แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ export แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ export แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Taiwan Food News_ไต้หวัน เร่งตรวจหาที่มาของสาร Dioxin ที่ปนเปื้อนไข่

สภาเกษตรไต้หวัน (COA) เร่งตรวจสอบแหล่งที่มาของสาร Dioxin หลังพบการปนเปื้อนของสารดังกล่าวเป็นวงกว้าง และใช้มาตรการเฝ้าระวังพร้อมทั้ง เรียกคืนไข่ทั้งประเทศกว่า 8 ตัน ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐได้หาสาเหตุของการปนเปื้อน มุ่งประเด็นไปที่อาหารสัตว์ และได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบอาหารสัตว์ปีกอย่างเข้มงวด
                เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ COA และศูนย์ควบคุมโรคสัตว์ของไต้หวันได้เข้าตวจสอบฟาร์มสัตว์ปีก ที่ Hung Chang พร้อมสั่งกำจัดสัตว์ปีกกว่า 42,000 ตัว วางแผนทำลายไข่ไก่กว่า 15 ตัน และใช้มาตรการเฝ้าระวังเรียกคืนไข่กว่า 8,962 กิโลกรัม ซึ่งในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่หน่วยงานองค์การอาหารและยาไต้หวัน (FDA) ได้เข้าตรวจสอบไข่ที่วางจำหน่ายกว่า 3,730 กิโลกรัม และล่าสุดได้ทำการตรวจสอบไข่จากฟาร์มสัตว์ปีกเดิม ที่ Hung Chang พบว่า ยังคงมีการปนเปื้อนของสาร Dioxin แต่มีปริมาณสารลดลงอยู่ที่ 2.88 pg/g และ 3.34 pg/g ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่ 2.5 pg/g
                ทั้งนี้  องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนสาร Dioxin เป็นกลุ่มสารเคมีที่มีความเป็นพิษสูง ซึ่งส่วนใหญ่มักสะสมอยู่ในเนื้อสัตว์ หากผู้บริโภคได้รับสารดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อภูมิคุ้มกัน ฮอร์โมน ระบบสืบพันธุ์ และอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
                
อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่ : http://www.acfs.go.th/read_news.php?id=14677&ntype=07
                และ  http://www.acfs.go.th/read_news.php?id=14701&ntype=07
 
ที่มา : thepoultrysite.com สรุปโดย มกอช.

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Food Law Update_EU เตรียมใช้ใบรับรองการตรวจสอบสินค้าเกษตรอินทรีย์นำเข้าแบบอิเล็กทรอนิกส์

