แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัตถุเจือปนอาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัตถุเจือปนอาหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561

Update Food Law_Thai : ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉ.ที่ 391

เนื่องจากกฎหมายไทยไม่ได้อธิบายรายละเอียดเคมีตัวอื่นไว้ด้วยว่าคืออะไรสำหรับคนไม่รู้ น้ำฝนเลยสรุปข้อมูลเป็นคู่มือคร่าวๆ



Update Food Law_Thai : คำชี้แจงของ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉ.ที่ 390-391

คำชี้แจง คำอธิบายของประกาศที่ออกแล้ว ฉ.ที่ 390-391

ฉบับ pdf ไปโหลดได้ที่
http://food.fda.moph.go.th/law/announ_moph1-150.php

ส่วนที่เด็ด กฎหมายรวมของ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ 1 จนถึง ฉ.391 หนา 2104 หน้า
โหลดที่ 
 http://food.fda.moph.go.th/data/Admin/food_law.pdf



 

Update Food Law_Thai : ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉ.ที่ 390


กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีใช้ ของแคลเซียมไอโอเดท เมททิลแอลกอฮอลล์ แต่ยังไม่ได้ห้ามใช้ทั้งหมด
ยกเลิกฉบับเดิม 2 ฉบับ คือ 151, 247






วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Food Law Update EU_Commission Regulation (EU) 2017/1270

EU อนุญาตการใช้วัตถุเจือปนอาหาร potassium carbonate (E 501) ในสินค้าผัก-ผลไม้

                     เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกประกาศกฎ Commission Regulation (EU) 2017/1270 of 14 July 2017 amending Annex II to Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council as regards the use of potassium carbonate (E 501) on peeled, cut and shredded fruit and vegetables ใน EU Official Journal L 184 Volume 1 ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
                      ๑. กฎใหม่นี้เป็นการแก้ไขบัญชีรายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร (Union list food additives) ที่ ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในอาหารตามภาคผนวกที่ ๒ (Annex II) ของกฎระเบียบ Regulation (EC) No 1333/2008 โดยการแก้ไขบัญชีในครั้งนี้ เป็นการอนุญาตให้ใช้ potassium carbonate (E 501) ในสินค้าอาหารกลุ่ม 04.1.2 ผลไม้และผักปลอกเปลือก หั่น และหั่นซอยเล็ก ที่ไม่ได้แปรรูป แช่เย็น พร้อมรับประทาน และบรรจุหีบห่อ รวมถึงมันฝรั่งที่ไม่ได้แปรรูป ปอกเปลือก และบรรจุหีบห่อแล้ว เนื่องจากสารที่อนุญาตให้ใช้อยู่เดิม คือ ascorbic acid (E 300) มักจะทำให้เนื้อของผักและผลไม้สลาย ยุ่ย และเปลี่ยนสีหลังจากถูกสารไปแล้ว ๒ – ๓ วัน ซึ่ง potassium carbonate จะเป็นตัวช่วยไม่ให้ผักและผลไม้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นสารที่ช่วยคงตัวและปรับความเป็นกรด-ด่างที่ได้รับจากสาร ascorbic acid  
                      ๒. Scientific Committee for Food กำหนดค่าที่ยอมรับได้รับต่อวัน (Acceptable Daily Intake : ADI) ของสาร carbonate ไว้ที่ระดับ « ไม่มีการระบุ (not specified) » เนื่องจากสารดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหากใช้ในปริมาณเท่าที่จะได้รับผลทางเทคนิคที่ต้องการ (quantum satis) เท่านั้น     
                      ๓.  กฎดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 15 กรกฎาคม ๒๕60)
                      ๔. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวนี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังต่อไปนี้
                     โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

EU Food Laws__EU แก้ไขบัญชีวัตถุเจือปนอาหารที่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร Regulation (EU) No 2016/324

เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๙ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Regulation (EU) No 2016/324 of 7 March 2016 amending and correcting Annex II to Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council as regards the use of certain food additives permitted in all categories of foods ใน EU Official Journal L 61/1 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
                 ๑. การแก้ไขครั้งนี้เป็นการแก้ไข Annex II (Part A) ใน Regulation (EC) No 1333/2008 ซึ่งกำหนดบัญชีรายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร (food additives) ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
                       ๑.๑ ให้เพิ่มประเภทของอาหารใน Table ๑. ของ Part A โดยหลังจากข้อที่ ๑๒. พาสต้าแห้ง ยกเว้นที่ปลอดกลูเตนและ/หรือพาสต้าสำหรับ hypoproteic diets ตาม Directive 2009/39/EC ให้เพิ่มข้อที่ ๑๓. “อาหารสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก ตาม Regulation (EU) No 609/2013 รวมทั้งอาหารพิเศษทางการแพทย์ สำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก”
                       ๑.๒ ให้แก้ไข Part E ของ Annex II จากเดิม หัวข้อประเภทอาหาร “0. วัตถุเจือปนอาหารที่ อนุญาตให้ใช้ในอาหารทุกประเภท” ให้เปลี่ยนเป็น “0. วัตถุเจือปนอาหารที่อนุญาตให้ใช้ในอาหารทุกประเภท ทั้งนี้ ไม่รวมถึงอาหารสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก ยกเว้นกรณีที่มีการอนุญาตไว้เป็นพิเศษ (except where specifically provided for)
                       ๑.๓ เพิ่มรายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร ๑๑ รายการ ใน “0. วัตถุเจือปนอาหารที่อนุญาตให้ใช้ใน อาหารทุกประเภท” ดังนี้
                              ๑.๓.๑ สาร Carbon dioxide (E ๒๙๐) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถใช้ใน อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก
                              ๑.๓.๒ สาร Phosphoric acid – phosphates-di-, tri- and polyphosphates (E ๓๓๘-๔๕๒) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณ ๑๐,๐๐๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม เฉพาะอาหารที่มีลักษณะเป็นผงแห้ง  ยกเว้นอาหารที่กำหนดใน Table ๑. ของ Part A ของภาคผนวกนี้
                              ๑.๓.๓ สาร Beta-cyclodextrin (E ๔๕๙) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณเท่าที่จำเป็น เฉพาะอาหาร อัดเม็ด (tablet) และอัดเม็ดเคลือบ  ยกเว้นอาหารที่กำหนดใน Table ๑. ของ Part A ของภาคผนวกนี้
                              ๑.๓.๔ สาร Silicon dioxide – silicates (E ๕๕๑-๕๕๓) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณ ๑๐,๐๐๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม เฉพาะอาหารที่มีลักษณะเป็นผงแห้ง ยกเว้นอาหารที่กำหนดใน Table ๑. ของ Part A ของภาค ผนวกนี้
                              ๑.๓.๕ สาร Silicon dioxide – silicates (E ๕๕๑-๕๕๓) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เฉพาะอาหารอัดเม็ด (tablet) และอัดเม็ดเคลือบ ยกเว้นอาหารที่กำหนดใน Table ๑. ของ Part A ของภาคผนวกนี้
                              ๑.๓.๖ สาร Argon (E ๙๓๘) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถใช้ในอาหาร สำหรับทารกและเด็กเล็ก
                              ๑.๓.๗ สาร Helium (E ๙๓๙) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถใช้ในอาหาร สำหรับทารกและเด็กเล็ก
                              ๑.๓.๘ สาร Nitrogen (E ๙๔๑) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถใช้ในอาหาร สำหรับทารกและเด็กเล็ก
                              ๑.๓.๙ สาร Nitrous oxide (E ๙๔๒) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถใช้ใน อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก
                              ๑.๓.๑๐ สาร Oxygen (E ๙๔๘) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถใช้ใน อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก
                              ๑.๓.๑๑ สาร Hydrogen (E ๙๔๙) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถใช้ในอาหาร สำหรับทารกและเด็กเล็ก             
                 ๒. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศลงใน EU Official Journal แล้ว (ประกาศ ณ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๙)  สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังต่อไปนี้

โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

EU Food News_EU ปรับแก้ข้อกำหนดการผลิตเจลาตินและคอลลาเจน

สภายุโรปมีมติเห็นชอบในการแก้ไขกฎระเบียบ annex III of regulation 853/2004
ของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งแก้ไขข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์เจลาตินและคอลลาเจนที่ผ่านกรรมวิธีขั้นสูงที่ได้จากสัตว์เพื่อการบริโภคสำหรับมนุษย์
           กฎระเบียบดังกล่าวมีการแก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับสุขอนามัยอาหารที่ได้จากสัตว์สำหรับผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการจะต้องทำให้มั่นใจว่าวัตถุดิบที่นำมาผลิตเจลาตินและคอลลาเจนมีแหล่งกำเนิดตามข้อกำหนดสุขอนามัยและสุขภาพสัตว์ตามกฎระเบียบสหภาพยุโรป      
           
บทบัญญัติที่มีการปรับแก้ในข้อกำหนดนี้ เช่น         
           
- การนำเข้าวัตถุดิบสำหรับการผลิตเจลาตินและคอลลาเจน: สถานประกอบการที่ผลิตวัตถุดิบข้างต้นจะต้องปรับใช้การปฏิบัติเฉพาะเพื่อกำจัดความเสี่ยงต่อสุขภาพสัตว์และสุขอนามัยที่มีอยู่ในวัตถุดิบ ก่อนการนำผลิตภัณฑ์มาวางขายในตลาดสหภาพยุโรป
           - การปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการผลิตคอลลาเจนเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ใช้ได้จริง โดยจะไม่มีผลต่อการป้องกันด้านสาธารณสุข
           - การปรับปรุงวิธีวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบปริมาณสารตกค้างในเจลาตินและคอลลาเจน
           วัตถุดิบที่จะนำเข้ามาในสหภาพยุโรปทั้งจากประเทศสมาชิกและประเทศที่สามจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดเฉพาะในการผลิตอาหารแปรรูปที่ผ่านกรรมวิธีขั้นสูงที่มีที่มาจากสัตว์เพื่อการบริโภคของมนุษย์
 
  
 
ที่มา: foodlaw.rdg.ac.uk (28/01/59) มกอช.

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

๊EU Food Law _Update amd.Regulation (EC) No 1331/2008 ของปี 2015

วันนี้จะมาบอกรายการที่มีการปรับปรุงจากระเบียบเดิม ส่วนรายละเอียดวันนี้ไม่ทันอธิบายให้นะจ๊ะ

Regulation (EC) No 1331/2008 of the European Parliament and of the Council of 16 December 2008 establishing a common authorisation procedure for food additives, food enzymes and food flavourings
รายการที่ปรับปรุงปี 2015 มี

Food Additives in the European Union

แนวโน้มหรือความคืบหน้าของการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวกับกฎหมายอาหารของทางยุโรป




วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

EU Food News_EU อนุญาตให้ใช้ Silicon dioxide (E 551) ในโรสแมรีสกัดชนิดผง

เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Regulation (EU) 2015/1362 of 6 August 2015 amending Annex III to Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council as regards the use of silicon dioxide (E 551) in extracts of rosemary (E 392) ใน EU Official Journal L 210/22 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
                 ๑. กฎระเบียบใหม่นี้เป็นการแก้ไข Annex III ของ Regulation (EC) No 1333/2008 ซึ่งเป็นบัญชี รายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร (food additives) กลุ่มที่มีคุณสมบัติเชิงเทคนิค (technical function) การแก้ไขในครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่มีผู้ประกอบการใน EU ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม  ๒๕๕๗ ขออนุญาตใช้ silicon dioxide (E 551) เป็นสารกันการรวมตัวเป็นก้อน (anti-caking agent) ในโรสแมรีสกัดชนิดผง
                 ๒. สาร silicon dioxide (E 551) และสาร silicates บางรายการ (อาทิ sodium, potassium, calcium และ magnesium silicates) อยู่ในกลุ่มวัตถุเจือปนอาหาร (กลุ่มกันการรวมตัวเป็นก้อน) ที่ EU ไม่ได้ กำหนดค่าที่ร่างกายสามารถรับได้ต่อวันโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ (Acceptable Daily Intake : ADI) ไว้โดยชัดเจน เนื่องจากเป็นสารที่ไม่มีความเสี่ยงต่อผู้บริโภค เพราะผู้ประกอบการจะใช้สารดังกล่าวในปริมาณเท่าที่ จำเป็น เพื่อให้ได้ผลทางเทคนิคที่ต้องการเท่านั้น ดังนั้น หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารประจำสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority : EFSA) จึงไม่ต้องประเมินความปลอดภัยในการใช้สารดังกล่าวในครั้งนี้
                 ๓.  EU เห็นควรอนุญาตให้ใช้ silicon dioxide (E 551) เป็นสารกันการรวมตัวเป็นก้อน (anti-caking agent) ในโรสแมรีสกัดชนิดผง โดยกำหนดค่าการใช้งานที่ระดับ ๓๐,๐๐๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม ในกระบวนการผลิต (in the preparation)
                 ๔. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๘)   สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก เว็บไซต์ดังต่อไปนี้



รายงานโดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 
- See more at: http://www2.thaieurope.net

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

EU Food News_EU ระงับการใช้สารปรุงแต่งกลิ่นบางรายการ

เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1102 of 8 July 2015 amending Annex I to Regulation (EC) No 1334/2008 of the European Parliament and of the Council as regards removal from the Union list of certain flavouring substances ใน EU Official Journal L 181/54 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
                  ๑. กฎระเบียบใหม่นี้เป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม (Annex I ของ Regulation (EC) No 1334/2008) ที่กำหนดบัญชีรายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร  (Union list) ที่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร การแก้ไขกฎระเบียบครั้งนี้มีวัตถุ ประสงค์เพื่อระงับการใช้สารซึ่งเคยอนุญาตให้ใช้เป็นสารปรุงแต่งกลิ่นได้ (flavouring substance) จำนวน ๕ รายการ ดังต่อไปนี้
-        1-Methylnaphthalene
-        Furfuryl methyl ether
-        Difurfuryl sulfide
-        Difurfuryl ether
-        Ethyl furfuryl ether
                     ทั้งนี้ เนื่องจากภาคเอกชนที่ประสงค์จะใช้สารดังกล่าวไม่ส่งมอบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเพื่อใช้ ในการประเมินผลให้ EU ตามกำหนดภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ ดังนั้น หน่วยงานความปลอดภัยด้าน อาหารประจำสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority : EFSA) จึงเห็นควรระงับไม่ให้ใช้สารทั้ง ๕ รายการ เป็นวัตถุเจือปนอาหารอีกต่อไป
                 ๒. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ต่อไปนี้
                 ๓. กฎระเบียบดังกล่าว จะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๘)
                     อย่างไรก็ดี EU อนุโลมช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านให้สินค้าอาหารที่มีส่วนผสมของสารปรุงแต่งกลิ่นทั้ง ๕ รายการ ที่มีการวางจำหน่ายหรือติดฉลากในช่วง ๙ เดือนหลังจากที่กฎระเบียบนี้มีผลปรับใช้ (ระหว่าง วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๘ – วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๙) สามารถวางจำหน่ายได้ต่อไปจนกว่าสินค้าจะหมด อายุการบริโภค 


รายงานโดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 
- See more at: http://www2.thaieurope.net