แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ food standard แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ food standard แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

(BAP_ACC) Best Aquaculture Practices Certification Standards Guidelines

1 . Finfish and Crustacean Farms Best Aquaculture Practices Certification Standards, Guidelines
Finfish and Crustacean Farm Standard (FCFS)  Issue 2.4 – 23-May-2017

click this Link

2. Feed Mill Best Aquaculture Practices Certification Standards, Guidelines
Feed Mills Issue 2.1 – 23-May-2017

click this Link

วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Food Law Update__AUS:IFN 08-17 – Mandatory allergen labelling

ส่วนภาษาไทยดูจากลิงค์แรกนี่ค่ะ กรมประมงแปลให้แล้วค่ะ




IFN 08-17 – Mandatory allergen labelling

​Issued: 18 May 2017

Purpose

The purpose of this notice is to alert importers of their responsibility to ensure imported food is safe and allergens are correctly declared and labelled. This notice provides further information and guidance on complying with the mandatory allergen labelling requirements in the Australia New Zealand Food Standards Code.

Mandatory allergen labelling requirements

Allergen labelling saves lives and can mean the difference between life and death for people with food allergies.
Importers must ensure that they meet the mandatory allergen labelling requirements in the Australia New Zealand Food Standards Code.
The Australia New Zealand Food Standards Code specifies the allergens that must be on food labels. These allergens are: peanuts, tree nuts, milk, eggs, sesame seeds, fish and shellfish, soy and wheat and lupins. These ingredients must be declared on the food label whenever they are present as ingredients or as components of food additives or processing aids.
If the food is not in a package or is not required to have a label (for example, bulk containers), allergen information must accompany the consignment so the business purchasing the food has access to the allergen information.
If you import food you are responsible for understanding and meeting mandatory allergen labelling requirements.
Many food recalls occur because food businesses have not labelled allergens correctly. Meeting mandatory allergen labelling requirements can save lives. But meeting the requirements can also mean you avoid having to conduct a food recall, saving your business time and money.

What importers need to do?

Importers should review products they import and ensure the labelling meets the mandatory allergen labelling requirements. This may mean contacting overseas suppliers and requesting them to provide information and assurances as to whether any allergens are present. Importers should educate supply partners on the allergens to avoid health incidents and non-compliance. Importers can also consider analysing the product to verify any assurances provided by overseas suppliers.
In considering whether allergens must be declared importers should ensure that suppliers are aware of the difference between mandatory allergen labelling and any biosecurity requirements for the presence of particular foods. For example, a declaration that a food contains less than 5% egg does not necessarily mean that the food does not contain egg.
Further assistance in managing allergens in food is set out below.

Importation of food which poses a risk to human health is an offence

Importers must be aware that the presence of undeclared allergens poses a risk to human health for people with food allergies.
Under section 8 of the Imported Food Control Act 1992 (Act), it is an offence to import food into Australia if the importer knows, or ought reasonably to have known, that it poses a risk to human health. The offence carries a penalty of imprisonment for 10 years.

Assistance in managing allergens in food

As the responsible food business in Australia, the importer must know what ingredients are in the food and whether these ingredients are allergens. Upon arrival, the importer must also ensure allergens are correctly declared on the label.
There are tools to assist the food industry (including importers) manage allergens and labelling. The Australian Food and Grocery Council publish the Food Industry Guide to Allergen Management and Labelling.
As well as publishing standards, Food Standards Australia New Zealand have an Allergen labelling page, summarising allergen labelling requirements. State and territory health authorities also publish requirements and assistance on identification and declaration of food allergens, such as:

ที่มา www.agriculture.gov.au/

วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Philippine Food News_ฟิลิปปินส์รุก เตรียมขยายตลาดสินค้าฮาลาล

ฟิลิปปินส์วางแผนเตรียมขยายตลาดสินค้าฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนฟิลิปปินส์ ที่ขณะนี้พบว่า มีจำนวนบริษัทหลายรายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ได้ยื่นขอรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากหน่วยตรวจสอบรับรองภายในประเทศ โดยเร็วๆ นี้ ฟิลิปปินส์ได้จัดตั้งคณะกรรมการฮาลาล เพื่อวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์การรับรองสินค้าฮาลาลอีกด้วย
                นอกจากนี้ ศูนย์การค้าและการลงทุนของฟิลิปปินส์ (PTIC) หน่วยงานภายใต้กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของฟิลิปปินส์ (DTI) ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย   และดูไบ ยังได้เร่งผลักดันและส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากฟิลิปปินส์ไปตลาดคู่ค้าอย่างแข็งขัน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตสินค้าฮาลาลรายใหญ่ของโลก อีกทั้ง ยังให้บริการข่าวสารทางการตลาดและการค้าให้แก่ผู้ส่งอออก สนับสนุนการจับคู่ภาคธุรกิจกับตลาดใหม่ๆ และการลงทุนร่วมกันระหว่างกลุ่มสินค้าฮาลาลและสินค้าบำรุงรักษาร่างกาย รวมทั้งได้ดำเนินงานร่วมกับองค์กรมุสลิมต่างๆ เพื่อขยายโอกาสการส่งออกในอาเซียนอีกด้วย นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวของฟิลิปปินส์ ยังได้จัดทำโครงการการท่องเที่ยวฮาลาลเพื่อรับรองบริการมาตรฐานอาหารฮาลาลในสถานประกอบการต่างๆ  เช่น โรงพยายาล รีสอร์ท และโรงแรม อีกด้วย
                การมุ่งขยายตลาดฮาลาลของฟิลิปปินส์ในครั้งนี้ คาดว่าเป็นผลสืบเนื่องจากความต้องการบริโภคสินค้า   ฮาลาลที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมทั่วโลกสูงถึง 200,000 ล้านเหรียญเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้ง คาดการณ์ว่าสัดส่วนประชากรชาวมุสลิม จะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 26.4 ของประชากรโลกทั้งหมด ภายในปี 2030 นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวชาวมุสลิมที่เข้ามาเที่ยวในฟิลิปปินส์เพิ่มมากขึ้น ทำให้ฟิลิปปินส์ต้องเร่งเตรียมรองรับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าวด้วย
                อนึ่ง กลุ่มสินค้าอาหารฮาลาลที่ผลิตและจำหน่ายโดยฟิลิปปินส์ เช่น ธัญพืช เครื่องดื่ม เบเกอรี่ ขนม ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม แป้ง อาหารเสริม เจลาติน ไอศกรีม ผลิตภัณฑ์นม บะหมี่ พาสต้า น้ำมัน ไก่ เนื้อสัตว์ ผลไม้แปรรูป ผัก สินค้าทะเล อาหารสดและอาหารแช่แข็ง ซอสต่างๆ ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าขณะนี้ ฟิลิปปินส์จะไม่เป็นผู้ผลิตรายหลักในตลาดฮาลาล แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพภูมิอากาศประเทศเขตร้อน     ผนวกกับความหลากหลายของทรัพยากร จะเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนให้ฟิลิปปินส์ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ผลิตสินค้าฮาลาลหลักในเขตเอเชียได้
 
ที่มา: Business Mirror สรุปโดย: มกอช.
ข้อคิดเห็น : ไทยเรามีมุสลิมมิน้อย (ยังไม่รวมนักท่องเที่ยวแต่ละปี) เราต้องใช้โอกาสปรับปรุงหรือทำระบบ Halal แบบจริงจังเพื่อสร้างความมั่นใจต่อลูกค้า ซึ่งจะเพิ่มโอกาสทางการค้าอีกเยอะเลยค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

EU Food News_คมธ.ยุโรปประกาศกฎระเบียบฉ. 558/2016 และฉ. 559/2016 อนุญาตให้ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นม

คมธ.ยุโรปประกาศกฎระเบียบฉบับที่ 558/2016 และฉบับที่ 559/2016 อนุญาตให้ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมร่วมกันกำหนดปริมาณการผลิต 

เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2559 คมธ.ยุโรปได้ประกาศกฎระเบียบฉบับที่ 558/2016 และฉบับที่ 559/2016 อนุญาตให้ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมร่วมกันกำหนดปริมาณการผลิต โดยอนุญาตให้องค์กรผู้ผลิต สมาคมผู้ผลิต และองค์กรระหว่างสาขาในอุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์นม (milk and milk products) สามารถทำข้อตกลงร่วมเพื่อกำหนดปริมาณการผลิตนมเป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยกฎระเบียบทั้งสองฉบับมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ประกาศ (12 เม.ย. 2559)
การออกกฎระเบียบครั้งนี้ มีสาเหตุเนื่องจากรัสเซียขยายมาตรการคว่ำบาตรผลิตภัณฑ์นมที่นำเข้าจาก EU กอปรกับความต้องการผลิตภัณฑ์นมของตลาดจีนลดลงมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณผลิตภัณฑ์นมที่ได้รับการจัดสรรให้ผู้ผลิตแต่ละรายตามโควตาตั้งแต่ปี 2551 (หมดอายุไปตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2558) แต่ในขณะเดียวกัน หลายฝ่ายคาดว่า สถานการณ์ในตลาดโลกจะปรับตัวดีขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ กฎระเบียบดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากนมของไทยที่ใช้ผลิตภัณฑ์นมนำเข้าภายใต้พิกัด 0401 (นมและครีมที่ไม่ทำให้เข้มข้นและไม่เติมน้ำตาล หรือสารทำให้หวานอื่นๆ) และพิกัด 0402 (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น หรือเติมน้ำตาล หรือสารทำให้หวานอื่นๆ) เป็นวัตุดิบในการผลิต เนื่องจากปริมาณการผลิตมีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอาจพิจารณาหาแหล่งวัตถุดิบสำรองภายในประเทศหรือจากประเทศอื่นๆ ทดแทน

โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

EU Food Laws__EU แก้ไขบัญชีวัตถุเจือปนอาหารที่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร Regulation (EU) No 2016/324

เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๙ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Regulation (EU) No 2016/324 of 7 March 2016 amending and correcting Annex II to Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council as regards the use of certain food additives permitted in all categories of foods ใน EU Official Journal L 61/1 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
                 ๑. การแก้ไขครั้งนี้เป็นการแก้ไข Annex II (Part A) ใน Regulation (EC) No 1333/2008 ซึ่งกำหนดบัญชีรายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร (food additives) ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
                       ๑.๑ ให้เพิ่มประเภทของอาหารใน Table ๑. ของ Part A โดยหลังจากข้อที่ ๑๒. พาสต้าแห้ง ยกเว้นที่ปลอดกลูเตนและ/หรือพาสต้าสำหรับ hypoproteic diets ตาม Directive 2009/39/EC ให้เพิ่มข้อที่ ๑๓. “อาหารสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก ตาม Regulation (EU) No 609/2013 รวมทั้งอาหารพิเศษทางการแพทย์ สำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก”
                       ๑.๒ ให้แก้ไข Part E ของ Annex II จากเดิม หัวข้อประเภทอาหาร “0. วัตถุเจือปนอาหารที่ อนุญาตให้ใช้ในอาหารทุกประเภท” ให้เปลี่ยนเป็น “0. วัตถุเจือปนอาหารที่อนุญาตให้ใช้ในอาหารทุกประเภท ทั้งนี้ ไม่รวมถึงอาหารสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก ยกเว้นกรณีที่มีการอนุญาตไว้เป็นพิเศษ (except where specifically provided for)
                       ๑.๓ เพิ่มรายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร ๑๑ รายการ ใน “0. วัตถุเจือปนอาหารที่อนุญาตให้ใช้ใน อาหารทุกประเภท” ดังนี้
                              ๑.๓.๑ สาร Carbon dioxide (E ๒๙๐) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถใช้ใน อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก
                              ๑.๓.๒ สาร Phosphoric acid – phosphates-di-, tri- and polyphosphates (E ๓๓๘-๔๕๒) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณ ๑๐,๐๐๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม เฉพาะอาหารที่มีลักษณะเป็นผงแห้ง  ยกเว้นอาหารที่กำหนดใน Table ๑. ของ Part A ของภาคผนวกนี้
                              ๑.๓.๓ สาร Beta-cyclodextrin (E ๔๕๙) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณเท่าที่จำเป็น เฉพาะอาหาร อัดเม็ด (tablet) และอัดเม็ดเคลือบ  ยกเว้นอาหารที่กำหนดใน Table ๑. ของ Part A ของภาคผนวกนี้
                              ๑.๓.๔ สาร Silicon dioxide – silicates (E ๕๕๑-๕๕๓) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณ ๑๐,๐๐๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม เฉพาะอาหารที่มีลักษณะเป็นผงแห้ง ยกเว้นอาหารที่กำหนดใน Table ๑. ของ Part A ของภาค ผนวกนี้
                              ๑.๓.๕ สาร Silicon dioxide – silicates (E ๕๕๑-๕๕๓) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เฉพาะอาหารอัดเม็ด (tablet) และอัดเม็ดเคลือบ ยกเว้นอาหารที่กำหนดใน Table ๑. ของ Part A ของภาคผนวกนี้
                              ๑.๓.๖ สาร Argon (E ๙๓๘) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถใช้ในอาหาร สำหรับทารกและเด็กเล็ก
                              ๑.๓.๗ สาร Helium (E ๙๓๙) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถใช้ในอาหาร สำหรับทารกและเด็กเล็ก
                              ๑.๓.๘ สาร Nitrogen (E ๙๔๑) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถใช้ในอาหาร สำหรับทารกและเด็กเล็ก
                              ๑.๓.๙ สาร Nitrous oxide (E ๙๔๒) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถใช้ใน อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก
                              ๑.๓.๑๐ สาร Oxygen (E ๙๔๘) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถใช้ใน อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก
                              ๑.๓.๑๑ สาร Hydrogen (E ๙๔๙) อนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถใช้ในอาหาร สำหรับทารกและเด็กเล็ก             
                 ๒. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศลงใน EU Official Journal แล้ว (ประกาศ ณ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๙)  สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังต่อไปนี้

โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559

EU Food Laws: List 2016

รายการไหนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือธุรกิจตัวเองก็ save เก็บไว้นะคะ  

·         Commission Regulation (EU) 2016/178 of 10 February 2016 amending Annex I to Regulation (EC) No 1334/2008 of the European Parliament and of the Council as regards removal from the Union list of certain flavouring substances 

·         Commission Regulation (EU) 2016/156 of 18 January 2016 amending Annexes II and III to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for boscalid, clothianidin, thiamethoxam, folpet and tolclofos-methyl in or on certain products 

·         Commission Implementing Regulation (EU) 2016/148 of 4 February 2016 amending Annex I to Regulation (EC) No 798/2008 as regards the entry for the United States in the list of third countries, territories, zones or compartments from which certain poultry commodities may be imported into or transit through the Union in relation to highly pathogenic avian influenza of the subtype H7N8 

·         Commission Delegated Regulation (EU) 2016/127 of 25 September 2015 supplementing Regulation (EU) No 609/2013 of the European Parliament and of the Council as regards the specific compositional and information requirements for infant formula and follow-on formula and as regards requirements on information relating to infant and young child feeding 

·         Commission Delegated Regulation (EU) 2016/128 of 25 September 2015 supplementing Regulation (EU) No 609/2013 of the European Parliament and of the Council as regards the specific compositional and information requirements for food for special medical purposes 

·         Commission Implementing Regulation (EU) 2016/129 of 1 February 2016 amending Regulation (EU) No 37/2010 as regards the substance ‘Purified semi-solid extract from Humulus lupulus L. containing approximately 48 % of beta acids (as potassium salts)’ 
·         Commission Regulation (EU) 2016/71 of 26 January 2016 amending Annexes II, III and V to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for 1-methylcyclopropene, flonicamid, flutriafol, indolylacetic acid, indolylbutyric acid, pethoxamid, pirimicarb, prothioconazole and teflubenzuron in or on certain products 

·         Commission Implementing Decision (EU) 2016/87 of 22 January 2016 on the withdrawal from the market of existing products derived from MON 863 (MON-ØØ863-5) and repealing Decisions 2010/139/EU, 2010/140/EU, 2010/141/EU authorising the placing on the market of products containing, consisting of, or produced from genetically modified maize MON863×MON810×NK603 (MON-ØØ863-5×MON-ØØ81Ø-6×MON-ØØ6Ø3-6), MON863×MON810 (MON-ØØ863-5×MON-ØØ81Ø-6) and MON863×NK603 (MON-ØØ863-5×MON-ØØ6Ø3-6) pursuant to Regulation (EC) No 1829/2003 of the European Parliament and of the Council 

·         Commission Regulation (EU) 2016/75 of 21 January 2016 amending Annex III to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for fosetyl in or on certain products 

·         Commission Regulation (EU) 2016/67 of 19 January 2016 amending Annexes II, III and V to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for ametoctradin, chlorothalonil, diphenylamine, flonicamid, fluazinam, fluoxastrobin, halauxifen-methyl, propamocarb, prothioconazole, thiacloprid and trifloxystrobin in or on certain products 

·         Commission Regulation (EU) 2016/60 of 19 January 2016 amending Annexes II and III to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for chlorpyrifos in or on certain products 

·         Council Regulation (Euratom) 2016/52 of 15 January 2016 laying down maximum permitted levels of radioactive contamination of food and feed following a nuclear accident or any other case of radiological emergency, and repealing Regulation (Euratom) No 3954/87 and Commission Regulations (Euratom) No 944/89 and (Euratom) No 770/90  

·         Commission Regulation (EU) 2016/53 of 19 January 2016 amending Annexes II and III to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for diethofencarb, mesotrione, metosulam and pirimiphos-methyl in or on certain products 

·         Commission Regulation (EU) 2016/54 of 19 January 2016 amending Annex I to Regulation (EC) No 1334/2008 of the European Parliament and of the Council as regards inclusion of gamma-glutamyl-valyl-glycine in the Union list of flavouring substances 

·         Commission Regulation (EU) 2016/55 of 19 January 2016 amending Annex I to Regulation (EC) No 1334/2008 of the European Parliament and of the Council as regards certain flavouring substances

·         Commission Regulation (EU) 2016/56 of 19 January 2016 amending Annex II to Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council as regards the use of extracts of rosemary (E 392) in spreadable fats 

·         Commission Regulation (EU) 2016/46 of 18 January 2016 amending Annex III to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for oxadixyl and spinetoram in or on certain products 

·         Commission Recommendation (EU) 2016/22 of 7 January 2016 on the prevention and reduction of ethyl carbamate contamination in stone fruit spirits and stone fruit marc spirits, repealing Recommendation 2010/133/EU 


·         Commission Regulation (EU) 2016/1 of 3 December 2015 amending Annexes II and III to Regulation (EC) No 396/2005 of the European Parliament and of the Council as regards maximum residue levels for bifenazate, boscalid, cyazofamid, cyromazine, dazomet, dithiocarbamates, fluazifop-P, mepanipyrim, metrafenone, picloram, propamocarb, pyridaben, pyriofenone, sulfoxaflor, tebuconazole, tebufenpyrad and thiram in or on certain products 

EU Food Laws_GM Food Legislation in the European Union


วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

EU Food Law_สหภาพยุโรปออกกฎระเบียบ Novel Food ฉบับใหม่

เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศลงใน EU Official Journal L 327/1 Regulation (EU) 2015/2283 of the European Parliament and of the Council of 25 November 2015 on novel foods, amending Regulation (EU) No 1169/2011 of the European Parliament and of the Council and repealing Regulation (EC) No 258/97 of the European Parliament and of the Council and Commission Regulation (EC) No 1852/2001 เกี่ยวข้องกับอาหารที่ผลิตขึ้นด้วยนวัตกรรมใหม่ (Novel food)  โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
               ๑. การแก้ไขกฎระเบียบ Novel food ในครั้งนี้ เพื่อยกระดับการคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค เกิดความโปร่งใส และง่ายต่อการปฏิบัติ ครอบคลุมอาหารที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปและนำเข้าจาก ประเทศที่สาม  ดังต่อไปนี้  
                     ๑.๑ อาหารเพื่อการบริโภคของมนุษย์ที่ไม่เคยมีการบริโภคใน EU ก่อนวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๐ (ค.ศ. ๑๙๙๗) อาทิ โครงสร้างโมเลกุลใหม่หรือที่ได้รับการดัดแปลง, อาหารที่มีส่วนประกอบของ เชื้อจุลินทรีย์ (microorganisms) เห็ด/รา (fungi) หรือสาหร่าย (algae), อาหารที่มีส่วนประกอบของ วัตถุที่มีแหล่งกำเนิดจากแร่ธาตุ, อาหารที่มีส่วนประกอบของพืชหรือสัตว์, อาหารที่มีส่วนประกอบจากการ เพาะเลี้ยงเซลล์หรือเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของสัตว์ พืช เชื้อจุลินทรีย์ เห็ด/รา หรือสาหร่าย, อาหารที่ได้จาก กระบวนการผลิตที่ไม่มีใน EU  ก่อนวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๐ และส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในองค์ ประกอบหรือโครงสร้างของอาหารที่ส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการ กระบวนการเผาผลาญ (metabolism) หรือระดับของสารที่ไม่พึงประสงค์, อาหารที่มีส่วนประกอบของวัสดุนาโน (nanomaterial), วิตามิน/แร่ธาตุ, novel food ที่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้เฉพาะในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หากขณะนี้จะขอใช้เป็นอาหาร  
                     โดยยกเว้นให้กับสินค้าอาหารดังต่อไปนี้
-        อาหารที่ได้รับการดัดแปลงทางพันธุกรรม ภายใต้ Regulation (EC) No 1829/2003
-        อาหารที่ใช้เป็นเอนไซม์อาหาร ภายใต้ Regulation (EC) No 1332/2008
-        อาหารที่ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ภายใต้ Regulation (EC) No 1333/2008
-        อาหารที่ใช้เป็นวัตถุปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร ภายใต้ Regulation (EC) No 1334/2008
-        สารตัวทำละลายสกัด (extraction solvents) ที่ใช้ในการผลิตอาหาร หรือเป็นส่วนประกอบอาหาร ภายใต้ Directive 2009/32/EC                  
                      ๑.๒ อาหารพื้นบ้าน (Traditional food) ที่มีประวัติว่า อาหารนั้นต้องมีการบริโภคใน ประเทศที่สามอย่างน้อย ๑ ประเทศ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒๕ ปี และต้องมีจำนวนผู้บริโภคมากพอควร  
                      ๑.๓ อาหารที่มีส่วนประกอบที่เป็นวิศวกรรมวัสดุนาโน (Engineered nanomaterial)
                ๒. ขั้นตอนต่างๆ ในการยื่นคำร้องหากต้องการส่งสินค้า Novel food ไปจำหน่ายยัง EU :
                     ๒.๑ ในกรณีต้องการได้รับการยืนยันว่า สินค้าดังกล่าวเข้าข่ายเป็น Novel food หรือไม่ :
                             – ผู้ประกอบการสามารถสอบถามไปยังประเทศสมาชิก EU ที่ตนต้องการจะ ส่งสินค้าเข้าไปจำหน่าย หลังจากนั้น ประเทศสมาชิกดังกล่าวจะร้องถามไปยังคณะกรรมาธิการยุโรปต่อไป
                     ๒.๒ คณะกรรมาธิการยุโรปจะเป็นผู้จัดทำบัญชีรายชื่อสินค้า Novel food (Union list) ที่ได้รับอนุญาตให้วางจำหน่ายใน EU ได้ ซึ่งหากสินค้า Novel food ตัวใดที่ยังไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อ นี้ก็จะไม่สามารถส่งไปจำหน่ายยัง EU ได้ 
                    ๒.๓ เงื่อนไขการอนุญาตขึ้นบัญชี Union list : อาหารดังกล่าวจะต้องไม่มีความเสี่ยงต่อ สุขภาพของผู้บริโภค โดยจะต้องมีหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ด้านความปลอดภัย และจะต้องไม่นำพา ให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด โดยเฉพาะในกรณีที่ Novel food ดังกล่าวจะนำมาใช้ทดแทนอาหารอื่นและ มีการดัดแปลงคุณค่าทางโภชนาการรวมอยู่ด้วย  รวมถึงคุณค่าทางโภชนาการของ Novel food ตัวใหม่ที่จะ ใช้แทนอาหารปกตินั้นจะต้องมีคุณค่าทางโภชนการที่ไม่ด้อยกว่าอาหารปกติตัวนั้นด้วย
                    ๒.๔ คณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำบัญชีเพื่อรวบรวมรายชื่อสินค้า Novel food (Union list) ที่ได้รับอนุญาตภายใต้กฎระเบียบเดิม Regulation (EC) No 258/97 ภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ นี้
               ๓. กระบวนการยื่นคำร้อง Novel food ที่ผลิตขึ้นด้วยนวัตกรรมใหม่  : ผู้ยื่นคำร้องจะต้องนำ ส่งเอกสารเพื่อยื่นต่อคณะกรรมาธิการยุโรป (ตามมาตรา ๑๐) ซึ่งประกอบไปด้วย
-        ชื่อ-ที่อยู่ของผู้ยื่นคำร้อง
-        ชื่อ-คุณลักษณะของชื่ออาหาร Novel food ที่ต้องการขอขึ้นทะเบียน
-        คุณลักษณะหรือกระบวนการผลิต
-        ส่วนประกอบโดยละเอียดของ Novel food
-        หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า สินค้าดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภค
-        กระบวนการ/ผลงานวิจัย (ถ้ามี)  
-        เงื่อนไขการใช้งานและข้อกำหนดเฉพาะในการติดฉลากเพื่อไม่นำพาให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
                       หลังจากที่ได้รับคำร้องแล้วภายใน ๑ เดือนเป็นอย่างช้า  คณะกรรมาธิการยุโรปสามารถ ขอรับทราบความเห็นจาก EFSA ได้ โดยที่ EFSA จะต้องให้ความเห็นกลับมาให้ทราบภายใน ๙ เดือน
                      ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะประกาศข้อกำหนดในเรื่องของเอกสารและข้อมูลสนับสนุน ทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้ประกอบการยื่นคำร้อง Novel food ภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ เป็นอย่างช้า (ตามระบุในมาตรา ๑๓) 
               ๔.  กระบวนการยื่นคำร้อง Novel food ที่เป็นอาหารพื้นบ้านจากประเทศที่สาม : ผู้ยื่นคำร้อง จะต้องนำส่งเอกสารเพื่อยื่นต่อคณะกรรมาธิการยุโรป (ตามมาตรา ๑๔) ซึ่งประกอบไปด้วย
-        ชื่อ-ที่อยู่ของผู้ยื่นคำร้อง
-        ชื่อ-คุณลักษณะของชื่ออาหารพื้นบ้านที่ต้องการขอขึ้นทะเบียน
-        ส่วนประกอบโดยละเอียดของอาหารพื้นบ้าน
-        ชื่อของประเทศที่มาของอาหารพื้นบ้าน
-        หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสินค้าดังกล่าวเคยมีการบริโภคและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคในประเทศที่สาม
-        เงื่อนไขการใช้งานและข้อกำหนดเฉพาะในการติดฉลากเพื่อไม่นำพาให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดหรือต้องชี้แจงหากการให้ข้อมูลดังกล่าวไม่มีความจำเป็น
                       หลังจากที่ได้รับคำร้องและตรวจสอบความถูกต้องแล้วภายใน ๑ เดือนเป็นอย่างช้า คณะกรรมาธิการยุโรปจะแจ้งเวียนเรื่องดังกล่าวให้ประเทศสมาชิก EU และ EFSA ทราบ และภายหลังจาก นั้นอีก ๔ เดือน ประเทศสมาชิก EU และ EFSA สามารถโต้แย้งการขอขึ้นทะเบียนอาหารพื้นบ้านชนิด ดังกล่าวได้ แต่ถ้าหากไม่มีฝ่ายใดโต้แย้ง ทางคณะกรรมาธิการยุโรปก็จะประกาศให้อาหารพื้นบ้านดังกล่าว ปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อ Union list ได้ในเวลาต่อมา (ตามระบุในมาตรา ๑๕) และสำหรับในกรณีที่ถูก ปฏิเสธ ทางผู้ยื่นคำร้องก็สามารถยื่นอุทรณ์อีกครั้ง เพื่อหักล้างกับเหตุผลที่คณะกรรมาธิการยุโรปไม่อนุญาต ให้อาหารพื้นบ้านดังกล่าวขึ้นอยู่ในบัญชี Union list (ตามระบุในมาตรา ๑๖)
                       ในกรณีที่ต้องให้หน่วยงานความปลอดภัยอาหารของสหภาพยุโรป (EFSA) ประเมินผล ความเสี่ยงของอาหารพื้นบ้านนั้นๆ  EFSA จะทำการประเมินและให้ความเห็นกลับมาให้ทราบภายใน ๖ เดือน หลังจากที่ได้รับคำร้อง อย่างไรก็ดี หาก EFSA ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่าที่ได้รับ EFSA สามารถ ขยายเวลาการพิจารณาไปได้มากกว่า ๖ เดือนที่กล่าวไว้ข้างต้น
                   แต่ถ้าหากหลังจากที่ EFSA ประกาศผลการประเมินไปแล้วภายใน ๓ เดือน ว่าผลดังกล่าว เป็นที่พอใจ คณะกรรมาธิการยุโรปจึงจะเตรียมประกาศขึ้นบัญชีให้แก่อาหารพื้นบ้านดังกล่าวต่อไป แต่หากใน กรณีที่ผลออกมาไม่เป็นที่พอใจ คณะกรรมาธิการยุโรปก็จะแจ้งให้แก่ผู้ยื่นคำร้องและประเทศสมาชิก EU ทราบถึงเหตุผลของการปฏิเสธที่ไม่ให้สินค้าดังกล่าวปรากฏอยู่ใน Union list ด้วย (ตามระบุในมาตรา ๑๘)
                ๕. การเก็บรักษาข้อมูลประกอบการยื่นคำร้องให้เป็นความลับ (Confidentiality) : ผู้ยื่นคำร้อง สามารถร้องขอให้คณะกรรมาธิการยุโรปเก็บรัักษาข้อมูลประกอบการยื่นคำร้องให้เป็นความลับ หากพบว่า หากข้อมูลถูกเปิดเผยออกไปจะมีผลกระทบต่อการแข่งขันทางการค้าเกิดขึ้น โดยผู้ยื่นคำร้องสามารถระบุว่า ข้อมูลใดบ้างที่ต้องการให้เก็บเป็นความลับ พร้อมแจ้งเหตุผลประกอบ หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการยุโรปจึง จะแจ้งให้ทราบว่า จะตกลงตามที่ผู้ยื่นคำร้องเสนอหรือไม่ ซึ่งภายหลังจากที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้ให้ คำตอบกลับมาแล้ว ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิ์ภายใน ๓ เดือนที่จะถอนคำร้องของตนได้ (อาทิ ในกรณีที่ถูก EU ปฏิเสธที่จะเก็บรักษาข้อมูลไว้เป็นความลับ)  ซึ่งในระหว่าง ๓ เดือนนี้ข้อมูลประกอบการยื่นคำร้องจะยังคงถูก เก็บไว้เป็นความลับอยู่ อย่างไรก็ดี การรักษาความลับไม่สามารถคลอบคลุมข้อมูลดังต่อไปนี้
-        ชื่อ-ที่อยู่ของผู้ยื่นคำร้อง
-        ชื่อ-คุณลักษณะของชื่อ Novel food ที่ต้องการขอขึ้นทะเบียน
-        ข้อเสนอเงื่อนไขการใช้งาน
-        ข้อมูลโดยสรุปจากการศึกษา Novel food ดังกล่าวของผู้ยื่นคำร้อง
-        ผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าสินค้าดังกล่าวมีความปลอดภัยต่อการบริโภค
-        วิธี/ผลวิจัย ถ้ามี
-        ข้อห้ามหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับ Novel food ชนิดดังกล่าวในประเทศที่สาม (ตามระบุในมาตรา ๒๓)
                ๖. เมื่อ Novel food ได้รับการขึ้นทะเบียนให้อยู่ใน Union list และมีการวางจำหน่ายสินค้า ดังกล่าวในตลาด EU แล้ว : ดังนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจึงจะสามารถออกข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับความ ปลอดภัยของอาหารเพิ่มเติมเพื่อใช้ควบคุม/เฝ้าระวังสินค้าดังกล่าวต่อไปได้ (ตามระบุในมาตรา ๒๔) ในขณะ เดียวกัน ผู้ยื่นคำร้องก็มีหน้าที่ที่จะต้องแจ้งให้คณะกรรมาธิการยุโรปทราบ หากมีข้อมูลเพิ่มเติมใหม่ๆ ทาง เทคนิคหรือทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ Novel food ชนิดดังกล่าว ที่อาจส่งผลกระทบต่อการประเมิน ความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหากพบว่ามีข้อห้ามหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับ Novel food ชนิดดังกล่าว ในประเทศที่สามที่มีการวางจำหน่ายสินค้าชนิดเดียวกันด้วย   
                ๗. การปกป้องข้อมูลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ยื่นคำร้องรายแรกเป็นผู้พัฒนาขึ้น : ให้สิทธิ์ แก่ผู้่ยื่นคำร้องรายแรกสามารถจำหน่ายสินค้า Novel food ชนิดดังกล่าวได้แต่เพียงผู้เดียวเป็นเวลา ๕ ปี นับจากวันที่ได้รับอนุญาต หากมีผู้ประกอบการรายอื่นที่ต้องการจำหน่าย Novel food ชนิดเดียวกัน ก็จำ ต้องยื่นขออนุญาตและใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของตนเอง หรือมิฉะนั้นก็สามารถขอใช้หลักฐานเดียวกัน กับผู้ยื่นคำร้องรายแรกได้ หากแต่ต้องขออนุญาตจากผู้ยื่นคำร้องรายแรกก่อน
                       ทั้งนี้ การใช้สิทธิ์ปกป้องข้อมูล ๕ ปีดังกล่าวไม่มีผลปรับใช้กับสินค้าพื้นบ้านจากประเทศที่สาม
                ๘. การลงโทษในกรณีที่ฝ่าฝืน : ประเทศสมาชิก EU ต้องกำหนดบทลงโทษในกรณีที่มีการ ฝ่าฝืนข้อกำหนดของกฎระเบียบฉบับนี้ โดยจะต้องแจ้งบทลงโทษดังกล่าวให้แก่คณะกรรมาธิการยุโรปได้ ทราบอย่างช้าสุดภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑
                ๙. การอนุโลมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน : คณะกรรมาธิการยุโรปอนุโลมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านตาม ข้อกำหนดดังต่อไปนี้
-        สำหรับอาหารที่ผลิตขึ้นด้วยนวัตกรรมใหม่ (Novel food) ที่มีการยื่นคำร้องไว้ตามกฎระเบียบเดิม (มาตรา ๔ Regulation (EC) No 258/97) หากแต่ยังไม่ได้รับการอนุญาตภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ นั้น ให้ถือว่าจะต้องถูกพิจารณาภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้แทน 
-        อาหารที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ Regulation (EC) No 258/97 และมีการวางจำหน่ายในตลาด EU อย่างช้าสุดภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ และเข้าข่ายภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้ สามารถ วางจำหน่ายได้ต่อไปจนกว่าจะได้คำตัดสินจากคณะกรรมาธิการยุโรป ทั้งในส่วนของ Novel food และ Traditional food ที่ยื่นคำร้องตามมาตรา ๑๓ หรือ ๒๐ ของกฎระเบียบใหม่นี้ภายในวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๓ 
 - คณะกรรมาธิการยุโรปสามารถออกข้อกำหนดเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๓ และ ๒๐  เพื่อให้สอดคล้องกับการอนุโลมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่กล่าวข้างต้น ตามมาตรา ๓๐ ย่อหน้าที่ ๓
                 ๑๐. สำหรับรายละเอียดที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้จากเวปไซต์ดังนี้
                 ๑๑. กฎระเบียบฉบับนี้จะมีผลทางกฎหมาย ๒๐ วันภายหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศในวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๘) และจะมีผลปรับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ เป็นต้นไป และถือเป็นการยกเลิกกฎระเบียบเดิม ๒ ฉบับ คือ Regulation (EC) No 258/97 และ  Regulation (EC) No 1852/2001
โดย : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

สัมมนา เรื่อง “EU rules on Food and Nutrition Labelling and Health Claims” ในวันที่ 8 ตุลาคม 2558 ณ โรงแรมโซฟิเทล สุขุมวิท กรุงเทพฯ

 สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และมหาวิทยาลัยมหิดล 

      มีกำหนดจัดการสัมมนาเผยแพร่กฎระเบียบของประเทศคู่ค้า เรื่อง “EU rules on Food and Nutrition Labelling and Health” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ด้านกฎระเบียบฉลากอาหาร 

       โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตีความและการประยุกต์ใช้ Regulation (EU) No 1169/2011 of the European Parliament and of the Council of 25 October 2011 on the provision of food information to consumers ซึ่งเป็นระเบียบฉบับสมบูรณ์ที่ได้ปรับแก้และรวบรวมทุกประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงฉลากอาหารในสหภาพยุโรป อาทิ ฉลากโภชนาการ การแสดงวัตถุดิบอาหารก่อภูมิแพ้ และการกล่าวอ้างสรรพคุณด้านสุขภาพ เป็นต้น มาบรรยายให้ผู้เข้าร่วมการสัมมนาฟัง ในวันที่ 8 ตุลาคม 2558 ณ โรงแรมโซฟิเทล สุขุมวิท กรุงเทพฯ

                มกอช. ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมการสัมมนาด้ังกล่าว โดยสามารถดาวน์โหลดกำหนดการและแบบตอบรับเข้าร่วมการสัมมนา ได้ที่
 



***** (ไม่เสียค่าใช้จ่าย/จำกัดจำนวนผู้เข้าฟัง 200 ที่นั่ง) ****



ไปๆเจอกัน ^^

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

Food Additives in the European Union

แนวโน้มหรือความคืบหน้าของการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวกับกฎหมายอาหารของทางยุโรป




วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

สัมมนาดีๆ_มกอช. จัดสัมมนาวิชาการ "มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหาร 2558"

มกอช. จัดสัมมนาวิชาการ "มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหาร 2558"
                สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ในฐานะองค์กรผู้นำด้านการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ได้จัดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง "มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหาร 2558" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ ประสบการณ์ และข้อคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ณ โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต ดอนเมือง ระหว่างวันที่ 14-15 กันยายน 2558

รายละเอียดการจัดสัมมนา:         รายละเอียด
 
*****(ไม่เสียค่าใช้จ่าย/จำกัดจำนวนผู้เข้าฟัง 300 ที่นั่ง)****
 

ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ กองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร 0-2561-2277 หมายเลขภายใน 1303 คุณกรกฤต หรือ 1302 คุณนงคราญ ในเวลาราชการ