๑. เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศกฎระเบียบใหม่  Commission Implementing Regulation (EU) 2016/1842 ว่าด้วยการใช้ใบรับรองการตรวจสอบสินค้า เกษตรอินทรีย์นำเข้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-certification)  เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๐ เป็นต้นไป
    กฎระเบียบเดิมของ EU (Commission Regulation (EC) No 1235/2008) กำหนดให้ สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่นำเข้าจากประเทศที่สามจะต้องมี Certificate of inspection for import of products from organic production into the european community หรือที่เรียกว่า “ใบรับรองการ ตรวจสอบ (Certificate of inspection : COI)” ซึ่งออกโดยหน่วยงาน control authorites (CA) หรือ control bodies (CB) ในประเทศที่สามที่ EU เห็นชอบ เป็นเอกสารประกอบการนำเข้า โดยผู้ประกอบการ ต้องยื่น COI ฉบับจริงให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ของประเทศสมาชิก (Member State’s competent authority) เพื่อยืนยันความถูกต้องของสินค้าที่ส่งมอบ (verification of the consignment) และเซ็นต์ รับรอง (endorsement) ก่อนจะะอนุญาตให้วางจำหน่ายในตลาด  EU
 ๒.         แต่จากรายงานของหน่วยตรวจราชการยุโรป (European Court of Auditors) เมื่อปี ๒๕๕๕ ระบุว่าระบบควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของ EU ยังมีข้อบกพร่อง เพราะแนวทางปฏิบัติ ในการกำกับดูแลสินค้าเกษตรอินทรีย์ของหน่วยงาน CA  หรือ CB ในประเทศที่สามอาจแตกต่างกันไปหรือ ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ EU ทั้งหมด นอกจากนี้ การแชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกหรือกับคณะกรรมาธิการยุโรปนั้นยังไม่เพียงพอ อีกทั้งการ ตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) เส้นทางการเดินทางของสินค้าเกษตรอินทรีย์ก็ทำได้ยาก โดยเฉพาะ สินค้าที่นำเข้า
         ดังนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจึงต้องการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว โดยจะนำ ใบรับรองการตรวจสอบสินค้าเกษตรอินทรีย์นำเข้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-certification) มาใช้ นั่นคือ ข้อมูลต่างๆที่ระบุไว้ใน COI จะถูกป้อนเข้า “ระบบติดตามการเดินทางของอาหารของ EU หรือ Trade Control & Expert System (TRACES)” ซึ่งระบบ TRACES นี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้การค้า มีความคล่องตัว เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทางของสินค้าถูกรวบรวมไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ที่ เชื่อมโยงสู่ศูนย์กลาง ซึ่งจะทำให้คู่ค้าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้รับอนุญาตสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว ได้ง่ายขึ้น การทำงานเอกสารมีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ ระบบ TRACES ยังช่วยให้ตอบสนอง ต่อเหตุการณ์ที่เป็นภัยเสี่ยงต่อสุขภาพทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะการทราบถึงเส้นทางเดินทางของสินค้าที่ถูก ส่งเข้ามาใน EU จะทำให้สามารถจัดการกับความเสี่ยงหรือปฏิเสธการรับสินค้านั้นได้อย่างทันท่วงที
๓. กฎระเบียบใหม่ว่าด้วยการบังคับใช้ใบรับรองการตรวจสอบสินค้าเกษตรอินทรีย์นำเข้าแบบ อิเล็กทรอนิกส์หรือ e-certification จะมีผลเริ่มต้นบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๖๐ เป็นต้นไป ซึ่งคณะ กรรมาธิการยุโรปกำหนดให้มีช่วงเวลาในการปรับตัวรวม ๖ เดือน นั่นคือ สามารถใช้ได้ทั้งใบรับรองการ ตรวจสอบสินค้าเกษตรอินทรีย์นำเข้าแบบกระดาษหรือแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้จนถึงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๐
         การปรับปรุงระบบติดตามการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ทันสมัย โดยใช้ระบบ TRACES ที่ EU ใช้อยู่แล้วกับอาหารประเภทอื่นๆ (เช่น อาหารคน อาหารสัตว์ พืชและสัตว์)   นอกจากจะช่วยให้ หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบทำงานได้ง่ายขึ้นและอำนวยความสะดวกทางการค้า ยังช่วยเสริมสร้าง ความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในการรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์

โดย   สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559

EU Food News_EU ออกกฎระเบียบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2559 EU ได้ออกกฎระเบียบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอใบรับรองการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic) ไปยัง EU (Commission Implementing Regulation (EU) 2016/1842  amending Regulation (EC) No 1235/2008 as regards the electronic certificate of inspection for imported organic products and certain other elements, and Regulation (EC) No 889/2008 as regards the requirements for preserved or processed organic products and the transmission of information) โดยการขอใบรับรองการส่งออกจะต้องทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น
ภายใต้กฎระเบียบใหม่ หน่วยงานรับรองของรัฐ (Control Authority) หรือหน่วยงานรับรองของเอกชน (Control Body) ที่ได้การรับรองจาก EU จะต้องออกใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับระบบ TRACES (Trade Control and Expert System) ของ EU ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการส่งออก ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรอินทรีย์ภายใน EU ด้วย
กฎระเบียบฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2560 โดยจะมีระยะเวลาปรับเปลี่ยน (Transition Period) 6 เดือน ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 เป็นต้นไป
ปัจจุบัน EU ใช้กฎระเบียบ Council Regulation (EC) No 834/2007 on organic production and labelling of organic products and repealing Regulation (EEC) No 2092/91 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการผลิต ระบบควบคุม และระบบการค้า (trade regime) (รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://bit.ly/2fbmqhH) โดยผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปยัง EU จะต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่ได้มาตรฐานรับรองตาม ISO Guide 65 หรือ EN 45011 ซึ่งหน่วยงานของประเทศไทยที่ได้มาตรฐานดังกล่าว คือ สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.)
ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://eur-lex.europa.eu/legal-content/en/TXT/?uri=CELEX:32016R1842

โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

EU Food News_EU อนุญาตให้ใช้ซูคราโลส (sucralose) เป็นสารแต่งกลิ่นรสในหมากฝรั่งที่มีน้ำตาลหรือโพลิออลส์ผสม

 เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๙ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Regulation (EU) 2016/1776  of 6 October 2016 amending Annex II to Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council as regards the use of sucralose (E 955) as a flavour enhancer in chewing gum with added sugars or polyols ใน EU Official Journal L 272/2 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
                 ๑. กฎระเบียบใหม่นี้เป็นการแก้ไข Annex II ใน Regulation (EC) No 1333/2008 ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร (food additives) ที่สหภาพยุโรปอนุญาตให้ใช้ในอาหาร การแก้ไขในครั้งนี้ เป็นการอนุญาตให้ใช้สารซูคราโลส (sucralose : E 955)  เป็นสารแต่งกลิ่นรสในหมากฝรั่งที่มีน้ำตาลหรือโพลิออลส์ (polyols) ผสม เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติของหมากฝรั่งและเพื่อคงรสชาติให้อยู่ได้นานขึ้นในระหว่างที่เคี้ยว โดยมีเงื่อนไขของปริมาณการ ใช้งานสูงสุดที่ระดับ ๑,๒๐๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคหมากฝรั่งปกติทั่วไปได้รับปริมาณของสารซูคราโลส ที่ระดับ ๐ – ๐.๑% ของค่า ADI ที่ควรได้รับ  และสำหรับผู้ที่บริโภคหมากฝรั่งอยู่เป็นประจำจะอยู่ที่ระดับ ๐ – ๔.๓% ของค่า ADI  อย่างไรก็ดี ค่าดังกล่าวจะไม่ส่งอันตรายต่อผู้บริโภค เนื่องจากไม่เกินกว่าค่า ADI (Acceptable Daily Intake : ADI) ที่ EU Scientific Committee on Food (SCF) เคยกำหนดไว้ คือ ที่ระดับ ๑๕ มิลลิกรัม/ น้ำหนักร่างกายเป็นกิโลกรัม/วัน
                 ๒. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศลงใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๙)  สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ ดังต่อไปนี้
                           โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

EU Food News_EU ถอนการอนุญาตสารออกฤทธิ์ ๒ รายการ

สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ ๒ ฉบับ คือ (๑) Commission Implementing Regulation (EU) 2016/636 of 22 April 2016 withdrawing the approval of the active substance Z,Z,Z,Z-7,13,16,19-docosatetraen-1-yl isobutyrate, in accordance with Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council, and amending Commission Implementing Regulation (EU) No 540/2011 และ (๒) Commission Implementing Regulation (EU) 2016/638 of 22 April 2016 withdrawing the approval of the active substance Z-13-hexadecen-11yn-1-yl acetate, in accordance with Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council, and amending Commission Implementing Regulation (EU) No 540/2011 ใน EU Official Journal L 108/22 และ L 108/28 ว่าด้วยการถอนการอนุญาตไม่ให้ใช้ Z,Z,Z,Z-7,13,16,19-docosatetraen-1-yl isobutyrate และ Z-13-hexadecen-11yn-1-yl acetate เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) ในสหภาพยุโรป สรุปดังนี้
              ๑. ตามที่ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ร้องขอข้อมูลคุณลักษณะด้านเทคนิคที่ผลิตจำหน่ายของสาร รวมถึงข้อมูลสิ่งเจือปนที่เกี่ยวข้องของสารทั้ง ๒​ รายการจากบริษัทผู้ยื่นคำร้อง โดยกำหนดให้ส่งมอบข้อมูล ภายในเวลาที่กำหนดคือวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ หากแต่บริษัทผู้ยื่นคำร้องก็ไม่ได้จัดส่งข้อมูลหรือแจ้ง ยืนยันที่จะส่งมอบข้อมูลดังกล่าวตามเวลาที่กำหนด ดังนั้น    EU จึงเห็นควรถอนการอนุญาตให้ใช้ Z,Z,Z,Z-7,13,16,19-docosatetraen-1-yl isobutyrate และ Z-13-hexadecen-11yn-1-yl acetate เป็นสาร ออกฤทธิ์ (Active Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) นับแต่ บัดนี้เป็นต้นไป
              ๒. กฎระเบียบดังกล่าว จะมีผลปรับใช้ ๒๐ วันหลังจากที่ลงประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๙)
              ๓. อย่างไรก็ดี EU กำหนดให้ประเทศสมาชิกถอนการอนุญาตผลิตภัณฑ์อารักขาพืชที่มีส่วนผสม ของสารดังกล่าวภายในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ และอนุโลมให้มีช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านได้แต่ต้อง มีระยะเวลาสั้นที่สุดและต้องไม่เกินกว่าวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
              ๔. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซด์ดังนี้
โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป