แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผักและผลไม้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผักและผลไม้ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Food Law Update EU_เห็นชอบต่ออายุการอนุญาตใช้สาร imazamox

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2560 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2017/1531 of 7 September 2017 renewing the approval of the active substance imazamox, as a candidate for substitution, in accordance with Regulation (EC) No. 1107/2009 of the European Parliament and of the Council concerning the placing of plant protection products on the market, and amending the Annex to Commission Implementing Regulation (EU) No. 540/2011 ใน EU Official Journal L232/6 สรุปสาระสำคัญของประกาศดังกล่าว ดังนี้
1. คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นชอบให้ต่ออายุการอนุญาตใช้สาร imazamox ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักพืช ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 – วันที่ 31 ตุลาคม 2567 และให้ยกเลิกการจำกัดการใช้เพียงเป็นยากำจัดวัชพืช
2. สาร imazamox มีระยะครึ่งชีวิต (half-life) ในน้ำจืดและตะกอนมากกว่า ๑๒0 วัน ซึ่งถือว่าเป็นสารที่มีความคงทนในดินสูง นอกจากนี้ สารดังกล่าวยังมีความเป็นพิษ โดยปริมาณความเข้มข้นของสารที่ไม่ส่งผลกระทบต่อพืชน้ำควรอยู่ที่ ๐,๐045 มิลลิกรัม/ลิตร ดังนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจึงเห็นควรกำหนดให้สาร imazamox อยู่ในบัญชีรายการ Candidate for Substitution (CfS) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณายกเลิกการใช้สารดังกล่าวเมื่อพบว่ามีสารตัวอื่นที่สามารถใช้ทดแทนได้
3. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศในวันที่ 8 กันยายน 2560) และให้ปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป
4. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังนี้
โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Food Law Update EU_ขยายเวลาการอนุญาตชั่วคราวให้สารออกฤทธิ์ในระหว่างรอผลประเมินต่ออายุใช้งาน

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2017/1527 of 6 September 2017 amending Implementing Regulation (EU) No 540/2011 as regards the extension of the approval periods of the active substances cyflufenamid, fluopicolide, heptamaloxyloglucan and malathion ใน EU Official Journal L 231/3 สรุปสาระสำคัญของประกาศดังกล่าว ดังนี้
                     1. เนื่องจากการอนุญาตให้ใช้สารออกฤทธิ์ (Active Substances) จำนวน 4 รายการ ได้แก่สาร cyflufenamid สาร fluopicolide สาร heptamaloxyloglucan และสาร malathion จะสิ้นสุดลงในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2562 – 2564 ซึ่งการขอต่ออายุการอนุญาตใช้งานสารดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ และ EU จำต้องใช้เวลาในการพิจารณา ดังนั้น เพื่อมิให้การใช้สารดังกล่าวได้รับผลกระทบก่อนการประกาศผลพิจารณาอนุญาตการต่ออายุของคณะกรรมาธิการยุโรป จึงเห็นควรให้ขยายเวลาการใช้สารทั้ง 4 รายการ เป็นการชั่วคราว ดังนี้
                        1.1 สาร heptamaloxyloglucan ขยายเวลา 1 ปี ไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564
                        1.2 สาร malathion ขยายเวลา 2 ปี ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2565
                        1.3 สาร cyflufenamid และ fluopicolide ขยายเวลา 3 ปี ไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2566
                    2. คณะกรรมาธิการยุโรปได้กำหนดเงื่อนไขควบคุมการขยายเวลาตามมาตราที่ 17 ย่อหน้าที่ 1 ของ Regulation (EC) No 1107/2009 ดังนี้
                        2.1 ในกรณีไม่มีการยื่นคำร้องเกี่ยวกับสารข้างต้นเพิ่มเติมภายใน ๓๐ เดือน ก่อนวันสิ้นสุดการอนุญาตตามกฎระเบียบฉบับนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะอนุญาตให้ใช้สารนั้น ๆ ต่อไปได้จนถึงวันสิ้นสุดการอนุญาตเดิม หรือช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับวันดังกล่าว
                        2.2 ในกรณีที่คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาแล้วเห็นว่า สารรายการใดไม่สมควรได้รับการต่ออนุญาต คณะกรรมาธิการยุโรปสามารถปรับร่นให้ใช้วันสิ้นสุดการอนุญาตเดิมได้ หรือวันที่กฎระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ แม้ผลการพิจารณาจะแล้วเสร็จหลังจากการขยายการอนุญาตชั่วคราวนี้แล้วก็ตาม
                        2.3 ในกรณีที่คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาแล้วเห็นควรอนุญาตให้ต่ออายุการใช้สารนั้น ๆ คณะกรรมาธิการยุโรปจะดำเนินการกำหนดวันที่มีผลปรับใช้โดยเร็วที่สุด
                    3. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ๒๐ วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศในวันที่ 7 กันยายน 2560)
                    4. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังนี้
                              โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Food Law Update EU_ไม่อนุญาตต่ออายุให้สาร beta-cypermethrin เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2017/1526 of 6 September 2017 concerning the non-renewal of active substance beta-cypermethrin in accordance with Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council concerning the placing of plant protection products on the markets ใน EU Official Journal L 231/1 ว่าด้วยการไม่อนุญาตต่ออายุให้สาร beta-cypermethrin เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substances) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) สรุปสาระสำคัญของประกาศดังกล่าว ดังนี้
1. คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปประกาศยกเลิกการใช้สาร beta-cypermethrin ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2560 เป็นต้นไป เว้นแต่จะมีการยื่นขอให้พิจารณาต่ออายุการใช้สารดังกล่าวอีกครั้ง
2. เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารของสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority) ได้แจ้งผลการวิจัยต่อคณะกรรมาธิการยุโรปว่า beta-cypermethrin มีความเสี่ยงสูงสำหรับสิ่งมีชีวิตในน้ำ ผึ้ง สัตว์ขาปล้อง นอกจากนี้ ผลการประเมินความเสี่ยงในสิ่งมีชีวิตในดิน สิ่งมีชีวิตในน้ำ และน้ำบาดาลยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากขาดข้อมูลด้านปฏิกิริยาของ cyclopropyl ring moiety ของ beta-cypermethrin รวมทั้งยังขาดข้อมูลด้านเมตาบอไลต์ของโค-กระบือ ซึ่งจำเป็นในการพิจารณาค่าสารตกค้างในสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดมาจากสัตว์ และยังขาดข้อมูลด้านความเป็นพิษของเมตาบอไลต์ PBA ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จึงเห็นควรไม่อนุญาตให้ต่ออายุสารดังกล่าว ต่อไป
3. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ๒๐ วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 7 กันยายน 2560)
4. สำหรับรายละเอียดของกฎดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังนี้
                                โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Food Law Update EU_สหภาพยุโรปต่ออายุการอนุญาตใช้สาร maleic hydrazide

 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2017/1506 of 28 August 2017 renewing the approval of the active substance maleic hydrazide in accordance with Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council concerning the placing of plant protection products on the market, and amending the Annex to Commission Implementing Regulation (EU) No 540/2011 ใน EU Official Journal L 222/21สรุปสาระสำคัญของประกาศดังกล่าว ดังนี้
                   1. คณะกรรมธิการยุโรปเห็นชอบให้ต่ออายุการอนุญาตใช้สาร maleic hydrazide ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 – วันที่ 31 ตุลาคม 2575 และให้ยกเลิกการจำกัดการใช้เพียงเป็นสารควบคุมการเจริญเติบโต และกำหนดปริมาณการใช้สาร maleic hydrazide สูงสุดไว้ที่ระดับ 0,028 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
                   2. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ 20 วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศในวันที่ 29 สิงหาคม 2560) และให้ปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ทั้งนี้ อนุโลมให้การปรับใช้ค่าบริสุทธิ์ (purity) ตามภาคผนวก I มีผลปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป
                   3. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังนี้
                   โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Food Law Update EU_Commission Regulation (EU) 2017/1496

สหภาพยุโรปไม่อนุญาตต่ออายุให้ DPX KE 459 (flupyrsulfuron-methyl) เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2017/1496 of 23 August 2017 concerning the non-renewal of approval of the active substance DPX KE 459 (flupyrsulfuron-methyl), in accordance with Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council concerning the placing of plant protection products on the market, and amending Commission Implementing Regulation (EU) No. 540/2011 ว่าด้วยการไม่อนุญาตต่ออายุให้สาร DPX KE 459 (flupyrsulfuron-methyl) เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substances) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) สรุปสาระสำคัญของประกาศดังกล่าว ดังนี้
1. คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดให้สาร DPX KE 459 (flupyrsulfuron-methyl) สิ้นสุดการอนุญาตใช้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ซึ่งเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2559 หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารของสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority) ได้แจ้งผลการวิจัยจากกรณีที่มีผู้ยื่นขอต่ออายุการใช้งานต่อคณะกรรมาธิการยุโรปว่า สารแม่ (parent substance) ของสาร DPX KE 459 (flupyrsulfuron-methyl) สามารถก่อให้เกิดมะเร็งและเป็นพิษต่อการสืบพันธุ์ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งประเภท 2 และสารพิษประเภท 2 ภายใต้ Regulation (EC) No 1272/2008  รวมทั้งเมตาบอไลต์ของสารดังกล่าวยังก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อน้ำบาดาล ซึ่งส่งผลต่อค่าพาราเมตริกสำหรับน้ำดื่มที่กำหนดไว้ที่ 0,1 µg/l นอกจากนี้ สารดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อสัตว์น้ำโดยเฉพาะสาหร่ายและพืชน้ำ
2. เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 คณะกรรมาธิการยุโรปจึงออกประกาศการไม่อนุญาตต่ออายุการใช้สาร DPX KE 459 (flupyrsulfuron-methyl) ต่อไป เว้นแต่จะมีการยื่นขอให้พิจารณาต่ออายุการใช้สารดังกล่าวอีกครั้ง
3. ประกาศดังกล่าวกำหนดให้ประเทศสมาชิกฯ เพิกถอนการอนุญาตผลิตภัณฑ์อารักขาพืชที่มีส่วนผสมของสารดังกล่าวภายในวันที่ 13 ธันวาคม 2560 ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกสามารถยื่นขอการขยายช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านได้ โดยไม่เกินวันที่ 13 ธันวาคม 2561
4. กฎดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2560)
5. สำหรับรายละเอียดของกฎดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังนี้
          โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Food Law Update EU_Commission Regulation (EU) 2017/1270

EU อนุญาตการใช้วัตถุเจือปนอาหาร potassium carbonate (E 501) ในสินค้าผัก-ผลไม้

                     เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกประกาศกฎ Commission Regulation (EU) 2017/1270 of 14 July 2017 amending Annex II to Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council as regards the use of potassium carbonate (E 501) on peeled, cut and shredded fruit and vegetables ใน EU Official Journal L 184 Volume 1 ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
                      ๑. กฎใหม่นี้เป็นการแก้ไขบัญชีรายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร (Union list food additives) ที่ ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในอาหารตามภาคผนวกที่ ๒ (Annex II) ของกฎระเบียบ Regulation (EC) No 1333/2008 โดยการแก้ไขบัญชีในครั้งนี้ เป็นการอนุญาตให้ใช้ potassium carbonate (E 501) ในสินค้าอาหารกลุ่ม 04.1.2 ผลไม้และผักปลอกเปลือก หั่น และหั่นซอยเล็ก ที่ไม่ได้แปรรูป แช่เย็น พร้อมรับประทาน และบรรจุหีบห่อ รวมถึงมันฝรั่งที่ไม่ได้แปรรูป ปอกเปลือก และบรรจุหีบห่อแล้ว เนื่องจากสารที่อนุญาตให้ใช้อยู่เดิม คือ ascorbic acid (E 300) มักจะทำให้เนื้อของผักและผลไม้สลาย ยุ่ย และเปลี่ยนสีหลังจากถูกสารไปแล้ว ๒ – ๓ วัน ซึ่ง potassium carbonate จะเป็นตัวช่วยไม่ให้ผักและผลไม้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นสารที่ช่วยคงตัวและปรับความเป็นกรด-ด่างที่ได้รับจากสาร ascorbic acid  
                      ๒. Scientific Committee for Food กำหนดค่าที่ยอมรับได้รับต่อวัน (Acceptable Daily Intake : ADI) ของสาร carbonate ไว้ที่ระดับ « ไม่มีการระบุ (not specified) » เนื่องจากสารดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหากใช้ในปริมาณเท่าที่จะได้รับผลทางเทคนิคที่ต้องการ (quantum satis) เท่านั้น     
                      ๓.  กฎดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 15 กรกฎาคม ๒๕60)
                      ๔. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวนี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังต่อไปนี้
                     โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Japan Food News_ข่าว กฎระเบียบ มาตรฐานอาหารของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นพบปรสิตปลาชนิดใหม่
                นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น พบการติดเชื้อปรสิตสายพันธุ์ใหม่ในปลาน้ำจืดบริเวณเกาะโอกินาวา การค้นพบดังกล่าวเป็นผลมาจากโครงการศึกษาปรสิตของปลาน้ำจืดที่ไม่ใช่ปลาท้องถิ่นและผลกระทบต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติในญี่ปุ่นของปรสิตที่ริเริ่มในปี 2555 โดยนักวิทยาศาสตร์ชีวภาคจากมหาวิทยาลัยฮิโรชิมา ได้ค้นพบปรสิตสายพันธุ์ใหม่ในปลาซักเกอร์ไฮฟิน (Sailfin catfish) ในลำธารที่ไหลผ่านมหาวิทยาลัย และได้ตีพิมพ์รายงานวิจัยเรื่องปรสิตชนิดใหม่ที่พบในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก จำนวน 2 สายพันธุ์ รวมถึงการยืนยันสายพันธุ์อื่นที่พบในปี 2555 โดยในรายงานได้กล่าวถึง ปรสิตรวมจำนวน 4 สายพันธุ์ ซึ่งพบที่เหงือกของปลาในวงศ์ catfish และจัดเป็นปรสิตที่อยู่ในวงโมโนจีเนีย (Monogenea)
 
 
ที่มา: foodsafetynews.com สรุปโดย: มกอช. (7/12/59)

ญี่ปุ่นพบการแพร่ระบาดไข้หวัดนก H5N6
           ญี่ปุ่นพบการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก H5N6 ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด Kagoshima, Aomori และ Niigata โดยจังหวัด Aomori และNiigata หน่วยงานอนามัยจังหวัด มีรายงานจากเกษตรกรฟาร์มเป็ดและฟาร์มไก่ พบเป็ดและไก่ในฟาร์มตายมากผิดปกติ และได้สั่งการทำลายสัตว์ปีกในพื้นที่จังหวัด Aomori จำนวน18,360 ตัว และจังหวัด Niigata จำนวน 310,000 ตัว นอกจากนี้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมได้ตรวจพบเชื้อไข้หวัดนก H5N6 จังหวัด Kagoshima จากการเก็บตัวอย่างน้ำในรังของนกป่าเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของฤดูกาลนี้
          
          อนึ่ง การะทรวงเกษตรป่าไม้และประมงญี่ปุ่น ได้แจ้งแก่หน่วยงานภาครัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้มงวดในการเฝ้าระวังและการควบคุม ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไข้หวัดนก H5N6 เพิ่มขึ้น


 
ที่มา : สรุปโดย มกอช. (2/12/59) 

ญี่ปุ่น พบสารตกค้าง Pyridabe ในกระเจี๊ยบเขียวจากไทย
           กระทรวงสาธารณสุขฯ ญี่ปุ่น แจ้งว่าได้ตรวจพบสาร Pyridaben (MRL 0.01 ppm.)ตกค้างในกระเจี๊ยบเขียวสดส่งออก จากบริษัท Taniyama Siam Co., Ltd. ของไทย เมื่อวันที่ 25 และ 28 ตุลาคม 2559 โดยพบสารตกค้างในปริมาณ 0.08 ppm. และ 0.03 ppm. ตามลำดับ

           ด้วยเหตุนี้  กระทรวงสาธารณสุขฯ ญี่ปุ่น จึงปรับระดับการสุ่มตรวจสาร Pyridaben ในกระเจี๊ยบเขียวสดแช่แข็ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปนำเข้าจากไทยเป็นร้อยละ 30  และหากตรวจพบสารชนิดนี้ตกค้างเกินมาตรฐาน จะพิจารณากักกันกระเจี๊ยบเขียวทุกรุ่นที่นำเข้าจากประเทศไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป สำหรับกระเจี๊ยบเขียวที่ส่งออกโดยบริษัท Taniyama Siam Co., Ltd. ญี่ปุ่นกำหนดให้ต้องนำผลวิเคราะห์สาร Pyridaben มาแสดงก่อนการอนุญาตนำเข้าทุกครั้ง

           อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจะเร่งหาสาเหตุ และดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป เพื่อป้องกันมิให้มีการส่งออกสินค้าที่มีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานไปยังญี่ปุ่นอีก
 
 
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ :
สรุปโดย มกอช. (1/12/59)

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

EU Food News_EU_EU พิจารณาแก้ไขมาตรการสุ่มตรวจเข้มผักจากไทยที่ส่งไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรป (Review ครั้งที่ ๒๔)

ตามที่  สหภาพยุโรปได้ออกมาตรการสุ่มตรวจเข้มผักไทย ๑๐% – ๕๐% ณ ด่านนำเข้าของสหภาพยุโรป ตามกฎระเบียบ Regulation (EC) No 669/2009 ที่ออกมาตรการสุ่มตรวจเข้มพืชกลุ่มเสี่ยงของประเทศที่สามที่ส่งไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรป โดยให้มีผลปรับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๓ นั้น
                ในวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๙ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศผลการพิจารณาแก้ไขมาตรการสุ่มตรวจเข้มครั้งที่ ๒๔ อย่างเป็นทางการใน EU Official Journal L 168/1 ตาม Commission Implementing Regulation (EU) 2016/1024 of 24 June 2016 amending Regulation (EC) No 669/2009 implementing Regulation (EC) No 882/2004 of the European Parliament and of the Council as regards the increased level of official controls on imports of certain feed and food of non-animal origin ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย Commission Implementing Regulation ดังกล่าวยังคงเป็นมาตรการเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากการ Review ครั้งที่ผ่าน มา ดังนั้น จึงสรุปภาพรวมการตรวจเข้มผักจากไทย ณ ปัจจุบัน ได้ดังนี้
                   ๑. คงการตรวจหาสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้างที่ระดับ ๒๐% ในผัก ๒ ประเภท คือ ผักในกลุ่มมะเขือและถั่วฝักยาวจากไทย 
                   ๒. คงการตรวจหาสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้างที่ระดับ ๑๐% ในพริกจากไทย
                  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศอื่นๆ จากการ Review ครั้งนี้ พบว่า EU
                   ๑.  เพิ่มการสุ่มตรวจหาสารอัลฟลาทอกซินตกค้างที่ระดับ ๒๐% ในถั่วเฮเซลนัทจากประเทศจอร์เจีย
                   ๒. ยกเลิกการสุ่มตรวจหาสารโอคราทอกซิน A ตกค้างที่ระดับ ๕๐% ในองุ่นแห้งจากประเทศอัฟกานิสถาน  
                   ๓. ยกเลิกการสุ่มตรวจหาสารอัลฟลาทอกซินตกค้างที่ระดับ ๒๐% ในถั่วอัลมอนต์จากประเทศออสเตรเลีย
            ทั้งนี้ EU ได้ออกมาตรการสุ่มตรวจเข้มดังกล่าวมาแล้วเป็นระยะเวลา ๖ ปี ซึ่งที่ผ่านมา EU กำหนดให้มีการ Review มาตรการกับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศที่สามที่มีปัญหาทุกๆ ๓ เดือน หากแต่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เห็นควรให้เปลี่ยนเป็นทุกๆ ๖ เดือนแทน โดยขอให้ประเทศสมาชิก EU จัดส่งรายงานสรุปปัญหาการตรวจพบสินค้านำเข้าที่มีปัญหาทุกๆ ๖ เดือนต่อคณะกรรมาธิการยุโรปทราบด้วยเช่นกัน
            สำหรับรายละเอียดที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ดังนี้
            กฎระเบียฉบับนี้จะมีผลตามกฎหมาย ๓ วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ในวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๙) และกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป 
โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Russia Food News_รัสเซียขยายเวลายับยั้งการนำเข้าอาหารกระทั่งสิ้นปี 2560

รัสเซียเตรียมร่างข้อบังคับเพื่อขยายเวลาการห้ามนำเข้าสินค้าอาหาร (food embargo) จากหลายประเทศ  รวมทั้งกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ ไปจนถึงสิ้นปี 2560 ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2557 เพื่อตอบโต้การแทรกแซงของชาติตะวันตกในกรณีวิกฤตการณ์ ยูเครน  โดยการยับยั้งการนำเข้านี้จะรวมถึงเนื้อสัตว์ ปลา  ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ผลไม้ ผัก และยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เพิ่มเติมในรายการภายหลัง อาทิ ผลิตภัณฑ์นมที่ปราศจากน้ำตาลแล็คโตส (Lactose-free milk) ปลาแซลมอน และปลาเทราต์ จากการรายงานของ EU พบว่าผู้ผลิตอาหารจะต้องส่งออกไปยังประเทศที่สามมากขึ้นเพื่อทดแทนตลาดสินค้าของรัสเซียที่ขาดหายไป
                รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรรัสเซียได้ให้ความเห็นว่าข้อบังคับดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรรัสเซีย ทั้งนี้ข้อบังคับเดิมจะมีผลถึงเดือนสิงหาคม 2559 ซึ่งหากจะขยายเวลาในการยับยั้ง จะต้องผ่านการอนุมัติจากประธานาธิบดีรัสเซียก่อนเดือนตุลาคม 2559
                อย่างไรก็ตามร่างข้อบังคับดังกล่าวได้มีการอนุโลมให้สามารถนำเข้าส่งออกสินค้า เนื้อสัตว์ปีก เนื้อวัว และผักที่ใช้อุตสาหกรรมอาหารสำหรับเด็ก ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าสินค้าเหล่านี้ในรัสเซียมากขึ้น
ที่มา : The Pig Site
สรุปโดย : 
สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559

EU Food News_วิเคราะห์สถานการณ์สินค้าเกษตรไทยใน EU และโอกาสในอนาคต

วิเคราะห์สถานการณ์สินค้าเกษตรไทยในสหภาพยุโรปและโอกาสทางการตลาดของสินค้าเกษตรไทยในสหภาพยุโรป
๑.    สถิติการส่งออกสินค้าเกษตร-อาหารไทยไปตลาด EU  ในช่วงระหว่างเดือน ม.ค.-พ.ย. ๕๘ ไทยส่งออกสินค้าเกษตร-อาหารไป EU รวมทั้งหมด ๓,๑๖๘.๓ ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง ๔๙๐ ล้านเหรียญสหรัฐหรือ -๑๓.๔% เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน หน้า) แบ่งเป็น สินค้าเกษตรกรรม (๕๖%) และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร (๔๔%) โดย EU เป็นตลาด ส่งออกที่สำคัญอันดับ ๔ ของไทย (รองจากอาเซียน ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา)
       -     สินค้าเกษตกรรมที่สำคัญ (ไม่รวมยาพารา) ได้แก่ ไก่แปรรูป ,ข้าว, เนื้อและส่วนต่างๆของ สัตว์ที่บริโภคได้, ปลาหมึกสด แช่เย็น แช่แข็ง โดยมูลค่าการส่งออกลดลงเกือบทุกรายการเทียบกับปีก่อน หน้า (ยกเว้น เนื้อและส่วนต่างๆของสัตว์ที่บริโภคได้)
      -      สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง/แปรรูป, ผลไม้กระป๋อง/ แปรรูป, อาหารสัตว์เลี้ยง, ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ, สิ่งปรุงรสอาหาร, เนื้อสัตว์และ ของปรุงแต่งที่ทำจากเนื้อสัตว์ เฉพาะผลไม้กระป๋องและอาหารสัตว์เลี้ยงเท่านั้นที่มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรที่เหลืออื่นๆมีมูลค่าการส่งออกลดลงเทียบกับปีก่อนหน้า
๒.    สินค้าที่ไทยขายอยู่แล้วและควรหาทางขยายตลาดเพิ่ม[1]
      ๒.๑  ไก่แปรรูป เป็นสินค้าที่สร้างรายได้มากที่สุดทุกปี ในช่วง ๑๐ เดือนแรกของปี ๒๕๕๘  EU นำเข้าไก่แปรรูปจากไทยราว ๑๕๐,๐๐๐ ตันหรือ ๕๖% เทียบกับปริมาณการนำเข้าไก่แปรรูปจากประเทศที่ สามทั้งหมด โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าไก่แปรรูปที่สำคัญที่สุด (รองลงมา คือ การนำเข้าจากบราซิล​ ๑๐๔,๐๐๐ ตันหรือ ๓๙% เทียบกับปริมาณการนำเข้าไก่แปรรูปจากประเทศที่สามทั้งหมด)
             แม้ว่าไทยจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกไก่แปรรูปที่มีศักยภาพสูงในตลาดโลก แต่การส่งออกไป EU ถูกจำกัดด้วยโควตา โดย EU จัดสรรโควตาไก่แปรรูปให้ไทย  ๑๖๐,๐๓๓ ตัน/ปี ซึ่งเสียภาษีนำเข้าที่อัตรา ๘% ส่วนปริมาณที่เกินกว่านั้นจะต้องเสียภาษีนำเข้าสูงถึง ๑,๐๒๔ ยูโร/ตัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายตลาด แต่ในอนาคตหากไทยสามารถเจรจาต่อรองให้ทาง EU เพิ่มโควตาให้กับไทยหรือประสบความสำเร็จในการ เจรจา FTA กับ EU ก็มีโอกาสที่ไทยจะขยายการส่งออกไก่แปรรูปไป EU ได้เพิ่มขึ้นอีก
     ๒.๒  อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป  สินค้าที่สำคัญในกลุ่มนี้ คือ ทูน่ากระป๋อง ซึ่งเป็น อาหารทะเลที่ชาว EU นิยมบริโภคมากที่สุด โดย EU ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศที่สามทั้งในรูปแบบ วัตถุดิบทูน่าและผลิตภัณฑ์ทูน่ากระป๋องสำเร็จรูป ความต้องการบริโภคทูน่ากระป๋องใน EU มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะผู้บริโภคมองว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ไทยมีคู่แข่งที่สำคัญ คือ เอกวาดอร์ มอริเชียส ซีเชลล์และโกตติวัวร์  ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้รับการยกเว้นภาษี ทำให้มีความได้เปรียบในการส่งไปจำหน่ายใน EU มากกว่าไทย
            ในปีที่ผ่านมาแม้ EU นำเข้าทูน่ากระป๋องจากไทยลดลงเกือบ ๓๐% แต่ก็ยังเป็นสินค้าส่งออก หลักของไทย ในช่วง ๑๐ เดือนแรกของปี ๒๕๕๘ EU นำเข้าทูน่ากระป๋องจากไทย ๓๘,๗๐๐ ตันหรือ เป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญอันดับ ๔ (ลดลงจาก ๕๒,๗๐๐ ตันหรืออันดับที่ ๒​ ในปีก่อนหน้า)  โดยไทยสูญเสีย ส่วนแบ่งตลาดให้กับประเทศมอริเชียสที่ได้รับการยกเว้นภาษีและฟิลิปปินส์ที่ได้รับสิทธิ GSP+ ทำให้ทูน่า กระป๋องจากฟิลิปปินส์ถูกเก็บภาษี 0%  สำหรับประเทศไทยสูญเสียสิทธิ GSP ตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค. ๕๘   ทำให้ ทูน่ากระป๋องจากไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง ๒๔% ยิ่งไปกว่านั้น ในปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมประมงไทย ถูกโจมตีเรื่องการใช้แรงงานผิดกฎหมาย แรงงานทาสและ IUU fishing ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้หากไทยยังไม่รีบ แก้ไข EU ก็อาจหันไปนำเข้าทูน่ากระป๋องจากคู่แข่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหรือ EU อาจสั่งระงับการนำเข้าจากไทยได้
     ๒.๓  ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไทยเป็นแหล่งนำเข้าสับปะรดกระป๋องที่สำคัญอันดับ ๑ ของ EU ส่วนใหญ่นำเข้าโดยประเทศเยอรมนี แม้ว่าปี ๒๕๕๘ ไทยจะสูญเสีย GSP ทำให้สับปะรดกระป๋องที่นำเข้า จากไทยต้องเสียภาษีสูงถึง ๒๕.๖% แต่ไทยก็ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด ในช่วง ๑๐ เดือนแรกของปี ๒๕๕๘ EU นำเข้าสับปะรดกระป๋องจากไทย ๑๐๘,๐๐๐ ตัน (ทิ้งห่างคู่แข่งอื่นๆมาก ได้แก่ EU นำเข้าจาก อินโดนีเซีย ๕๒,๐๐๐ ตัน เคนยา ๔๒,๐๐๐ ตัน และฟิลิปปินส์ ๒๒,๐๐๐ ตัน) เนื่องจากอุตสาหกรรมสับปะรด กระป๋องของไทยมีโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย มีกระบวนการผลิตและแปรรูปที่ได้ มาตรฐาน รวมทั้งแรงงานมีทักษะและความชำนาญ ผู้นำเข้าในต่างประเทศจึงยอมรับในคุณภาพ  สิ่งที่ไทยต้องระวัง คือ การปลูกสับปะรดของไทยมีผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ทำให้ราคาต้นทุนวัตถุดิบ ไม่แน่นอน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมสับปะรดแปรรูปไทยในอนาคต 
     ๒.๔  เนื้อและส่วนต่างๆของสัตว์ที่บริโภคได้  เนื้อสัตว์ที่ไทยส่งออกไป EU มาก คือ เนื้อไก่ ภายหลังจาก EU เริ่มเปิดตลาดนำเข้าเนื้อไก่จากไทยอีกครั้งนับตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นมา ส่งผลให้ไทยค่อยๆ ขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างต่อเนื่อง โดย EU นำเข้าไก่หมักเกลือจากไทยเพิ่มขึ้นจาก​​ ๒๑,๕๐๐ ตันในปี ๒๕๕๕ เป็นมากกว่า ๗๒,๖๐๐ ตันในปี ๒๕๕๗ สำหรับในช่วง ๑๐ เดือนแรกของปี ๒๕๕๘ EU นำเข้าไก่หมัก เกลือจากไทยไปแล้วราว ๗๐,๘๐๐ ตัน แต่บราซิลยังคงครองแชมป์เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ ๑  โดย EU นำเข้า ไก่หมักเกลือจากบราซิล ๑๔๕,๐๐๐ ตันในช่วง ๑๐ เดือนแรกของปี ๒๕๕๘ หรือมากกว่าไทยถึง ๒ เท่า
     ๒.๕  อาหารสัตว์เลี้ยง  แม้ว่าอาหารสัตว์เลี้ยง (สุนัข แมว นก ปลา ฯลฯ) จะไม่ใช่สินค้าส่งออก หลักของไทย แต่ในปีที่ผ่านมาก็เป็นสินค้าที่สร้างรายได้จากการส่งออกไปตลาด EU มากเป็นอันดับ ๖ และ มูลค่าการส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาติดต่อกันหลายปี  ในอนาคตตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในยุโรปมี แนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น เพราะผู้เลี้ยงสัตว์คำนึงการให้อาหารที่มีประโยชน์ เหมาะกับสุขภาพสัตว์และจำนวน ประชากรสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กในยุโรปที่เพิ่มมากขึ้น โดยอาหารแมวเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  ในฐานะที่ไทย เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่สำคัญของโลก (อันดับ ๗)  ไทยจึงสมควรหาช่องทางขยายการส่งออก ไปยังตลาด EU เพิ่มขึ้น​ โดยตลาดที่สำคัญ ได้แก่ สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลีและสเปน
๓.   สินค้าที่ไทยควรดำเนินการเจรจาเปิดตลาดหรือขยายตลาดในสหภาพยุโรป
       ๓.๑  ผักและผลไม้ : จากกระแสคนรักสุขภาพ ความนิยมบริโภคหรือทำอาหารเอเชียที่บ้าน และการเติบโตของร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ทำให้ไทยมีโอกาสขยายการส่งออกผักและผลไม้หลายอย่าง ไป EU  (เช่น มะพร้าว สับปะรด มะม่วง อะโวกาโด ฝรั่ง แคนตาลูป แตงโม) หรือส่วนประกอบในอาหารไทย  (เช่น ตะไคร้ ผักชี ขมิ้น ข่า กะเพรา โหระพา ฯลฯ) ผักนอกฤดูกาล (ผักกาดหอม พริกหวาน มะเขือเทศ ข้าวโพด หน่อไม้ฝรั่ง หัวผักกาด เบบี้แครอท กะหล่ำปลี ฯลฯ) โดยผู้ส่งออกต้องให้ความสำคัญกับความสะอาด ความปลอดภัย ปราศจากโรคพืชและสารปราบศัตรูพืชต้องห้าม
               ผู้บริโภค EU ยังเป็นกลุ่มที่รักความสะดวกสบาย มีกำลังซื้อสูงและพร้อมทดลองรสชาติแปลก ใหม่จากต่างประเทศมากขึ้น  เพราะฉะนั้น ผักและผลไม้ที่มุ่งจำหน่ายในตลาด  EU จึงสมควรอยู่ในรูปแบบ ล้างหรือปลอกเรียบร้อย หั่นให้อยู่ในขนาดพร้อมรับประทาน อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่สะอาด เก็บรักษารสชาติและ คุณค่าของอาหารไว้ได้นาน รวมทั้งมีเรื่องราวที่มาซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าแก่ผู้บริโภค
              ผักและผลไม้เกษตรอินทรีย์เป็นอีกตลาดที่น่าสนใจ เพราะมีความปลอดภัย ปราศจากสารเคมีแล ะดีต่อสุขภาพ ทำให้ผู้บริโภคใน EU หันมาเลือกซื้อผักและผลไม้อินทรีย์มากขึ้น โดยตลาดหลัก ได้แก่ เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ในขณะที่ผู้บริโภคในสวิสเซอร์แลนด์ เดนมาร์กและสวีเดน มีสัดส่วนการเลือกซื้อผักและ ผลไม้อินทรีย์สูง ผลไม้อินทรีย์ไทยที่มีโอกาสขยายตลาดได้ใน EU เช่น มะละกอ เสาวรส สับปะรด แอปเปิ้ล ลูกแพร์ ส้ม ส่วนผักอินทรีย์ เช่น พริกหยวก มะเขือเทศเชอร์รี่ ละมุดฝรั่ง ขมิ้นและวนิลา
      ๓.๒  เครื่องเทศและสมุนไพร : ปี ๒๕๕๖ EU นำเข้าเครื่องเทศและสมุนไพรรวม ๕๒๐,๐๐๐ ตัน คิดเป็นมูลค่า ๑,๘๐๐ ล้านยูโร และมีปริมาณการนำเข้าเติบโตเฉลี่ยร้อยละ ๔ ต่อปีในช่วงระหว่างปี ๒๕๕๒ – ๒๕๕๖  EU พึ่งพาการนำเข้าเครื่องเทศและสมุนไพรจากประเทศกำลังพัฒนาเป็นหลัก แหล่งนำเข้า ที่สำคัญ ได้แก่ จีน อินเดีย เวียดนามและอินโดนีเซีย
              ประชากร EU มีแนวโน้มใช้เครื่องเทศและสมุนไพรในการประกอบอาหารเพิ่มขึ้น เพราะกระแส คนรักสุขภาพและใช้สำหรับปรุงอาหารต่างชาติ (ไทย อินเดีย แม็กซิกัน) แม้ในช่วงที่ EU เผชิญภาวะเศรษฐกิจ ถดถอย แต่อุปสงค์ของเครื่องเทศและสมุนไพรก็ไม่ลดลง เพราะผู้บริโภคมองว่าใช้น้อยจึงไม่มีผลกระทบต่อการ ตัดสินใจซื้อ โอกาสขยายการส่งออกเครื่องเทศและสมุนไพรของไทย ได้แก่ พริกไทย ขิง ลูกจันทร์เทศ พริก อบเชย ลูกกระวาน วนิลา กานพลู เป็นต้น โดยผู้ส่งออกต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยจากสารตกค้าง จำพวกสารพิษจากเชื้อรา (Mycotoxins) สารปราบศัตรูพืชและจุลินทรีย์ต่างๆ รวมทั้งควรบรรจุอยู่ในหีบห่อ ใหม่ สะอาด มีความทนทาน ปราศจากความชื้นและใช้พลาสติกที่ป้องกันการทำลายจากแมลง เชื้อราหรือกลิ่น ไม่พึงประสงค์ เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า นอกจากนี้ ไทยอาจส่งออกเครื่องเทศและสมุนไพรที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ผ่านการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนในการผลิตทุกขั้นตอน
      ๓.๓  ไก่ บราซิลและไทยเป็นแหล่งนำเข้าไก่ที่สำคัญที่สุดของ EU แม้ว่าการผลิตไก่ใน EU มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ความต้องการซื้อก็ขยายตัวเช่นเดียวกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอยใน ยุโรปที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อเนื้อไก่แทนเนื้อหมูและเนื้อวัว เพราะเป็นโปรตีนจากสัตว์ที่ราคาถูกกว่า มี ไขมันต่ำและนำมาปรุงอาหารได้ง่าย โดยการจำหน่ายชิ้นส่วนไก่ที่มีราคาถูก (ขาและปีก) มีแนวโน้มเติบโต รวดเร็วกว่าเนื้ออกไก่หรือไก่ทั้งตัวที่มีราคาสูงกว่า ในอนาคตไทยมีโอกาสขยายการส่งออกไก่มายังตลาด EU เพิ่มขึ้น โดยต้องให้ความสำคัญกับความสด สะอาด ปลอดภัยจากโรค สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ การนำเสนออาหารอย่างสวยงามและมีราคาสมเหตุสมผล นอกจากนั้น ผู้ส่งออกไทยควรหาทางสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ให้สามารถนำไปใช้ทำอาหารได้สะดวกพร้อมรับประทาน และพัฒนารสชาติ ของสินค้าให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น
๔.   สินค้าเกษตร-อาหารไทยที่มีโอกาสเปิดตลาดใหม่ๆใน EU จะต้องคำนึงถึง
       -   ประโยชน์ต่อสุขภาพ รสชาติ รู้จักนำนวัตกรรม (innovation) มาใช้เพื่อพัฒนาอาหารให้ สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น ผลไม้ที่ไร้เมล็ด ปลอก เปลือกง่าย เก็บได้นาน หรือมีขนาด เหมาะแก่การบริโภคคนเดียว (มะละกอจิ๋ว แตงโมจิ๋ว) ผลไม้ที่ผ่านกระบวนการทำให้สุกพร้อมทาน ฯลฯ ซึ่ง นอกจากง่ายต่อการบริโภคและเหมาะกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณ ขยะอาหารที่ถูกทิ้งลง
       -   ความปลอดภัยของอาหารจากสารตกค้างต่างๆ (โดยเฉพาะสารปราบศัตรูพืช) เชื้อจุลินทรีย์ และตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ซึ่งเป็นประเด็นที่ EU ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
       -   การผลิตอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม คำนึงถึงความยั่งยืน มีตรารับรองคุณภาพหรือ เชื่อมโยงคุณค่าทางด้านจริยธรรม อาทิ การค้าที่เป็นธรรม     (fair trade) รับรองการปฏิบัติต่อแรงงานและ สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี สินค้าที่มาจากกระบวนการผลิตและการขนส่งที่มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก เป็นต้น
นอกจากนี้ ไทยควรจับตาดูตลาดยุโรปตะวันออกที่กำลังเติบโต ถึงแม้ว่าปัจจุบันความต้องการ ซื้ออาหารแปลกใหม่จากต่างประเทศของทางฝั่งยุโรปตะวันออกยังคงจำกัด แต่ก็เป็นตลาดที่มีโอกาสขยายตัว ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า โดยผู้บริโภคฝั่งยุโรปตะวันออกนั้นให้ความสำคัญกับราคาเป็นหลัก ไทยควรหาทางเปิด ตลาดโดยส่งสินค้าผ่านมาทางผู้นำเข้าในยุโรปตะวันตกที่กำลังเข้าไปบุกเบิกตลาดในยุโรปกลางและตะวันออก



[1] ใช้ตัวเลขสถิติจาก EUROSTAT

โดย  สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

EU Food News_สหภาพยุโรปไม่อนุญาตให้ใช้ 3-decen-2-one เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

 เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2016/138 of 2 February 2016 concerning the non-approval of the active substance 3-decen-2-one, in accordance with Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council concerning the placing of plant protection products on the market ใน EU Official Journal L 27/5 ว่าด้วยการไม่อนุญาตให้ใช้ 3-decen-2-one เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) ในสหภาพยุโรป สรุปดังนี้
              ๑. เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๔ ทางการเนเธอร์แลนด์ได้รับคำร้องจาก AMVAC CV เพื่ือขอขึ้นทะเบียน 3-decen-2-one เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช  แต่จากการประเมินผลของ EFSA พบว่า ผลของการเป็นพิษต่อระบบพันธุกรรมเป็นบวก และมีข้อจำกัด ในด้านข้อมูลพิษวิทยา จึงทำให้่ไม่สามารถกำหนดค่าอ้างอิงพิษวิทยาสุดท้ายได้ (final toxicological reference values) ดังนั้น จึงทำให้ไม่สามารถประเมินความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการ บุคคลทำงาน บุคคล ที่เกี่ยวข้อง ผู้อยู่อาศัย และ ผู้บริโภค รวมถึงกำหนดค่า MRL ได้ด้วย และผู้ยื่นคำร้องก็ไม่สามารถ จัดส่งข้อมูลเพื่อหักล้างคำตัดสินของ EFSA ได้ ดังนั้น  EU จึงเห็นควรไม่อนุญาตให้ใช้ 3-decen-2-one เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs)
              ๒. กฎระเบียบดังกล่าว จะมีผลปรับใช้ ๒๐ วันหลังจากวันที่ลงประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙) แล้ว
              ๓. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซด์ดังนี้

รายงานโดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป