แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Food Law Update_Thai :_NOTIFICATION OF MINISTRY OF COMMERCE Standard Thailand Rice

Standard of Thai Rice
มาตรฐานข้าวไทย ประกาศวันที่ 21 ตุลาคม 2559 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้นับตั้งวันที่ 20 ธันวาคม 2559 คลิกรายละเอียด
5. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง มาตรฐานสินค้าข้าว พ.ศ.2559 (มีผลบังคับนับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2559)
ที่มา กรมการค้าต่างประเทศ

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

EU News : EU ปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสินค้าสัตว์น้ำบางรายการ

               ๑. เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่
                ๒. สรุปการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้อง ได้ดังนี้  
                     ๒.๑      กำหนดค่า MLs ของสารตะกั่วในสินค้าอาหาร ดังนี้
                                 -   นมดิบ นมที่ผ่านความร้อน และนมที่ใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๐๒๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                 -   นมผงสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๐๕๐ มิลลิกรัม/ กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight) และชนิดเหลว กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๐๑๐ มิลลิกรัม/ กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                 - อาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชแปรรูปสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๐๕๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                 - อาหารชนิดผงที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์พิเศษทางการแพทย์สำหรับเด็กทารกและ เด็กเล็ก กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๐๕๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight) ส่วนอาหาร ชนิดเหลวเพื่อการดังกล่าว กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๐๑๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                 – เครื่องดื่มชนิดเหลวสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็กที่ติดฉลากและวางจำหน่ายใน ลักษณะที่ปรากฎ (ที่ไม่ใช่นมหรืออาหารที่ใช้ในทางการแพทย์พิเศษสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก) หรือที่ต้อง นำไปผสมต่อตามข้อแนะนำของผู้ผลิต รวมถึงน้ำผลไม้ กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๐๓๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม ของน้ำหนักเปียก (wet weight) และชนิดที่ต้องนำไปผสมน้ำร้อนหรือที่ต้องนำไปต้มให้ร้อน กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๑.๕๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                – เนื้อสัตว์ (ไม่รวมเครื่องใน) ของสัตว์โค-กระบือ แกะ สุกร และสัตว์ปีก
กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๑๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                 – เครื่องในของโค-กระบือ แกะ สุกร และสัตว์ปีก กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๕๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight) เนื้อในส่วนกล้ามเนื้อของปลา กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๓๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                  -   ปลาหมึก กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๓๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                  – สัตว์น้ำกลุ่มครัชเตเชียน (กุ้ง กั้ง ปู) กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๕๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                  -   หอยสองฝา กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๑.๕๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนัก เปียก (wet weight)
                                  -   ธัญพืชและพืชตระกูลถั่ว กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๒๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม ของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                  -        ผัก ยกเว้นผักกลุ่มกะหล่ำใบ, salsify, ผักใบและผักสมุนไพรสด, เห็ด,
สาหร่ายทะเล และผักที่ให้ผล (fruiting vegetables) กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๑๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม ของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                  -        ผักกลุ่มกะหล่ำใบ, salsify, ผักใบ ยกเว้นผักสมุนไพรสด และเห็ด ดังต่อไปนี้ Agaricus bisporus (common mushroom), Pleurotus ostreatus (Oyster mushroom), Lentinula edodes (Shiitake mushroom) กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๓๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                   -   ผักที่ให้ผล : ข้าวโพดหวาน กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๑๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม ของน้ำหนักเปียก (wet weight) ผักอื่นที่ไม่ใช่ข้าวโพดหวาน กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๐๕ มิลลิกรัม/ กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                  -        ผลไม้ ยกเว้น cranberries, currants, elderberries และ strawberry tree fruit กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๑๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                  -        cranberries, currants, elderberries และ strawberry tree fruit กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๒๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                  – ไขมันและน้ำมัน รวมถึงไขมันนม กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๑๐ มิลลิกรัม/ กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                  -         น้ำผลไม้ น้ำผลไม้ชนิดเข้มข้นที่นำไปผสมและเนกต้าผลไม้ : จากเบอร์รี่และผลไม้ขนาดเล็กอื่นๆ  กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๐๕ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight) ส่วนน้ำผลไม้ น้ำผลไม้ชนิดเข้มข้นที่นำไปผสมและเนกต้าผลไม้จากผลไม้อื่นๆ ที่ไม่ใช่เบอร์รี่และผลไม้ขนาดเล็ก กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๐๓ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                 -        ไวน์ (รวมถึง sparkling wine ยกเว้น liqueur wine), cider, perry และไวน์ผลไม้ : สินค้าที่ผลิตจากผลไม้ที่เก็บเกี่ยวในปี ๒๐๐๑ ถึงปี ๒๐๑๕ กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๒๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight) ส่วนสินค้าที่ผลิตจากผลไม้ที่เก็บเกี่ยวตั้งแต่ปี ๒๐๑๖ เป็นต้นไป กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๑๕ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                   - ไวน์หอม (aromatized wine), เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของไวน์หอม และคอกเทลที่มีส่วนผสมของไวน์หอม : สินค้าที่ผลิตจากผลไม้ที่เก็บเกี่ยวในปี ๒๐๐๑ ถึงปี ๒๐๑๕ กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๒๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight) และสินค้าที่ผลิตจากผลไม้ที่เก็บเกี่ยวตั้งแต่ปี ๒๐๑๖ เป็นต้นไป กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๑๕ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                  - อาหารเสริม (food supplements) กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๓.๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
                                  – น้ำผึ้ง กำหนดค่า MLs ที่ระดับ ๐.๑๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักเปียก (wet weight)
            ๓. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่มีการประกาศลงใน EU Official Journal  (ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘) และให้ปรับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป
                  อย่างไรก็ดี EU อนุโลมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านให้สินค้าที่วางจำหน่ายก่อนวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๙ (ที่ใช้ค่าอนุโลมเดิม) ยังคงสามารถวางจำหน่ายได้ต่อไปจนถึงวันที่สินค้ามีอายุการบริโภคต่ำสุด (date of minimum durability) หรือเมื่อถึงวันที่สินค้าหมดอายุการบริโภค (use-by-date)
            ๔. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ดังต่อไปนี้
             ๕. ที่ผ่านมา ไทยไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับสารตะกั่วตกค้างในสินค้าเกษตรและอาหาร อย่างไรก็ดี ไทยก็ควรให้ความสำคัญในการสุ่มตรวจหาสารตะกั่วในสินค้าที่ส่งไปจำหน่ายยัง EU อย่างต่อเนื่อง ตามค่าปนเปื้อน ที่ไม่ควรเกินกว่าค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดที่ EU กำหนดขึ้นใหม่นี้ตามกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าที่กำหนดข้างต้น 
โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 
- See more at: http://www2.thaieurope.net

USA News : US เตรียมพิจารณาการใช้ไขมันทรานส์ในอาหารสัตว์

US เตรียมพิจารณาการใช้ไขมันทรานส์ในอาหารสัตว์
                จากที่ในปี 2557 องค์การอาหารและยาสหรัฐ (The Food and Drug Administration : FDA) ได้เผยแพร่ข้อกำหนดการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนเพียงบางส่วน (partially hydrogenated oils: PHOs) โดยถือว่าไม่จัดอยู่ในอาหารที่สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย  (Generally Recognized as Safe : GRAS)  ทำให้สมาคมอุตสาหกรรมอาหารอเมริกัน (American Feed Industry Association's : AFIA) ได้เรียกร้องให้ทาง FDA ชี้แจงการห้ามใช้ PHOs ว่ามีความครอบคุลมเฉพาะอาหารมนุษย์หรือรวมถึงอาหารสัตว์ด้วย  ซึ่ง FDA ยังไม่มีข้อสรุปข้อกำหนดที่ชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน เนื่องจากน้ำมันพืชทั่วไป (vegetable oils) และน้ำมัน PHOs ถือว่าเป็นส่วนผสมที่ปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์มานานหลายทศวรรษ อีกทั้งไขมันพืช (vegetable fats) และน้ำมันพืช บางส่วนอาจมีไขมันทรานส์เป็นส่วนผสม (ingredient) อยู่แล้วในธรรมชาติ

               ก่อนหน้านี้คำแถลงของ FDA ได้กล่าวว่าข้อกำหนด การห้ามใช้ PHOs ในอาหารจะครอบคลุมทั้งอาหารมนุษย์ และอาหารสัตว์ และ FDA เตรียมชี้แจงเพิ่มเติมอีกครั้งเกี่ยวกับความชัดเจนของเกณฑ์ GRAS สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชซึ่งจะสามารถใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ ทั้งอาหารสำหรับปศุสัตว์ที่จะใช้เป็นอาหาร อาทิ สัตว์ปีก การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและอาหารสัตว์เลี้ยง (companion animal) ต่อไป

 

ที่มา: The Fish Site(17/07/58)

EU News : EU ขยายเวลาอนุญาตให้ใช้สารเสริมอาหารในสัตว์ (feed additive) แก่ไทย

EU ขยายเวลาอนุญาตให้ใช้สารเสริมอาหารในสัตว์ (feed additive) แก่ไทย
                สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบว่าด้วยการเพิ่มรายชื่อสารที่อนุญาตให้ใช้เป็นสารเสริมอาหารในสัตว์ จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้

                1. Commission Implementing Regulation (EU) No 2015/723 ขยายเวลาการอนุญาตให้ใช้สาร biotin เป็นสารเสริมอาหารในสัตว์ (feed additive) ในกลุ่มสารบำรุงร่างกาย (nutritional additives) และวิตามินสำหรับสัตว์ทุกชนิด เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งมีผลตามกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2558 ไปจนถึงวันที่ 26 พ.ค. 2568 และได้อนุโลมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของสินค้า ดังนี้

                    - สาร biotin หรือสารผสมล่วงหน้า (premixture) ที่มีส่วนประกอบของสาร biotin ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 26 พ.ย. 2558 สามารถวางจำหน่ายต่อไปได้จนกว่าสินค้าจะหมดจากคลังสินค้า

                    - อาหารสัตว์ผสม และวัตถุดิบอาหารสัตว์สำหรับสัตว์ที่ใช้เป็นอาหารที่มีส่วนผสมของสารดังกล่าวที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 26 พ.ย. 2558 สามารถวางจำหน่ายต่อไปได้จนกว่าสินค้าจะหมดจากคลังสินค้า

                    - อาหารสัตว์ผสม และวัตถุดิบอาหารสัตว์สำหรับสัตว์ที่ไม่ใช้เป็นอาหารที่มีส่วนผสมของสารดังกล่าวที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 26 พ.ค. 2560 สามารถวางจำหน่ายต่อไปได้จนกว่าสินค้าจะหมดจากคลังสินค้า
                 สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่               http://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32015R0723&from=EN
               2. Commission Implementing Regulation (EU) No 2015/724 ขยายเวลาการอนุญาตให้ใช้สาร retinyl acetate, retinyl palmitate และ retinyl propionate เป็นสารเสริมอาหารในสัตว์ (feed additive) ในกลุ่มสารบำรุงร่างกาย (nutritional additives) และวิตามิน สำหรับสัตว์ทุกชนิด เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งมีผลตามกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2558 ไปจนถึงวันที่ 26 พ.ค. 2568 และได้อนุโลมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของสินค้า ดังนี้

                  - สาร retinyl acetate, retinyl palmitate และ retinyl propionate หรือสารผสมล่วงหน้า (premixture) ที่มีส่วนประกอบของสารทั้ง 3 รายการ ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 26 พ.ย. 2558 สามารถวางจำหน่ายต่อไปได้จนกว่าสินค้าจะหมดจากคลังสินค้า

                  - อาหารสัตว์ผสม และวัตถุดิบอาหารสัตว์สำหรับสัตว์ที่ใช้เป็นอาหารที่มีส่วนผสมของสารดังกล่าวที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 26 พ.ค. 2559 สามารถวางจำหน่ายต่อไปได้จนกว่าสินค้าจะหมดจากคลังสินค้า

                  - อาหารสัตว์ผสม และวัตถุดิบอาหารสัตว์สำหรับสัตว์ที่ไม่ใช้เป็นอาหารที่มีส่วนผสมของสารดังกล่าวที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 26 พ.ค. 2560 สามารถวางจำหน่ายต่อไปได้จนกว่าสินค้าจะหมดจากคลังสินค้า
               สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่             http://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32015R0724&from=EN
               3. Commission Implementing Regulation (EU) No 2015/861 ขยายเวลาการอนุญาตให้ใช้สาร potassium iodide, calcium iodate anhydrous และ coated granulated calcium iodate anhydrous เป็นสารเสริมอาหารในสัตว์ (feed additive) ในกลุ่มสารบำรุงร่างกาย (nutritional additives) และกลุ่มสารประกอบแร่ธาตุ (compound of trace element) สำหรับสัตว์ทุกชนิด เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งมีผลตามกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. 2558 ไปจนถึงวันที่ 24 มิ.ย.2568 และได้อนุโลมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของสินค้า ดังนี้

                  - สาร potassium iodide , calcium iodate anhydrous และ coated granulated calcium iodate anhydrous  หรือสารผสมล่วงหน้า (premixture) ที่มีส่วนประกอบของสารทั้ง 3 รายการ ที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 24 ธ.ค. 2558 สามารถวางจำหน่ายต่อไปได้จนกว่าสินค้าจะหมดจากคลังสินค้า

                  - อาหารสัตว์ผสม และวัตถุดิบอาหารสัตว์สำหรับสัตว์ที่ใช้เป็นอาหารที่มีส่วนผสมของสารดังกล่าวที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 24 มิ.ย. 2559 สามารถวางจำหน่ายต่อไปได้จนกว่าสินค้าจะหมดจากคลังสินค้า

                  - อาหารสัตว์ผสม และวัตถุดิบอาหารสัตว์สำหรับสัตว์ที่ไม่ใช้เป็นอาหารที่มีส่วนผสมของสารดังกล่าวที่ผลิตและติดฉลากก่อนวันที่ 24 มิ.ย. 2560 สามารถวางจำหน่ายต่อไปได้จนกว่าสินค้าจะหมดจากคลังสินค้า
                สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่              http://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32015R0861&from=EN
 
 

ที่มา: มกอช./สปษ.บัรสเซลส์(16/07/58)

EU News : EU ปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุด (MRLs) ยาปราบศัตรูพืชบางรายการในสินค้าพืชและสัตว์

EU ปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุด (MRLs) ยาปราบศัตรูพืชบางรายการในสินค้าพืชและสัตว์
              สหภาพยุโรปออกประกาศระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/868 ปรับระดับสารตกค้างสูงสุด(MRLs) ยาปราบศัตรูพืช 29 รายการ ได้แก่

                1) 2, 4, 5 -T
                2) barban
                3) binapacryl
                4) bromophos-ethyl
                5) camphechlor (toxaphene)
                6) chlorbufam
                7) chlozolinate
                8) DNOC
                9) di-allate 
              10) dinoseb  
              11) dinoterb
              12) dionoxathion
              13) ethylene oxide
              14) fentin acetate
              15) fentin hydroxide
              16) flucycloxuron
              17) flucythrinate
              18) formothion
              19) mecarbam
              20) methacrifos
              21) monolinuron
              22) phenothrin
              23) phenothrin
              24) propham
              25) pyrazophos 
              26) quinalphos
              27) resmethrin
              28) tecnazene
              29) vinclozolin

            ซึ่งส่วนใหญ่จะปรับให้อยู่ในระดับต่ำสุดหรือค่า default MRL คือ 0.01 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และจะมีผลกับสินค้าของไทยบางรายการ เช่น มะม่วง มะละกอ สับปะรด ทุเรียน พริก มะเขือ กะหล่ำ ถั่ว ข้าว เนื้อสัตว์ปีก ขิง ขมิ้น น้ำผึ้ง และเครื่องเทศ เป็นต้น

            โดยกฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2558 เป็นต้นไป อนึ่ง EU อนุโลมให้สินค้าที่ผลิตก่อนวันที่ 30 มิ.ย. 2558 สามารถใช้ค่า MRL เดิม (Regulation (EC) No 369/2005) ก่อนประกาศระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/868 ได้
            สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่          http://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=OJ:JOL:_2015_145_R_0001&from=EN

ที่มา: มกอช./สปษ.บรัสเซลส์(14/07/58)

๊UK News : UK แจงอาหารทะเลแปรรูปยังมีเสถียรภาพแม้สภาวะตลาดรุนแรง

UK แจงอาหารทะเลแปรรูปยังมีเสถียรภาพแม้สภาวะตลาดรุนแรง
                 สหราชอาณาจักร (UK) ได้รายงานผลการสำรวจการผลิตของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลในประเทศ ซึ่งสำรวจจากประชากรทุกหน่วย โดยไม่เจาะจงกลุ่มตัวอย่าง (Census Survey)  ในปี 2557 อาทิ ด้านขนาดของโครงสร้างในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป , หน่วยการแปรรูปในส่วนต่างๆ  ,ระดับการจ้างงาน ,การกระจายสินค้าในภูมิภาค ,ประเภทกิจกรรมการแปรรูป , สายพันธุ์และจำนวนสัตว์ทะเลที่นำมาแปรรูป เป็นต้น โดยพบประเด็นสำคัญในด้านการจ้างงาน (employment) ดังนี้

                 - ผลการสำรวจอัตราการจ้างงานในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล พบว่ามีปริมาณการจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่จำนวนหน่วยผลิตลดลง ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมแซลม่อนมีอัตราการเติบโตขึ้นถึง 28 % จึงส่งผลทำให้อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลมีอัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้น

                 - จากการสำรวจในปี 2555 พบว่าหน่วยผลิตในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลที่จำแนกจากจำนวนการจ้างงานเต็มเวลา (Full Time Equivalent : FTEs) โดยรวมมีปริมาณลดลง แต่ไม่ได้ส่งกระทบผลต่อหน่วยการผลิต 2 กลุ่ม ดังนี้
                   : กลุ่มหน่วยการผลิตขนาดใหญ่สุด (Larges size มีปริมาณ FTEs 110 ขึ้นไป: 101+FTEs) พบว่ามีจำนวนหน่วยการผลิตเพิ่มขึ้น 29 %
                   : กลุ่มหน่วยการผลิตขนาดขนาดเล็กสุด (Smallest size มีปริมาณ FTEs อยู่ที่ 1-10: 1-10 FTEs) พบว่ามีจำนวนหน่วยการผลิตเพิ่มขึ้น 10 %

                 - จากการสำรวจในปี 2557 พบว่ากลุ่มหน่วยการผลิต 101+FTEs มีสัดส่วนถึง 65 % เมื่อเทียบกับปี 2555 ซึ่งมีสัดส่วนที่ 58 % และขณะเดียวกันกลุ่มหน่วยการผลิต 1-10 FTEs ได้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งการขยายตัวของหน่วยผลิตทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ได้ดึงดูดให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดมากยิ่งขึ้น ทำให้มีปริมาณการจ้างงานเพิ่มมากขึ้นในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล

                 - การเพิ่มจำนวนกลุ่มหน่วยผลิตได้ส่งผลให้อัตราการจ้างงานตั้งแต่ปี 2555-2557 เพิ่มสูงขึ้น และทำให้ผลประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูปมีมูลค่าสูงขึ้น 16 % เมื่อเทียบกับปี 2551 แต่กระนั้นก็ส่งผลให้ต้นทุนผลิตเพิ่มสูงขึ้นถึง 20 % โดยคาดว่ามีปัจจัยหลักจากราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการแปรรูป (raw material processing)  ทำให้สัดส่วนกำไรของผู้ประกอบการโดยรวมลดลง นอกจากนี้ยังพบว่ามีการลงทุนเพิ่มขึ้นในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ อาทิ อุปกรณ์ เครื่องมือ อาคาร สถานที่ต่างๆ ส่งผลให้มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นถึง 49 % ในช่วงปี 2553-2555

                  แต่อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์ด้านอาหารทะเล ได้กล่าวถึงผลกระทบของปัจจัยปัญหาสำคัญ ได้แก่วัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิต และการพัฒนากฏระเบียบและปัจจัยรองรับทางการค้า อาทิ ความเคลื่อนไหวของอัตราการแลกเปลี่ยน , การขาดแคลนทักษะ , การเข้มงวดทางการเงิน , ผู้ค้าปลีกกดดันผู้ผลิต เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายธุรกิจในห่วงโซ่การผลิต แต่ในขณะเดียวกันการเพิ่มขึ้นของปริมาณความต้องการอาหารทะเลและสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้กลายเป็นแรงหนุนเสริมความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรม ที่จะสามารถสร้างผลกำไรและความยั่งยืนของของการผลิตได้ในระยะยาว 


ที่มา: The Fish Site(10/07/58)
มกอช.

USA News : สส. สหรัฐฯ เข้าแนวร่วมยกเลิกระเบียบ COOL

สส. สหรัฐฯ เข้าแนวร่วมยกเลิกระเบียบ COOL
                The House Agriculture Committee ได้ลงมติให้ยกเลิกการใช้ระเบียบ COOL (Country of Origin Labeling: COOL) ว่าด้วยการติดฉลากระบุประเทศต้นกำเนิดของสัตว์ สถานที่เลี้ยงและสถานที่เชือด สำหรับสินค้าเนื้อโค, เนื้อหมูและเนื้อไก่ โดยร่างระเบียบ H.R.2393 ซึ่งแก้ไขสาระสำคัญใน Agriculture Marketing Act (1946) ได้ผ่านการลงคะแนนเห็นชอบ 38 ต่อ 6 นอกจากนี้สมาชิกพรรค เดโมแครต (Democrats) และ รีพับลิกัน(Republicans) จำนวนทั้งสิ้น 68คน ยังให้การสนับสนุน House Agriculture Committee อีกด้วย

                 แนวทางการออกเสียงยกเลิกการใช้ระเบียบCOOL ถือได้ว่าเป็นไปตามมติขององค์การการค้าโลก (The World Trade Organization: WTO) ซึ่งพิจารณาให้ระเบียบ COOL ไม่เป็นไปตามหลักการของข้อผูกพันทางการค้าระหว่างประเทศ โดยก่อนหน้านี้ประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯที่ได้รับผลกระทบจากระเบียบ COOL อาทิ เม็กซิโกและแคนาดา ได้เตรียมประกาศมาตรการตอบโต้ทางการค้ากับสหรัฐฯ จึงทำให้ House Agriculture Committee เสนอให้มีการลงมติยกเลิกการใช้ระเบียบ COOL เพื่อฟื้นคืนสถานภาพและความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ
กับประเทศคู่ค้า 

ที่มา: The Beef Site (13/07/58)
มกอช.

Russia news : รัสเซียยกเลิกการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จากโคลัมเบีย

รัสเซียยกเลิกการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จากโคลัมเบีย
                สำนักงานควบคุมสุขอนามัยสัตว์และพืชรัสเซีย (Rosselkhoznadzor) เตรียมยกเลิกการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จากโคลัมเบีย จากที่เคยประกาศห้ามการนำเข้าเนื้อโค, เนื้อแกะ, เนื้อหมูและผลิตภัณฑ์นมจากตอนใต้ของเมืองNariño เพื่อป้องกันการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease: FMD) ตั้งแต่ปี 2552 โดยภูมิภาคอื่นๆของโคลัมเบียยังคงสามารถส่งออกเนื้อโคได้ตามปกติ การส่งออกเนื้อโคไปยังรัสเซียในปี 2557 มีปริมาณถึง1,303 ตัน ซึ่งการยกเลิกข้อห้ามดังกล่าว จะเป็นโอกาสที่ดีของผู้เลี้ยงปศุสัตว์ในเมืองNariño ของโคลัมเบีย    

               ปัจจุบันโคลัมเบียมีความพร้อมด้านการพัฒนาวัคซีน FMD และกำลังเร่งสร้างความตระหนักให้ผู้เลี้ยงต่อการป้องกันการเกิดโรค FMD ในฟาร์มเลี้ยง รวมทั้งการแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเร่งด่วนกรณีที่พบการระบาด

ที่มา: The Beef Site(10/07/58)
มกอช.

Russia news : รัสเซียก้าวเป็นเป้าหมายส่งออกทูน่าที่สำคัญของเวียดนาม

รัสเซียก้าวเป็นเป้าหมายส่งออกทูน่าที่สำคัญของเวียดนาม
                เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 เวียดนามได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ร่วมกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union: EEU) ซึ่งประกอบด้วยประเทศรัสเซีย, อาร์เมเนีย, เบลารุส, คาซัคสถานและคีร์กีซสถาน โดยข้อตกลงดังกล่าว มีพันธกรณีปลอดภาษีการนำเข้าสินค้าประมง ทำให้เวียดนามมีโอกาสต่อการขยายการส่งออกปลาทูน่าและสินค้าประมงอื่นๆเข้าสู่ตลาดมากขึ้น

                สถิติจากหน่วยงานศุลกากรเวียดนามในไตรมาสที่1/2558 พบว่ามูลค่าการส่งออกปลาทูน่าไปยังรัสเซียเพิ่มขึ้นถึง1.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก1.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2557 โดยมีปลาทูน่าแช่แข็ง (Frozen Tuna) เป็นสินค้าหลัก ซึ่งมีสัดส่วนถึง 95 % ของมูลค่าการส่งออกโดยรวม และผู้ส่งออกยังมีการเริ่มส่งออกผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าสดและแช่แข็งเพิ่มเติมด้วย

                ปัจจุบัน เวียดนามถือเป็นหนึ่งในสามผู้ส่งออกปลาทูน่ารายใหญ่ ไปยังรัสเซียมีอัตราการเติบโตถึง 161 % ในไตรมาสที่1/2558 ส่วนจีนเพิ่มขึ้น 58.6 % ในขณะที่การนำเข้าจากไทยลดลงถึง 47.1 %

ที่มา: The Fish Site (09/07/58)
มกอช