเร่งผลักดัน ร่างกฎระเบียบ Preservation of Antibiotics for Medical Treatment Act (PAMTA) เพื่อจำกัดการใช้สารปฏิชีวนะในสัตว์ ซึ่งข้อกังวลว่าอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา จากการปฎิบัติที่ไม่ถูกต้อง หรือการให้ยาต่ำกว่าที่ควรได้รับ (sub-therapeutic levels) ด้วย
 
ที่มา : The Pig Site
สรุปโดย : สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

USA Food News_สถานการณ์นำเข้ากุ้ง US

ตามสถิติของ  The National Oceanic and Atmospheric Administration รายงานว่า ในเดือนมีนาคม 2559 ปริมาณการส่งออกกุ้งจากจีน เอกวาดอร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทยสู่สหรัฐฯ ลดลง ดังนี้  
  
          1. จีน จาก 1,867 ตัน เหลือ 854 ตัน คิดเป็น 54.3%

          2. เอกวาดอร์ จาก 8,951 ตัน เหลือ 5,396 ตัน คิดเป็น 39.7%

          3. มาเลเซีย จาก 1,835 ตัน เหลือ 27 ตัน คิดเป็น 98%

          4. อินโดนีเซีย จาก 9,618 ตัน เหลือ 8,909 ตัน คิดเป็น 7.4%

          5. ไทย จาก 6,256 ตัน เหลือ 5,230 ตัน คิดเป็น 16% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2558 

          อย่างไรก็ตาม ปริมาณการส่งออกกุ้งจาก เวียดนาม เม็กซิโก และอินเดียมีปริมาณการส่งออกกุ้งสู่สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 39% 20.2% และน้อยกว่า 1% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2558

          ทั้งนี้ ภาพรวมของปริมาณการส่งออกกุ้งสู่สหรัฐฯ ลดลงกว่า 13% จาก 45,966 ตัน เหลือ 39,952 ตัน
 
ที่มา: undercurrentnews สรุปโดย: สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Myanmar_มาตรการนำเข้าสินค้าในเมียนมา

1. ปัจจุบันได้มีการยกเลิกการห้ามนำเข้าสินค้าจำนวน 14 ชนิด ในการค้ารูปแบบปกติผ่านทางทะเล (Overseas Trade) ได้แก่ ผงชูรส น้ำหวานและเครื่องดื่ม (Soft Drink) ขนมปังกรอบทุกชนิด หมากฝรั่ง ขนมเค้ก ขนมเวเฟอร์ ช็อกโกแลต อาหารกระป๋อง (เนื้อสัตว์และผลไม้) เส้นหมี่ทุกชนิด เหล้า เบียร์ บุหรี่ ผลไม้สดทุกชนิด
 
2. การนำเข้าสินค้าต้องใช้เงินที่ได้จากการส่งออกเท่านั้น (Export First, Import Later System) ดังนั้น ผู้นำเข้าในเมียนมาที่ไม่มีรายได้เงินตราต่างประเทศจากการส่งออก จึงต้องซื้อบัญชีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากผู้ส่งออกที่มีรายได้เงินตราต่างประเทศ เพื่อเป็นหลักฐานสำหรับใช้ประกอบการขอใบอนุญาตนำเข้าจากรัฐบาลเมียนมา ทั้งนี้ผู้นำเข้าต้องซื้อเงินตราต่างประเทศที่ได้จากการส่งออก (Export Earning) ในอัตราที่สูงกว่าอัตราตลาดเล็กน้อย
 
3 . ผู้นำเข้าจะต้องเปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินตรา ที่ Myanmar Investment and Commercial Bank (MICB) หรือ Myanmar Foreign Trade Bank (MFTB) เพื่อยื่นใบอนุญาตนำเข้าสินค้าจากกระทรวงพาณิชย์ แนบสัญญาขาย (Sale Contract) และ เอกสารใบแสดงรายละเอียดสินค้า (Proforma Invoice) ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับสินค้าบรรจุภัณฑ์และระยะเวลาการส่งมอบ
 
4. การนำเข้าสินค้าหรือเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่างประเทศผู้ประกอบการในเมียนมาสามารถเปิด L/C ได้กับ 2 ธนาคารคือ MICB และ MFTB โดยต้องใช้เงินสดค้ำประกันเต็มมูลค่า
 
 
 
โดย กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

Myanmar_สินค้าห้ามส่งออกในรูปการค้าปกติผ่านทางทะเลของเมียนมา

เมียนมาจะมีการตรวจสอบสินค้าก่อนการส่งออก โดยมีสินค้าห้ามส่งออกในรูปการค้าปกติผ่านทางทะเล จำนวน 31 รายการ
 
สินค้าเกษตร
1. ข้าว ปลายข้าว รำข้าว
2. น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลดิบ
3. ถั่วลิสง น้ำมันจากถั่วลิสง
4. งา น้ำมันงา
5. เมล็ด Niger และน้ำมัน
6. เมล็ดมัสตาด และน้ำมัน
7. เมล็ดทานตะวัน และน้ำมัน
8. กากพืชน้ำมันทุกชนิด
9. ฝ้ายและผลิตภัณฑ์ฝ้าย
 
สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
10. งาช้าง
11. โค กระบือ ช้าง ม้า สัตว์หายาก
12. หนังสัตว์
 
สัตว์น้ำ
13.เปลือกกุ้งป่น
 
ผลิตภัณฑ์จากป่า
14.ยางพารา
 
แร่ธาตุ ผลิตภัณฑ์โลหะ
15. น้ำมันปิโตรเลียม
16. อัญมณี
17. ทองคำ
18. หยก
19. ไข่มุก
20. เพชร
21. ตะกั่ว
22. ดีบุก 2
3. วุลแฟรม
24. ส่วนผสมดีบุกและซีไลท์
25. เงิน
26. ทองแดง
27. สังกะสี
28. ถ่านหิน
29. แร่โลหะอื่น ๆ
 
อื่นๆ
30. วัตถุโบราณ
31. อาวุธและเครื่องกระสุน
 
  
 
โดย กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

Myanmar_เมียนมา-โอกาสการค้าและปัญหาอุปสรรค SWOT

จุดแข็ง
เมียนมาเป็นตลาดขนาดใหญ่มีประชากรหนาแน่น ประมาณ 58 ล้านคน มีอาณาเขตติดกับจีน อินเดีย บังคลาเทศ ลาว และไทย ทำให้เมียนมาเป็นประเทศที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มประเทศอาเซียนและเอเชียใต้ จึงมีความได้เปรียบในการติดต่อทำการค้า การส่งออกและนำเข้า รวมทั้งการส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศต่างๆ นอกจากนี้เมียนมายังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติเหมาะแก่การเป็นฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรม

โอกาส
การพัฒนาตลาดของเมียนมาในอนาคตอาจจะพัฒนามากขึ้นจากการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน และขนาดตลาดที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับตลาดของไทย ซึ่งไทยสามารถใช้เมียนมาเป็นประตูระบายสินค้าสู่ประเทศที่สามได้ รวมทั้งใช้เมียนมาเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกในอนาคต ซึ่งสามารถสรุปถึงโอกาสต่างๆ ได้ดังนี้

1. การชำระค่าสินค้าระหว่างไทยและเมียนมาจะเป็นการให้เครดิตซึ่งกันและกัน ซึ่งผู้ส่งออกของไทยมักจะให้เครดิตแก่นักธุรกิจชาวเมียนมานานกว่าประเทศคู่แข่งอื่นๆ รวมทั้งการซื้อขายสินค้าระหว่างไทยกับเมียนมาจะทำกันแบบง่ายๆ โดยใช้สกุลเงินบาทและเงินจ๊าต

2. สินค้าที่นำเข้าจากชายแดนไทยมีราคาต่ำกว่าคู่แข่งและสินค้าไม่ได้รับความเสียหายในขณะขนส่ง

3. คุณภาพของสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยเป็นที่นิยมของชาวเมียนมา เนื่องจากได้รับอิทธิพลทางการค้าชายแดนที่มีมาเป็นเวลานาน ทำให้ชาวเมียนมาแถบชายแดนนิยมบริโภคสินค้าไทยมากกว่าของประเทศคู่แข่ง

4. การบริการขนส่งสินค้าไทย สามารถจัดส่งได้รวดเร็วและสามารถระบุสถานที่รับสินค้าได้

5. ไทยสามารถค้าขายตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ทำให้การกระจายสินค้าเข้าไปสู่เมืองต่างๆ ของเมียนมาได้ทั่วถึงทุกพื้นที่ในแถบชายแดนไทย-เมียนมา

6. ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการพัฒนาระบบธนาคาร และฝึกอบรมด้านการจัดระบบเอกสารให้แก่เมียนมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ส่งออกของไทยในเรื่องการเปิด L/C

7. ประเทศไทยมีความได้เปรียบในแง่ยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจของเมียนมามากกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น จีน บังคลาเทศ และอินเดีย ซึ่งนอกจากการติดต่อค้าขายระหว่างกันแล้ว ชาวเมียนมายังเข้ามาทำงานในฐานะแรงงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความคุ้นเคยและยอมรับในสินค้าไทยทั้งคุณภาพและราคา

จุดอ่อน
แรงงานของเมียนมาส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ รวมทั้งเมียนมาขาดผู้ที่มีความรู้ในด้านการทำธุรกิจต่างประเทศ ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน ประกอบกับกฎระเบียบทางการค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ราชการมีการคอรัปชั่นสูง และเมียนมายังมีอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศสูง

อุปสรรค
จากที่ได้มีการติดตามศึกษาข้อมูลพบว่านักธุรกิจไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้รับกลายเป็นข้อมูลด้านลบ ที่ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับมาจากแหล่งต่างๆ เป็นข้อมูลเชิงด้านการเมือง ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ในภาคธุรกิจได้อย่างสิ้นเชิง จึงส่งผลให้เกิดความผิดพลาดในการวางแผน การประสานงานระหว่างกัน และสิ่งที่สำคัญคือ ข้อมูลต่างๆ ของทางการเมียนมาจะไม่เผยแพร่ให้แก่สาธารณชนได้รับรู้



ปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจแนวทางหรือพฤติกรรมด้านการค้าของตลาดเมียนมา ก็เป็นปัญหาที่สำคัญอีกข้อหนึ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างไทยกับเมียนมา คือ ผู้ประกอบการไทยมีความต้องการที่จะรองรับระบบการค้าของตลาดเมียนมาทั้งหมด แต่ไม่สามารถหาข้อมูลดังกล่าวได้ จึงทำให้เกิดปัญหาความไม่แน่ใจในการทำการค้า ทั้งนี้แนวทางในการปฏิบัติที่ถูกต้อง คือนักธุรกิจไทยไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ว่า การส่งสินค้าไปยังตลาดเมียนมาเขาต้องทำอย่างไร หรือต้องทำโดยใคร (เนื่องจากข้อมูลบางอย่าง ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความประสงค์ต้องการปกปิด) ดังนั้น การทำการค้ากับตลาดเมียนมาควรวางแนวทางเหมือนกับการค้ากับต่างจังหวัด การตกลงการค้าสามารถทำเป็นเงินบาทได้ ผู้ซื้อจะโอนเงินค่าสินค้าเข้าสู่บัญชีในประเทศไทยได้โดยตรง ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ระบบการค้าสากล เหมือนกับที่ต้องทำการค้ากับประเทศอื่นๆ ปัญหาการทำการค้ากับเมียนมาที่อาจเกิดขึ้น เช่น

- ค่าขนส่งจากชายแดนไทยสูง เพราะมีการเรียกเก็บค่าคุ้มครองทำให้มีเงื่อนไขต้องไปเรียกเก็บกับผู้ประกอบการ แต่สินค้าจากจีนขนส่งเข้ามาในเมียนมา ได้สะดวกกว่าทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนเพิ่มขึ้น

- เส้นทางขนส่งสินค้าไทยที่เป็นเส้นทางหลัก คือด่านแม่สอด มีระยะทางจากแม่สอดถึงย่างกุ้ง ประมาณ 420 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน เนื่องจากความไม่สะดวกในเส้นทาง โดยเฉพาะการขนส่งหน้าฝนจะทำให้เกิดความล่าช้าและความเสียหายแก่สินค้าได้หากไม่ป้องกัน

- ตลาดมีศักยภาพแต่ระบบยังไม่เอื้ออำนวยเพื่อการค้าเท่าที่ควร ทั้งเรื่องความชัดเจนในข้อมูล ด้านขนส่ง เป็นต้น




โดย กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์



เกร็ดเล็กๆเกี่ยวกับเมียนมาร์ : ประเทศพม่า (อังกฤษ: Burma หรือ Myanmar) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (อังกฤษ: Republic of the Union of Myanmar  แต่เดิมชาวตะวันตกเรียกประเทศนี้ว่า Burma จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2532 พม่าได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น Myanmar ชื่อใหม่นี้เป็นที่ยอมรับจากองค์การสหประชาชาติ แต่บางชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ไม่ยอมรับการเปลี่ยนชื่อนี้ เนื่องจากไม่ยอมรับรัฐบาลทหารที่เป็นผู้เปลี่ยนชื่อ ปัจจุบันหลายคนใช้คำว่า Myanmar ซึ่งมาจากชื่อประเทศในภาษาพม่าว่า Myanma Naingngandaw อย่างไรก็ตาม คำว่าเมียนมาร์ เป็นการทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษว่า Myanmar แต่ความจริงแล้ว ชาวพม่าเรียกชื่อประเทศตนเองว่า มยะหม่า หรือ เมียนมา ส่วนในประเทศไทยจะสะกดว่า เมียนมาร์ 
เชื่อว่าสังคมไทยคงยังไม่คุ้นชินนักกับคำว่า เมียนมา แต่ก็อาจปรับเปลี่ยนมาใช้และเรียกชื่อตามเจ้าของเสียใหม่ว่า ประเทศเมียนมา,  ภาษาเมียนมา,  คนเมียนมา  เมื่อต้องติดต่อสื่อสารกับคนประเทศนี้  ส่วนคำว่า พม่า  อาจใช้เรียกอย่างลำลอง เหมือนอย่างที่เราเรียกคนยุโรปว่า ฝรั่ง  ก็ได้  เพราะการรู้เขา-รู้เรา เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน  ต่อการคบหาและคบค้ากัน ในประชาคมอาเซียน  ต่อไป

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

มาตรการที่เป็นอุปสรรคและนำสู่การเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) ในอาเซียน

มาตรการที่เป็นอุปสรรคและนำสู่การเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs)
                  โดยในส่วนของประเทศ อินโดนีเซียได้มีมาตรการให้ขออนุญาตนำเข้า เช่น ข้าว, น้ำมันหล่อลื่น, เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์, เครื่องยนต์, แทรกเตอร์, เครื่องมือ (ใช้งานด้วยมือ), สารให้ความหวานสังเคราะห์, เครื่องยนต์และปั๊ม, แทรกเตอร์, ท่อส่งน้ำมัน และระเบิด เป็นสินค้าที่มีเงื่อนไข/จำกัดการนำเข้า ผู้ที่จะสามารถนำเข้าได้ จะต้องผ่านการรับรอง/จดทะเบียน ผู้นำเข้าที่เป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้าที่เป็นผู้ขาย หรือรัฐวิสาหกิจ เช่น DAHANA, PERTAMINA และ BULOG ส่วนสินค้าเนื้อสัตว์ และสิ่งมีชีวิต ต้องขออนุญาตนำเข้าเพื่อป้องกันโรค, ยาและผลิตภัณฑ์ ต้องมีการจดทะเบียนและขออนุญาตนำเข้าจากกระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซีย
                  นอกจากนี้อินโดนีเซียยังมีมาตร การใบอนุญาตนำเข้าพิเศษออกโดยกระ ทรวงการค้าของอินโดนีเซีย ในสินค้าเครื่อง ใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ/ของเล่นเด็กเสื้อผ้าสำเร็จรูป/ผ้าผืน/สิ่งทอ/เครื่องหนัง/รองเท้า/ถั่วเหลือง/ข้าวโพด/ข้าว/น้ำตาล, มาตรการกำหนดปริมาณการนำเข้าในสินค้าน้ำตาลทราย ที่กำหนดให้ผู้นำเข้ามี 2 ประเภทคือ ประเภทผู้ผลิต หรือผู้นำเข้าจดทะเบียนเท่านั้น อีกทั้งยังได้กำหนด โควตาการนำเข้าน้ำตาลทรายขาว โดยจะเปลี่ยนแปลงในแต่ละปีขึ้นกับผลผลิตและความต้องการใช้ในประเทศ โดยกำหนดช่วงเวลาส่งมอบระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคมของทุกปี
                  ส่วนมาเลเซีย มีมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าว โดยมอบหมายให้องค์ การข้าวและข้าวเปลือกแห่งชาติ (BERNAS)นำเข้าแต่เพียงผู้เดียว, มาตรการสุขอนามัยในสินค้าผลไม้ เช่น มะม่วง ทุเรียน ลำไย ในการนำเข้าต้องมีใบรับรองศัตรูพืช ต้องได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในสินค้า 19 ชนิดได้แก่ ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม ยาสูบ กะหล่ำปลี กาแฟ แป้งสาลี และน้ำตาล สัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์นม ไข่ ผักคะน้า และผลิตภัณฑ์สุกร เป็นสินค้าที่มีโควตาภาษี, มาตรการกีดกันด้านเทคนิค (TBT) ในสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์เซรามิก ต้องให้หน่วยงานของมาเลเซียมาตรวจรับรองโรงงานก่อน และเมื่อมีการส่งออกจะต้องแนบใบรับรองผลิตภัณฑ์ไปพร้อมกับการยื่นขอใบรับรองการตรวจสอบ ณ ด่านนำเข้า และสินค้าจะถูกสุ่มตรวจทุกล็อต
                  ด้านฟิลิปปินส์ มีมาตรการ TBT ที่สำคัญคือ สินค้าประมงแช่เย็นและแช่แข็ง ต้องปิดฉลากระบุประเทศที่ผลิต สายพันธุ์สัตว์น้ำ น้ำหนัก ส่วนประกอบ ที่อยู่ผู้จำหน่าย และประทับเครื่องหมายว่าผ่านการตรวจรับสำนักงานประมง และทรัพยากรทางน้ำ (BFAR) ของฟิลิปปินส์แล้ว สินค้าไก่สดและไก่แช่แข็ง เนื้อวัวสดและแช่แข็ง เนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ ต้องผ่านการตรวจรับรองจากหน่วยงานของฟิลิปปินส์ และต้องมีใบอนุญาตการนำเข้า และสินค้าผักและผลไม้สดอนุญาตให้นำเข้าผลไม้สดได้เฉพาะมะขามและลองกอง
                  สิงคโปร์ ในสินค้าข้าว ต้องขอใบอนุญาตนำเข้า และต้องดำเนินการในลักษณะการสำรองข้าว โดยผู้นำเข้าข้าวต้องสำรองข้าวสารในปริมาณ 2 เท่าของปริมาณที่นำเข้าแต่ละเดือน และข้าวที่สำรองต้องเก็บไว้ในโกดังสินค้าของรัฐ บาล, มาตรการ TBT ในสินค้าอาหาร ต้องติดฉลากเป็นภาษาอังกฤษ ขนาดตัวอักษรสูงไม่น้อยกว่า 3 มิลลิเมตร
                  บรูไน มีมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและสัตว์ โดยสินค้าพืชต้องได้รับการตรวจสอบจากกระทรวงเกษตรของบรูไนก่อนนำเข้า และต้องได้รับการตรวจสอบที่ต้นทางก่อนการนำเข้าไม่เกิน 14 วัน ก่อนการขนส่งจริง(ยกเว้น ผัก ผลไม้ ชา กาแฟ เครื่องเทศ ธัญพืช และเมล็ดพันธุ์) นอกจากนี้ในสินค้าข้าวและน้ำตาล การนำเข้าสินค้าทั้งสองชนิดต้องผ่านการเจรจาระดับรัฐ บาลต่อรัฐบาล และผู้ส่งออกของประเทศนั้นๆ จะต้องได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นกรณีพิเศษด้วย
                  เวียดนาม  สินค้าที่จำหน่ายภาย ใน และสินค้านำเข้าประเภทยา เวชภัณฑ์ รวมถึงยาฆ่าแมลงและสินค้าเคมีภัณฑ์ต่างๆ  การติดฉลากจะต้องมีภาษาเวียดนามบอกถึงรายละเอียดของสินค้าและวิธีการใช้, สินค้าเกษตรและอาหารผู้นำเข้าจะต้องยื่นคำร้องขออนุญาตนำเข้าพร้อมเอกสารทางไปรษณีย์ และจะแจ้งผลการพิจารณาทางไปรษณีย์เท่านั้นซึ่งจะทำให้เกิดความล่าช้า
                เมียนมาร์มีมาตรการตรวจสอบและกักกันสินค้าอาหาร ที่ต้องได้รับการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจในเรื่องคุณภาพความ ปลอดภัย และสุขอนามัยของอาหาร, สินค้าจำเป็น เช่นเครื่องจักร วัตถุดิบสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม วัสดุที่ใช้ในการเกษตร (ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์) วัสดุก่อสร้าง ยานยนต์ วัสดุทางการแพทย์ กำหนดสัดส่วนต้องนำเข้าสินค้าจำเป็น 80% ของการนำเข้าทั้งหมดก่อน จึงจะสามารถนำเข้าสินค้าอื่นๆ ที่กำหนดไว้อีก 20% ได้ และต้องทำการขนส่งสินค้าทั้งหมดพร้อมกัน
                  ขณะที่กัมพูชา การนำเข้าสินค้าเกษตรทั่วไป และผลิตภัณฑ์ยาต้องมีใบอนุญาตที่ออกจากกระทรวงสาธารณสุขกัมพูชา สินค้าบรรจุภัณฑ์ ผู้ผลิตสินค้าจะต้องปิดฉลากเป็นภาษาเขมร และระบุรายละเอียดของสินค้า และลาว ส่วนใหญ่เป็นมาตรการป้องกันและควบคุมสินค้านำเข้าที่ต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
             ประเทศไทย มีการออกกฎระเบียบใหม่ๆ ในสินค้าเกษตรหลายรายการ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง หอมแดง ยางรถยนต์ใหม่ ที่ทำให้สินค้าของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายากขึ้น
                  มาตรการต่างๆ ที่กล่าวมาถือเป็น มาตรการทางการค้า หรือ NTMs (Non- Tariff Measures) ที่ออกมาเพื่อปกป้องตัวเอง ซึ่งถือว่าไม่ขัดกับข้อยกเว้นทั่วไปของความตกลงองค์การการค้าโลก หรือ WTO ที่แต่ละประเทศสามารถออกกฎระเบียบได้ แต่หากออกมาแล้วกลายเป็นอุปสรรคทางการค้า ประเทศคู่ค้าไม่สามารถปฏิบัติได้ถือเป็นมาตรการกีดกันการค้าที่มิใช่ภาษี หรือ NTBs (Non- Tariff Barriers)
                    ทีมาข่าว คัดลอกบางส่วนจากข่าวสภาหอการค้าแผ่งประเทศไทย
หากจะทำการค้ากับประเทศเหล่านี้คงต้องหารายละเอียดรายประเทศเพิ่มเติมนะคะ

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559

EU Food News_EU เตรียมบังคับใช้กฎหมายสุขภาพสัตว์ฉบับใหม่ปลายเมษายน 59

สหภาพยุโรปลงมติยอมรับกฎหมายสุขภาพสัตว์ฉบับใหม่ โดยคณะกรรมาธิการด้านความปลอดภัยอาหารและสุขภาพ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นตัวช่วยในการต่อสู้กับโรคสัตว์และเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ

                กฎหมายฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 เมษายน 2559 ถือเป็นการปูทางให้ระบบต่างๆ มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับโรคจากสัตว์เพิ่มมากขั้น ทั้งโรคติดต่อในสัตว์ เช่น โรคปากเท้าเปื่อย โรค Bluetongue ที่สามารถสร้างความเสียหายแก่สังคมและเศรษฐกิจได้ และโรคอื่นๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์ เช่น โรคไข้หวัดนก หรือโรคอุบัติใหม่อื่นๆ

                กฎหมายฉบับใหม่นี้เป็นกฎหมายที่ครอบคลุมกรอบการดำเนินงานด้านสุขภาพสัตว์อย่างไม่ซับซ้อนและมีความชัดเจนต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่ากฎหมายฉบับเดิมด้วย ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจัดลำดับความสำคัญเมื่อต้องจัดการกับโรคสัตว์ได้ ทั้งยังระบุความรับผิดชอบระหว่างผู้เลี้ยงสัตว์ พ่อค้า สัตวแพทย์ กับหน่วยงานระดับชาติ พร้อมทั้งวางเครื่องมือการแจ้งเตือนและการตรวจสอบให้ดีกว่าเดิมเพื่อต่อสู้กับโรคสัตว์ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดโรคระบาดในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและช่วยลดผลกระทบด้านสังคมและเศรษฐกิจด้วย

                นอกจากนี้ กฎหมายฉบับใหม่ยังตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น เชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ พร้อมทั้งวางรากฐานในการกำหนดการตรวจสอบเชื้อก่อโรคในสัตว์ที่มีการดื้อยาปฏิชีวนะ และยังมีการเสนอข้อกำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับยารักษาสัตว์และยาที่ผสมในอาหารสัตว์ ซึ่งปัจจุบันรัฐสภายุโรปและสภาได้เริ่มเจรจากันแล้ว
 
 
ที่มา: thepoultrysite สรุปโดย: สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

China Food News _จีนยกเลิกมาตรการควบคุมตรวจสอบยุงในตู้สินค้าจากประเทศไทย

ตามที่ประเทศจีนได้ประกาศมาตรการควบคุมและป้องกันเชื้อไวรัสซิก้าแพร่กระจายเข้าสู่จีนจาก 40 ประเทศที่มีรายงานการติดเชื้อไวรัสซิก้า ได้แก่ ทวีปอเมริกา 31 ประเทศ โอเชียเนีย 6 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 1 ประเทศ และทวีปเอเชีย 2 ประเทศ  ได้แก่  มัลดีฟส์และไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2559 โดยกำหนดให้หน่วยงานตรวจสอบการนำเข้าส่งออกของจีน (CIQ) ตรวจสอบยานพาหนะขนส่งสินค้า อาทิ ตู้สินค้า กระเป๋าสัมภาระ และพัสดุไปรษณีย์ที่มาจากประเทศดังกล่าวอย่างเข้มงวด โดยตู้สินค้าจากประเทศดังกล่าวที่ไม่มีใบรับรองผ่านการกำจัดยุงจากประเทศต้นทาง เจ้าหน้าที่ของจีนจะดำเนินการกำจัดยุงก่อนดำเนินการตรวจปล่อยสินค้าเข้าประเทศ โดยจะคิดค่าใช้จ่ายสินค้าขึ้นอยู่กับขนาดของตู้สินค้าและวิธีการกำจัดยุง แต่หากตู้สินค้ามีการแสดงใบรับรอง  สินค้าก็จะถูกปล่อยผ่านเข้าสู่กระบวนการตรวจปล่อยตามปกติ และอาจมีการสุ่มตรวจซึ่งหากตรวจพบว่ามียุงในตู้สินค้าเจ้าหน้าที่จีนจะดำเนินการกำจัดยุงซ้ำและคิดค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่ตั้งไว้

               ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ถอนชื่อประเทศไทยออกจากรายชื่อประเทศที่มีรายงานการติดเชื้อไวรัสซิก้ารวมทั้งจีนได้ยกเลิกมาตรการดังกล่าวต่อฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2559  และไม่จำเป็นต้องใช้ใบรับรองการกำจัดยุงสำหรับการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน
 
 
ที่มา : สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

USA Food News_FSIS ปรับระเบียบความปลอดภัยอาหารจากสุกร

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2552 หน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยอาหาร (Food Safety and Inspection Service : FSIS) กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ประกาศร่างระเบียบที่แก้ไขและปรับปรุงเพิ่มเติมจากระเบียบสำหรับผลิตภัณฑ์จากเนื้อและสัตว์ปีกในปัจจุบัน 
  ในส่วนของข้อกำหนดการควบคุมและกำจัดพยาธิตัวกลมสำหรับสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรให้มีความเหมาะสม 
 ปรับปรุงข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์จากเนื้อและสัตว์ปีกที่ผ่านกระบวนการทำให้ปลอดเชื้อด้วยความร้อน
 ในส่วนของการยกเลิกข้อกำหนดการควบคุมพยาธิตัวกลมสำหรับสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรนั้น เนื่องจาก FSIS เห็นว่ามีกฎระเบียบด้านการวิเคราะห์อันตรายและควบคุมความเสี่ยงจุดวิกฤติ (HACCP) ในสถานประกอบการผลิต ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงของพยาธิตัวกลมและปรสิตอื่นๆ อยู่แล้ว

                ทั้งนี้ FSIS จะพัฒนาคู่มือแนวทางการปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการเพื่อประกาศระเบียบฉบับสมบูรณ์และร่างกฎระเบียบดังกล่าวจะเปิดรับข้อคิดเห็นเป็นเวลา 60 วัน ผ่าน 
www.Regulations.gov โดยสามารถสืบค้นได้จาก Docket No. FSIS 2015-0036
 
 
ที่มา The Pig Site สรุปโดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 

EU Food Laws: List 2016

รายการไหนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือธุรกิจตัวเองก็ save เก็บไว้นะคะ  

·         Commission Regulation (EU) 2016/178 of 10 February 2016 amending Annex I to Regulation (EC) No 1334/2008 of the European Parliament and of the Council as regards removal from the Union list of certain flavouring substances 

·         Commission Regulation (EU) 2016/156 of 18 January 2016 amending Annexes II and III to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for boscalid, clothianidin, thiamethoxam, folpet and tolclofos-methyl in or on certain products 

·         Commission Implementing Regulation (EU) 2016/148 of 4 February 2016 amending Annex I to Regulation (EC) No 798/2008 as regards the entry for the United States in the list of third countries, territories, zones or compartments from which certain poultry commodities may be imported into or transit through the Union in relation to highly pathogenic avian influenza of the subtype H7N8 

·         Commission Delegated Regulation (EU) 2016/127 of 25 September 2015 supplementing Regulation (EU) No 609/2013 of the European Parliament and of the Council as regards the specific compositional and information requirements for infant formula and follow-on formula and as regards requirements on information relating to infant and young child feeding 

·         Commission Delegated Regulation (EU) 2016/128 of 25 September 2015 supplementing Regulation (EU) No 609/2013 of the European Parliament and of the Council as regards the specific compositional and information requirements for food for special medical purposes 

·         Commission Implementing Regulation (EU) 2016/129 of 1 February 2016 amending Regulation (EU) No 37/2010 as regards the substance ‘Purified semi-solid extract from Humulus lupulus L. containing approximately 48 % of beta acids (as potassium salts)’ 
·         Commission Regulation (EU) 2016/71 of 26 January 2016 amending Annexes II, III and V to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for 1-methylcyclopropene, flonicamid, flutriafol, indolylacetic acid, indolylbutyric acid, pethoxamid, pirimicarb, prothioconazole and teflubenzuron in or on certain products 

·         Commission Implementing Decision (EU) 2016/87 of 22 January 2016 on the withdrawal from the market of existing products derived from MON 863 (MON-ØØ863-5) and repealing Decisions 2010/139/EU, 2010/140/EU, 2010/141/EU authorising the placing on the market of products containing, consisting of, or produced from genetically modified maize MON863×MON810×NK603 (MON-ØØ863-5×MON-ØØ81Ø-6×MON-ØØ6Ø3-6), MON863×MON810 (MON-ØØ863-5×MON-ØØ81Ø-6) and MON863×NK603 (MON-ØØ863-5×MON-ØØ6Ø3-6) pursuant to Regulation (EC) No 1829/2003 of the European Parliament and of the Council 

·         Commission Regulation (EU) 2016/75 of 21 January 2016 amending Annex III to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for fosetyl in or on certain products 

·         Commission Regulation (EU) 2016/67 of 19 January 2016 amending Annexes II, III and V to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for ametoctradin, chlorothalonil, diphenylamine, flonicamid, fluazinam, fluoxastrobin, halauxifen-methyl, propamocarb, prothioconazole, thiacloprid and trifloxystrobin in or on certain products 

·         Commission Regulation (EU) 2016/60 of 19 January 2016 amending Annexes II and III to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for chlorpyrifos in or on certain products 

·         Council Regulation (Euratom) 2016/52 of 15 January 2016 laying down maximum permitted levels of radioactive contamination of food and feed following a nuclear accident or any other case of radiological emergency, and repealing Regulation (Euratom) No 3954/87 and Commission Regulations (Euratom) No 944/89 and (Euratom) No 770/90  

·         Commission Regulation (EU) 2016/53 of 19 January 2016 amending Annexes II and III to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for diethofencarb, mesotrione, metosulam and pirimiphos-methyl in or on certain products 

·         Commission Regulation (EU) 2016/54 of 19 January 2016 amending Annex I to Regulation (EC) No 1334/2008 of the European Parliament and of the Council as regards inclusion of gamma-glutamyl-valyl-glycine in the Union list of flavouring substances 

·         Commission Regulation (EU) 2016/55 of 19 January 2016 amending Annex I to Regulation (EC) No 1334/2008 of the European Parliament and of the Council as regards certain flavouring substances

·         Commission Regulation (EU) 2016/56 of 19 January 2016 amending Annex II to Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council as regards the use of extracts of rosemary (E 392) in spreadable fats 

·         Commission Regulation (EU) 2016/46 of 18 January 2016 amending Annex III to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for oxadixyl and spinetoram in or on certain products 

·         Commission Recommendation (EU) 2016/22 of 7 January 2016 on the prevention and reduction of ethyl carbamate contamination in stone fruit spirits and stone fruit marc spirits, repealing Recommendation 2010/133/EU 


·         Commission Regulation (EU) 2016/1 of 3 December 2015 amending Annexes II and III to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for bifenazate, boscalid, cyazofamid, cyromazine, dazomet, dithiocarbamates, fluazifop-P, mepanipyrim, metrafenone, picloram, propamocarb, pyridaben, pyriofenone, sulfoxaflor, tebuconazole, tebufenpyrad and thiram in or on certain products 

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559

Egypt Food News_อียิปต์ สั่งขึ้นทะเบียนสินค้าที่จะนำเข้าเริ่มเดือน มีนาคม พ.ศ. 2559

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) ณ กรุงไคโร แจ้งว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2558 กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของอียิปต์ได้ออกพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 43 / 2016 โดยเป็นการปรับปรุงกฎหมายฉบับเดิม (พ.ร.ก. ฉบับที่ 991 / 2015 และ พ.ร.ก. ฉบับที่ 992 / 2015) โดยกำหนดให้โรงงานผู้ผลิต / หรือเจ้าของเครื่องหมายการค้าสินค้านำเข้าตามบัญชีแนบท้ายของ พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าว จะต้องขึ้นทะเบียนที่ศูนย์ควบคุมการนำเข้าส่งออกของอียิปต์ (General Organisation for Export and Import Control: GOEIC) และต้องยื่นเอกสารหลักฐานตามที่ GOIEC กำหนด เพื่อดำเนินการขึ้นทะเบียน


ทั้งนี้ นางดวงพร รอดพยาธิ์ กล่าวเสริมว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2559 เป็นต้นไป

โหลดไฟล์แนบได้ที่  หน้าลิงค์นี้  นะคะ


ที่มา กรมการค้าต่างประเทศค่ะ

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

EU Food News_EU พิจารณาแก้ไขมาตรการสุ่มตรวจเข้มผักจากไทยที่ส่งไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรป (Review ครั้งที่ ๒๓)

ตามที่ EU ได้ออกมาตรการสุ่มตรวจเข้มผักไทย ๑๐% ๕๐% ณ ด่านนำเข้าของสหภาพยุโรป ตามกฎระเบียบ Regulation (EC) No 669/2009 ที่ออกมาตรการสุ่มตรวจเข้มพืชกลุ่มเสี่ยงของประเทศที่สามที่ส่งไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรป โดยให้มีผลปรับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๓ นั้น
                ในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๙ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศผลการพิจารณาแก้ไขมาตรการ สุ่มตรวจเข้มครั้งที่ ๒๓ อย่างเป็นทางการใน EU Official Journal L 78/51 ตาม Commission Implementing Regulation (EU) 2016/443 of 23 March 2016 amending Annex I to Regulation (EC) No 669/2009 as regards the list of feed and food of non-animal origin subject to an increased level of official controls on imports ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย Commission Implementing Regulation ดังกล่าวยังคงเป็นมาตรการเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากการ Review ครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น จึงสรุปภาพรวมการตรวจเข้มผักจากไทย ณ ปัจจุบัน ได้ดังนี้
                   ๑. คงการตรวจหาสารฆ่าแมลงตกค้างที่ระดับ ๒๐% ในผัก ๒ ประเภท คือ ผักในกลุ่มมะเขือ และถั่วฝักยาวจากไทย 
                   ๒. คงการตรวจหาสารฆ่าแมลงตกค้างที่ระดับ ๑๐% ในพริกจากไทย
                  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศอื่นๆ จากการ Review ครั้งนี้ พบว่า EU
                   ๑. เพิ่มการสุ่มตรวจหาสารอัลฟลาทอกซินตกค้างที่ระดับ ๕๐% ในถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์ถั่วลิสงจากมาดากัสการ์
                   ๒.  เพิ่มการสุ่มตรวจหาสีซูดานปนเปื้อนที่ระดับ ๕๐% ในน้ำมันปาล์มจากกาน่า
                   ๓.  เพิ่มการสุ่มตรวจหาสารฆ่าแมลงตกค้างที่ระดับ  ๑๐% ในมะนาวจากตุรกี
                   ๔. ยกเลิกการสุ่มตรวจหาสารฆ่าแมลงตกค้างที่ระดับ  ๑๐% ในมะเขือกับมะระจากสาธารณรัฐโดมินิกัน
                 สำหรับรายละเอียดที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้จากเวปไซต์ดังนี้
            กฎระเบียบฉบับนี้จะมีผลตามกฎหมาย ๓ วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๙) และกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๙ เป็นต้นไป 

โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป