แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อียู แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อียู แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

Update Food Laws : EU ออกเกณฑ์และเงื่อนไขเฉพาะในการตรวจสอบเอกสารและกลุ่มผู้ประกอบการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์

 

EU ออกเกณฑ์และเงื่อนไขเฉพาะในการตรวจสอบเอกสารและกลุ่มผู้ประกอบการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์

คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ Commission Delegated Regulation (EU) 2021/771 ว่าด้วย การเสริม Regulation (EC) No 2018/848 ด้านการกำหนดเกณฑ์และเงื่อนไขเฉพาะในการตรวจสอบเอกสารและกลุ่มผู้ประกอบการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ภายใต้การตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ใน EU Official Journal L 165/25 โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. การตรวจสอบเอกสาร (มาตรา 1)

1) การตรวจสอบทางกายภาพ ณ จุดตรวจสอบ (physical on-the-spot inspection) ตาม Regulation (EU) 2018/848 มาตรา 38(3) ต้องครอบคลุมการตรวจสอบย้อนกลับและการตรวจสอบสมดุลมวล (mass balance check) ของกลุ่มผู้ประกอบการ โดยการตรวจสอบบัญชีเอกสาร

2) หน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก หรือหน่วยงานควบคุมภาครัฐหรือเอกชน จะต้องดำเนินการตรวจสอบย้อนกลับและตรวจสอบสมดุลมวล ตามรูปแบบมาตรฐานที่ปรากฏในบันทึกลายลักษณ์อักษรตาม Regulation (EU) 2018/848 มาตรา 38(3)

3) สำหรับวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบย้อนกลับและการตรวจสอบมวลรวม การคัดเลือกสินค้า กลุ่มสินค้า และระยะเวลาภายใต้การตรวจสอบ ให้กระทำบนพื้นฐานความเสี่ยง

4) การตรวจสอบย้อนกลับจะต้องครอบคลุมองค์ประกอบอย่างน้อยดังนี้ (ซึ่งต้องมีเอกสาร การบันทึกสต็อกสินค้า และบันทึกทางการเงิน เพื่อประกอบการตรวจสอบ)

(ก) ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต (supplier) และหากแตกต่าง ของเจ้าของ หรือผู้จำหน่าย หรือผู้ส่งออกสินค้า

(ข) ชื่อและที่อยู่ของผู้รับสินค้า (consignee) และหากแตกต่าง ของผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าสินค้า

(ค) ใบรับรอง (certificate) ของผู้ผลิต ตาม Regulation (EU) 2018/848 มาตรา 35(6)

(ง) ข้อมูลที่อ้างถึงในวรรคแรกของ Regulation (EU) 2018/848 ข้อ 2.1 ภาคผนวก III

(จ) การระบุล็อตสินค้าที่เหมาะสม

5) ในกรณีที่มีความจำเป็น การตรวจสอบมวลรวมต้องครอบคลุมองค์ประกอบอย่างน้อยดังนี้ (ซึ่งต้องมีเอกสาร การบันทึกสต็อกสินค้า และบันทึกทางการเงิน เพื่อประกอบการตรวจสอบ)

(ก) ลักษณะ (nature) และปริมาณของสินค้าที่ส่งไปยังหน่วย (unit)และ (ในกรณีที่จำเป็น) ของวัสดุที่ซื้อและการใช้วัสดุดังกล่าว และองค์ประกอบของสินค้าในกรณีที่จำเป็น

(ข) ลักษณะและปริมาณของสินค้าที่จัดเก็บ ณ สถานที่ประกอบการ

(ค) ลักษณะและปริมาณของสินค้าที่ออกจากหน่วย (unit) ของผู้ประกอบการหรือกลุ่มผู้ประกอบการไปยังสถานที่ของผู้รับสินค้า หรือสถานที่จัดเก็บ

(ง) กรณีที่ผู้ประกอบการที่ซื้อและจำหน่ายสินค้า โดยไม่มีการจัดการทางกายภาพกับสินค้า ลักษณะและปริมาณของสินค้าที่ถูกซื้อและจำหน่าย และผู้ผลิต หากแตกต่าง ผู้จำหน่ายหรือผู้ส่งออก และผู้ซื้อ และหากแตกต่าง ผู้รับสินค้า

(จ) ผลผลิตของสินค้าที่ได้รับ รวบรวม หรือเก็บเกี่ยวในปีที่ผ่านมา

(ฉ) ผลผลิตที่แท้จริงของสินค้าที่ได้รับ รวบรวม หรือเก็บเกี่ยวในปีปัจจุบัน

(ช) จำนวนและ/หรือน้ำหนักในกรณีของปศุสัตว์ จากการจัดการทั้งปีปัจจุบันและปีก่อนหน้า

(ซ) การสูญเสีย การเพิ่ม หรือการลดปริมาณของสินค้าในขั้นตอนการผลิต การเตรียมการ และการจัดจำหน่าย

(ฌ) สินค้าอินทรีย์หรือสินค้าที่อยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนที่จำหน่ายในตลาดเป็นสินค้าปกติที่ไม่ใช่อินทรีย์ (non-organic)

2. การตรวจสอบอย่างเป็นทางการของกลุ่มผู้ประกอบการ (มาตรา 2)

1) เพื่อเป็นการรับรองและตรวจสอบการปฏิบัติตามของกลุ่มผู้ประกอบการ หน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก หรือหน่วยงานควบคุมภาครัฐหรือเอกชน ต้องมอบหมายให้ผู้ตรวจที่มีอำนาจดำเนินการประเมินระบบการควบคุมภายใน (ICS)

2) เพื่อวัตถุประสงค์ในการประเมินการจัดตั้ง การทำงาน และการบำรุงรักษาระบบการควบคุมภายใน (ICS) ของกลุ่มผู้ประกอบการ หน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก หรือหน่วยงานควบคุมภาครัฐหรือเอกชน ต้องกำหนดอย่างน้อยว่า

(ก) ขั้นตอนของ ICS ที่ได้ดำเนินการแล้วนั้น เป็นไปตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ใน Regulation (EU) 2018/848

(ข) รายชื่อสมาชิกของกลุ่มผู้ประกอบการ ที่มีข้อมูลที่จำเป็นของสมาชิกแต่ละราย ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันและสอดคล้องกันอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ขอบเขตของใบรับรอง

(ค) สมาชิกทั้งหมดของกลุ่มผู้ประกอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดตาม Regulation (EU) 2018/848 มาตรา 36(1)(a), (b) และ (e) ตลอดจนการมีส่วนร่วมในกลุ่มผู้ประกอบการนั้น ๆ

(ง) จำนวน การฝึกอบรม และความสามารถของผู้ตรวจสอบ ICS ต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสมและเพียงพอ และผู้ตรวจสอบ ICS ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

(จ) การตรวจสอบภายในของสมาชิกทุกคนในกลุ่มผู้ประกอบการ ตลอดจนกิจกรรมและหน่วยผลิตหรือสถานที่ประกอบการ รวมทั้งการจัดซื้อ และศูนย์รวบรวม ได้มีการดำเนินการตรวจสอบอย่างน้อยทุกปีและมีการบันทึกไว้เป็นเอกสาร

(ฉ) สมาชิกใหม่หรือหน่วยการผลิตใหม่ และกิจกรรมใหม่ของสมาชิกที่มีอยู่ รวมถึงศูนย์การจัดซื้อและศูนย์รวบรวมใหม่ จะได้รับการยอมรับต่อเมื่อได้รับการอนุญาตจากผู้จัดการ ICS บนพื้นฐานของรายงานการตรวจสอบภายในตามขั้นตอนของ ICS

(ช) ผู้จัดการ ICS ใช้มาตรการที่เหมาะสมในกรณีที่พบว่ามีการไม่ปฏิบัติตาม (รวมถึงการติดตาม)ตามขั้นตอนของ ICS

(ซ) การแจ้ง (notification) ของผู้จัดการ ICS ต่อหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก หรือหน่วยงานควบคุมภาครัฐหรือเอกชน มีความเหมาะสมและเพียงพอ

(ฌ) การตรวจสอบย้อนกลับภายในสำหรับสินค้าทั้งหมด และสมาชิกของกลุ่มผู้ประกอบการได้รับการรับรองโดยการประมาณปริมาณและโดยการตรวจสอบข้าม (cross-checking) ผลผลิตของสมาชิกแต่ละรายในกลุ่มผู้ประกอบการ

(ญ) สมาชิกของกลุ่มผู้ประกอบการได้รับการฝึกอบรมที่เพียงพอเกี่ยวกับขั้นตอน ICS และข้อกำหนดของ Regulation (EU) 2018/848

3) หน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก หรือหน่วยงานควบคุมภาครัฐหรือเอกชน จะใช้การประเมินความเสี่ยงเพื่อคัดเลือกตัวอย่างของสมาชิกในกลุ่มผู้ประกอบการ เพื่อทำการตรวจสอบซ้ำ (re-inspection) ตาม Regulation (EU) 2018/848 มาตรา 38(4)(d) โดย (อย่างน้อย) จะต้องพิจารณาถึงปริมาณและมูลค่าของการผลิตและการประเมินความเป็นไปได้ของการที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของRegulation (EU) 2018/848 การตรวจสอบซ้ำจะต้องดำเนินการทางกายภาพ ณ จุดที่ตรวจ (on the spot) โดยมีสมาชิกที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ด้วย

4) หน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก หรือหน่วยงานควบคุมภาครัฐหรือเอกชน ต้องจัดสรรเวลาที่เหมาะสมสำหรับการควบคุมกลุ่มผู้ประกอบการ ตามสัดส่วนของชนิด โครงสร้าง ขนาด สินค้า กิจกรรม และผลผลิตของการผลิตอินทรีย์ของกลุ่มผู้ประกอบการ

5) หน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก หรือหน่วยงานควบคุมภาครัฐหรือเอกชน ต้องดำเนินการตรวจสอบพยาน เพื่อตรวจสอบความสามารถและความรู้ของผู้ตรวจ ICS

6) หน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก หรือหน่วยงานควบคุมภาครัฐหรือเอกชน ต้องประเมินว่า มีความบกพร่องของ ICS หรือไม่ โดยพิจารณาจากจำนวนการไม่ปฏิบัติตาม ที่ไม่ถูกตรวจพบโดยผู้ตรวจสอบ ICS และผลการสอบสวนสาเหตุและลักษณะของการไม่ปฏิบัติตาม

3. ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป ทั้งนี้ รายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ ดังนี้

https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32021R0771&from=EN

ที่มา thaieurope.net

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Food Law Update_EU เตรียมใช้ใบรับรองการตรวจสอบสินค้าเกษตรอินทรีย์นำเข้าแบบอิเล็กทรอนิกส์

๑. เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศกฎระเบียบใหม่  Commission Implementing Regulation (EU) 2016/1842 ว่าด้วยการใช้ใบรับรองการตรวจสอบสินค้า เกษตรอินทรีย์นำเข้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-certification)  เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๐ เป็นต้นไป
    กฎระเบียบเดิมของ EU (Commission Regulation (EC) No 1235/2008) กำหนดให้ สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่นำเข้าจากประเทศที่สามจะต้องมี Certificate of inspection for import of products from organic production into the european community หรือที่เรียกว่า ใบรับรองการ ตรวจสอบ (Certificate of inspection : COI)” ซึ่งออกโดยหน่วยงาน control authorites (CA) หรือ control bodies (CB) ในประเทศที่สามที่ EU เห็นชอบ เป็นเอกสารประกอบการนำเข้า โดยผู้ประกอบการ ต้องยื่น COI ฉบับจริงให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ของประเทศสมาชิก (Member State’s competent authority) เพื่อยืนยันความถูกต้องของสินค้าที่ส่งมอบ (verification of the consignment) และเซ็นต์ รับรอง (endorsement) ก่อนจะะอนุญาตให้วางจำหน่ายในตลาด  EU
 ๒.         แต่จากรายงานของหน่วยตรวจราชการยุโรป (European Court of Auditors) เมื่อปี ๒๕๕๕ ระบุว่าระบบควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของ EU ยังมีข้อบกพร่อง เพราะแนวทางปฏิบัติ ในการกำกับดูแลสินค้าเกษตรอินทรีย์ของหน่วยงาน CA  หรือ CB ในประเทศที่สามอาจแตกต่างกันไปหรือ ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ EU ทั้งหมด นอกจากนี้ การแชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกหรือกับคณะกรรมาธิการยุโรปนั้นยังไม่เพียงพอ อีกทั้งการ ตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) เส้นทางการเดินทางของสินค้าเกษตรอินทรีย์ก็ทำได้ยาก โดยเฉพาะ สินค้าที่นำเข้า
         ดังนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจึงต้องการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว โดยจะนำ ใบรับรองการตรวจสอบสินค้าเกษตรอินทรีย์นำเข้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-certification) มาใช้ นั่นคือ ข้อมูลต่างๆที่ระบุไว้ใน COI จะถูกป้อนเข้า “ระบบติดตามการเดินทางของอาหารของ EU หรือ Trade Control & Expert System (TRACES) ซึ่งระบบ TRACES นี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้การค้า มีความคล่องตัว เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทางของสินค้าถูกรวบรวมไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ที่ เชื่อมโยงสู่ศูนย์กลาง ซึ่งจะทำให้คู่ค้าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้รับอนุญาตสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว ได้ง่ายขึ้น การทำงานเอกสารมีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ ระบบ TRACES ยังช่วยให้ตอบสนอง ต่อเหตุการณ์ที่เป็นภัยเสี่ยงต่อสุขภาพทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะการทราบถึงเส้นทางเดินทางของสินค้าที่ถูก ส่งเข้ามาใน EU จะทำให้สามารถจัดการกับความเสี่ยงหรือปฏิเสธการรับสินค้านั้นได้อย่างทันท่วงที
๓. กฎระเบียบใหม่ว่าด้วยการบังคับใช้ใบรับรองการตรวจสอบสินค้าเกษตรอินทรีย์นำเข้าแบบ อิเล็กทรอนิกส์หรือ e-certification จะมีผลเริ่มต้นบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๖๐ เป็นต้นไป ซึ่งคณะ กรรมาธิการยุโรปกำหนดให้มีช่วงเวลาในการปรับตัวรวม ๖ เดือน นั่นคือ สามารถใช้ได้ทั้งใบรับรองการ ตรวจสอบสินค้าเกษตรอินทรีย์นำเข้าแบบกระดาษหรือแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้จนถึงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๐
         การปรับปรุงระบบติดตามการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ทันสมัย โดยใช้ระบบ TRACES ที่ EU ใช้อยู่แล้วกับอาหารประเภทอื่นๆ (เช่น อาหารคน อาหารสัตว์ พืชและสัตว์)   นอกจากจะช่วยให้ หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบทำงานได้ง่ายขึ้นและอำนวยความสะดวกทางการค้า ยังช่วยเสริมสร้าง ความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในการรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์

โดย   สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

EU Food News_EU ไม่อนุญาตให้ใช้ Artemisia vulgaris L. เป็นสารตั้งต้นในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

EU ไม่อนุญาตให้ใช้ Artemisia vulgaris L. เป็นสารตั้งต้น (Basic Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช 
เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2015/1191 of 20 July 2015 concerning the non-approval of Artemisia vulgaris L. as a basic substance in accordance with Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council concerning the placing of plant protection products on the market ใน EU Official Journal L 193/122 ว่าด้วยการไม่อนุญาตให้ใช้ Artemisia vulgaris L. เป็นสารตั้งต้น (Basic Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) ที่อนุญาตให้ใช้ในการปลูกพืช สรุปดังนี้
              ๑. เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๖ คณะกรรมาธิการยุโรปได้รับคำร้องจาก Institut Technique de l’Agriculture Biologique เพื่ือขอขึ้นทะเบียน Artemisia vulgaris L. เป็นสารตั้งต้น (Basic Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช  แต่จากการประเมินผลของ EFSA พบว่า Artemisia vulgaris L ไม่เข้าข่ายตามข้อกำหนดที่ระบุในมาตรา ๒๓ Regulation (EC) No 1107/2009 และพบว่าหากสาร ดังกล่าวสัมผัสกับสารชนิดอื่น อาทิ thujone, eucalyptol และ camphor จะมีความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการ คนงาน บุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้บริโภค และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ไม่ใช่เป้าหมาย  และข้อมูลที่ผู้ยื่นคำร้องให้เพิ่มเติม ก็ยังไม่สามารถหักล้างคำตัดสินของ EFSA ได้ ดังนั้น  EU จึงเห็นควรไม่อนุญาตให้ใช้ Artemisia vulgaris L เป็นสารตั้งต้น
              ๒. กฎระเบียบดังกล่าว จะมีผลปรับใช้ ๒๐ วันหลังจากทประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘)
              ๓. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ดังนี้


รายงานโดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

EU Food News_GM FOOD - Agriculture committee opposes national bans on Imports of GM food and feed

The agriculture committee on Thursday rejected the Commission's draft law that would give member states the power to restrict or prohibit the use of EU-approved GM food or feed on their territory. It fears that arbitrary national bans could distort competition on the EU's single market and jeopardise the Union's food production sectors which are heavily dependent on imports of GM feed.
The agriculture committee's opinion, adopted by 28 votes in favour to eight against, with six abstentions, will now be scrutinised by the environment committee, which has the lead on this file, before the Parliament as a whole votes on the matter.
"Today's vote in the agriculture committee sends a clear message: the Commission's proposal to allow member states to decide whether or not to restrict or ban the use of GM food and feed on their territory must be rejected. We have not been building the EU's single market to let arbitrary political decisions distort it completely," said the draftsman of the opinion, Albert Dess (EPP, DE).
"The Commission's approach is completely unrealistic. We have many sectors in the EU that rely to a great extent on imports of GM feed and would not be able to survive if it is banned. If we allowed this, then all animal food production in the EU would be at stake, which could make us much more dependent on food imports from third countries that do not necessarily respect our high production standards. And we certainly want to avoid this," he added.
Next Steps
The environment committee, the lead committee for this draft law, will adopt its position at its meeting on 12 and 13 October. Parliament could then scrutinise the proposal at the 26-29 October plenary session in Strasbourg.

CR.foodlaw-reading

สรุปคือลงมติไม่อนุญาตร่างระเบียบ อาหารและอาหารสัตว์ตัดแต่งพันธุกรรม หรือไม่ให้ใช้นั่นเอง

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2558

EU News :ขยายเวลาให้เงินชดเชยแก่เกษตรกรอียู หลังรัสเซียประกาศงดนำเข้าผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารจากอียูต่ออีก 1 ปี

คณะกรรมาธิการยุโรปขยายเวลาให้เงินชดเชยแก่เกษตรกรอียู หลังรัสเซียประกาศงดนำเข้าผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารจากอียูต่ออีก 1 ปี

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2558 คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศขยายเวลาให้เงินชดเชยแก่เกษตรกรผู้ปลูกผักและผลไม้อียูไปจนถึงเดือน มิ.ย. 2559 หลังรัสเซียประกาศยืดระยะเวลาการระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารจากอียูไปต่ออีก 1 ปี
รัสเซียประกาศคำสั่งระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารจากอียูตั้งแต่เดือน ส.ค. 2557 ซึ่งเป็นมาตรการตอบโต้การคว่ำบาตรจากอียูที่มีต่อรัสเซียหลังกรณีวิกฤตในยูเครน โดยส่งผลให้อียูดำเนินมาตรการให้เงินชดเชยแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการตอบโต้ทางการค้าของรัสเซีย
กลุ่มสินค้าผัก-ผลไม้ และผลิตภัณฑ์นมเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบหลักจากการที่รัสเซียระงับการนำเข้าอาหารและสินค้าเกษตร และมีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยจากอียู โดยอียูพึ่งพาการส่งออกผักและผลไม้ไปยังตลาดรัสเซียร้อยละ 12 และส่งออกผลิตภัณฑ์นมร้อยละ 10
นาย Phil Hogan กรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและการพัฒนาชนบท กล่าวว่า การขยายเวลาให้เงินชดเชยแก่เกษตรกรเป็นการแสดงออกถึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอียูต่อเกษตรกร เพื่อบรรเทาผลกระทบจากคำสั่งระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารของอียูไปยังตลาดรัสเซีย โดยใช้กองทุนฉุกเฉินภายใต้นโยบายการปฏิรูปภาคเกษตรตั้งขึ้นมาเพื่อควบคุมอุปสงค์และอุปทานในตลาดให้เกิดการสมดุล โดยการระบายสินค้าเกษตรด้วยการแจกจ่ายให้กับองค์กรการกุศล เป็นต้น กองทุนจะชดเชยแก่เกษตรกรโดยถือเอาอัตราการส่งออกของสินค้าไปยังตลาดรัสเซียในระยะเวลา 3 ปี รวมถึงการแจกจ่ายสินค้าจำนวน 3,000 ตันให้กับประเทศสมาชิกเพื่อรักษาสมดุลของตลาดสินค้าเกษตรภายในอียู

อ่านรายละเอียด

รายงานโดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป (2.thaieurope)