วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Egypt Food News_อียิปต์ เรียกคืนสตรอเบอร์รี่แช่แข็งก่อให้เกิดไวรัสตับอักเสบ A

The International Company for Agricultural Production & Processing (ICAPP) อียิปต์ได้ประกาศเรียกคืนสินค้าสตรอเบอร์รี่แช่แข็งที่ส่งไปจำหน่ายยังสหรัฐอเมริกา เพื่อสนองตอบต่อการตรวจสอบกรณีพบการระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา ซึ่งองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (USFDA) กล่าวว่าการปฎิบัติของ ICAPP นี้เป็นผลมาจากการหารือกับ USFDA เนื่องจากตรวจพบไวรัสตับอักเสบ เอ ในสินค้าสตรอเบอร์รี่แช่แข็งจำนวน 4 ล็อตที่ ICAPP ส่งมาสหรัฐอเมริกา

             โดยในวันที่ 17 ตุลาคม 2559 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC) พบการระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ มีผู้ป่วย 134 คน จาก 9 รัฐในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Arkansas, California, Maryland, North Carolina, New York, Oregon, Virginia, Wisconsin and West Virginia ต่อมาในวันที่ 19 ตุลาคม 2559 USFDA ได้ประกาศห้ามนำเข้าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่แช่แข็งในระบบ Import Alert ซึ่งในขณะนั้นยังไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างผลิตภัณฑ์กับการระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ที่เชื่อมโยงกับสมูตตี้ของร้าน Tropical Smoothie Café และในวันที่ 20 ตุลาคม 2559 USFDA ได้เพิ่มเติมข้อมูลว่า  ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดได้ให้ข้อมูลว่าบริโภคสมูทตี้ที่มีส่วนประกอบของสตรอเบอร์รี่ที่ร้าน Tropical Smoothie Café ที่มีพิกัดในบริเวณที่ใกล้เคียงกัน เมื่อทำการตรวจสอบย้อนกลับพบว่านำเข้าสตรอเบอร์รี่มาจากอียิปต์ และปัจจุบัน Tropical Smoothie Café ได้เลิกใช้สตรอเบอร์รี่จากอียิปต์แล้วทุกสาขา

              จนในวันที่ 30 ได้มีประกาศ  เรียกคืนสินค้าสตรอเบอร์รี่แช่แข็งจากอียิปต์ทั้งที่นำมาจำหน่ายที่ใช้ในร้านอาหารตลอดจนใช้ผลิตอาหารเพื่อการจำหน่าย นอกจากนี้ ICAPP ยังได้ประกาศให้ความช่วยเหลือในการลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในด้านสาธารณสุขและให้ความมั่นใจว่าจะเรียกคืนผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ส่งมายังสหรัฐอเมริกาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นมา 


 
 
ที่มา : http://www.foodsafetynews. : สรุปโดย มกอช.

Canada Food News_ข่าว กฎระเบียบ มาตรฐานอาหารของแคนาดา

แคนาดาปรับปรุงปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดในผักผลไม้สดและผลพลอยได้จากสัตว์
                หน่วยงาน Health Canada ออกประกาศปรับปรุงปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดในผักผลไม้สดหลายรายการ รวมถึง ผลพลอยได้จากสัตว์ ดังนี้
                 - ปรับปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดของ Clopyralid ในผลพลอยได้จากสัตว์ (โค แพะ ม้า และแกะ) ที่ 0.09 ppm ยกเว้นในไตซึ่งกำหนดไว้ที่ 1.5 ppm นอกจากนี้ ยังปรับปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดของสารดังกล่าวในนมเป็น 0.015 ppm จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 0.01 ppm ซึ่งเป็นผลมาจากการทำประชาพิจารณ์
                - ปรับปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดของ Fluopyram ในเชอร์รี่, องุ่น, สตรอเบอร์รี่, ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่แบบพุ่มเตี้ย (ยกเว้น บลูเบอร์รี่ และ Lingonberry), แอปเปิ้ล, เมล็ดฝ้าย, ถั่ว Chickpeas, ถั่ว Lentils, ถั่วเหลือง, ถั่วลิสง และพืชหัว
               - กำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดของ Kasugamycin ในเชอร์รี่ แครนเบอร์รี่ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จำนวน 10 ชนิด เพิ่มเติมจากเดิมที่กำหนดไว้อยู่แล้วในผลไม้ 35 ชนิด อนึ่ง ปริมาณที่กำหนดขึ้นใหม่นี้ไม่มีระบุไว้ในมาตรฐาน Codex และมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา
               - กำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดของ Cyazofamid ในเชอร์รี่ แครนเบอร์รี่ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จำนวน 5 ชนิด อนึ่ง ปริมาณที่กำหนดขึ้นใหม่นี้ไม่มีระบุไว้ในมาตรฐาน Codex และมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา
                 - กำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดของ Tebuconazole ที่ 0.05 ppm ใน หน่อไม้ฝรั่ง
 
 
ที่มา: compliancecloud.selerant.com สรุปโดย: มกอช.

แคนาดาเดินหน้าผลิตโปรตีนนมลดการนำเข้า
             ภาคอุตสาหกรรมนมในแคนาดา เร่งเพิ่มกำลังการผลิตโปรตีนนมที่ใช้สำหรับการผลิตชีส และลดการนำเข้าลงจากสหรัฐอเมริกา โดยในปีนี้กลุ่มสหกรณ์นมในแคนาดา เช่น Gay Lea Foods Cooperrative ได้เตรียมวางแผนการลงทุนเพื่อผลิตโปรตีนนม ในขณะที่กลุ่มสหกรณ์ Agropur หยุดการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2560
       ปัจจัยกระตุ้นสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นผลจากการจัดทำความตกลงเรื่องราคานมที่กลุ่มเกษตรกรและผู้ผลิตและแปรรูปนมในแคนาดาเห็นชอบร่วมกัน ในเดือนกรกฎาคม 2559 ซึ่งอนุญาตให้ผู้ผลิตและแปรรูปนมในแคนาดาสามารถซื้อผลิตภัณฑ์นมจากเกษตรกรได้ในราคาที่ต่ำที่สุดของราคาระหว่างประเทศ โดยความตกลงดังกล่าวได้สร้างแรงจูงใจสำหรับภาคอุตสาหกรรมในแคนาดาในการผลิตโปรตีนนมมากขึ้นและลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมนมรายใหญ่ของประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และยุโรป ต่างมีความเห็นว่าความตกลงดังกล่าวไม่เป็นธรรมและอาจละเมิดกฎการแข่งขันทางการค้าขององค์การการค้าโลก (WTO) ได้
              อนึ่ง ความตกลงดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่ากลุ่มเกษตรกรจะลงนามในเดือนกุมภาพันธ์ แต่โครงการชั่วคราวได้เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว
 
 
 
ที่มา: Reuter.com สรุปโดย: มกอช.

USA Food News_ข่าว กฎระเบียบ มาตรฐานอาหารของอเมริกา 1

FSIS แนะนำการติดฉลากใหม่ในเนื้อสัตว์
                หน่วยงานบริการตรวจสอบความปลอดภัยอาหาร (FSIS)  ภายใต้กระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา(USDA) เตรียมออกคู่มือการติดฉลากเพื่ออ้างถึงคุณลักษณะพิเศษในการผลิตปศุสัตว์ที่ระบุว่า ไร้ยาปฏิชีวนะ    ผลิตแบบอินทรีย์ วัวที่เลี้ยงด้วยหญ้า หรือปราศจากสารเร่งฮอร์โมน เป็นต้น
                ทั้งนี้ ด้านผู้ผลิตต้องการให้ FSIS อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการควบคุมการใช้ฉลาก รวมทั้งผู้เลี้ยงต้องส่งเอกสารยืนยันการควบคุมในขั้นตอนการเลี้ยงที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อสร้างความมั่นใจในผลิตภัณฑ์ โดยคำแนะนำใหม่ ซึ่งออกโดย FSIS จะเปิดให้แสดงความคิดเห็นเป็นเวลา 60 วัน
 
 
ที่มา: food Safety Magazine สรุปโดย: มกอช. 

ผู้ผลิตนมมะกันจี้รัฐเว้นสินค้าชีสจากรายการลดโซเดียม
            สมาคมอาหารนมนานาชาติ (IDFA) และสหภาพผู้ผลิตนมแห่งชาติ (NMPF) ของสหรัฐอเมริกา ยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (USFDA) นำชีสออกจากรายการที่แนะนำให้ปรับลดปริมาณโซเดียมหลังจากเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา USFDA ได้ออกร่างคำแนะนำให้บริษัทผลิตอาหารของสหรัฐฯ ปรับลดปริมาณการใช้โซเดียม โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผู้บริโภคลดการบริโภคโซเดียมจากเฉลี่ย 3,400 มิลลิกรัมต่อวัน ลดลงเหลือเพียง 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน
               อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมผลิตนมมองว่า อุปสรรคที่สำคัญในการลดปริมาณโซเดียม คือการพยายาม  หาวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับขั้นตอนการผลิตแต่ละรูปแบบ โดยปัจจุบัน โซเดียมมีบทบาทสำคัญ ในกระบวนการผลิตชีสและบ่มชีสโดยวิธีธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างจากอาหารประเภทอื่น เนื่องจากมีข้อจำกัดในการ ใช้เกลือที่เหมาะสมต่อการผลิตชีสแต่ละประเภท (ไม่สามารถเติมเกลือได้ในปริมาณที่ไม่จำกัด)

ที่มา: The Beef site สรุปโดย: มกอช.

สหรัฐฯพบไวรัสก่อโรคคล้ายโปลิโอในหมู
                ก่อนหน้านี้ มีรายงานการพบตัวอย่างสุกรบริเวณชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ที่มีความผิดปกติบริเวณขาหลัง โดยเป็นสุกรอายุ 11 สัปดาห์ ทำให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริการ่วมกันเก็บรวบรวมหลักฐานและวิเคราะห์ผลกระทบของโรคดังกล่าวต่ออุตสาหกรรมมสุกรในประเทศ
                การตรวจสอบตัวอย่างพบว่ามีเชื้อไวรัสกลุ่ม Sapeloviruses ในสุกรในบริเวณประสาทส่วนกลางที่เกิดความเสียหาย แต่สายพันธุ์ที่พบเป็นสายพันธุ์ที่ต่างจากที่พบได้ทั่วไป โดยขณะนี้นักวิจัยกำลังเร่งพิจารณาของการติดเชื้อไวรัสดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อระบบประสาทไขสันหลัง หรือก่อให้เกิดอาการทางประสาทอื่นๆอีกหรือไม่ ทั้งนี้ในเบื้องต้น กลุ่มนักวิจัยประเมินว่าไวรัสดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสียหายในสุกรเลี้ยงร้อยละ 1-2 และยังไม่รายงานการติดต่อสู่คน

ที่มา: thepigsite.com สรุปโดย: มกอช. 
สหรัฐฯ อนุมัติมันฝรั่ง GMO เพิ่ม 3 สายพันธุ์
                กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) เปิดไฟเขียวให้กับมันฝรั่งดัดแปลงพันธุกรรม 3 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์  PPO_KO จากบริษัท Calyxt และสายพันธุ์ X17 และ Y9 จากบริษัท J.R Simplot ทั้ง 2 บริษัทได้ออกมาชี้แจงถึงการดัดแปลงพันธุกรรมมันฝรั่ง ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยลดการสูญเสีย โดยจะทำให้ลดปริมาณการทิ้งมันฝรั่งที่พบรอยช้ำซึ่งเกิดการถูกกระแทก และการเปลี่ยนสีของมันฝรั่งระหว่างการขนส่ง
                อนึ่ง บริษัท Calyxt นั้นเคยได้รับอนุญาตให้ดัดแปลงพันธุกรรมมันฝรั่งแล้ว 1 สายพันธุ์ เมื่อปี 2557 ซึ่งในปัจจุบันมันฝรั่งสายพันธุ์ดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการทดลองเพาะปลูก

ที่มา: foodsafetynews.com สรุปโดย: มกอช.

ผู้ประกอบการ US หันมาใช้ข้าวสาลีเลี้ยงสัตว์เนื่องจากราคาถูก, โปรตีนสูง
            นักวิเคราะห์การตลาดคาดการณ์ว่าจะมี ความต้องการข้าวสาลีเพิ่มซึ่งมีการนำเข้ามาแทนที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีราคาสูง และคาดว่าข้าวสาลีจะเป็นส่วนประกอบหลักในอาหารสัตว์ใน 1-2 ปีข้างหน้า  เนื่องจากข้าวสาลีมีราคาถูกกว่าข้าวโพดและมีปริมาณโปรตีนที่สูงกว่า กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) เผยว่าความต้องการข้าวสาลีที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลดีต่อปริมาณข้าวสาลีที่ล้นตลาดในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้ราคาข้าวสาลีลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จนบางรัฐได้ประกาศราคาของข้าวสาลีที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี นอกจากนี้ มีข้อสังเกตุว่าผลผลิตข้าวสาลีที่มีปริมาณมากจนเกินอาจไปส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณโปรตีนในข้าวสาลี ผู้ประกอบการจึงต้องเพิ่มปริมาณโปรตีนจากถั่วเหลืองและธัญพืชชนิดอื่นๆ ผสมในอาหารสัตว์ด้วย
  

ที่มา thepigsite.com สรุปโดย มกอช.

US บริโภคอาหารทะเลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
                รายงานจากองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NOAA) พบว่าการบริโภคอาหารทะเลของชาวอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 มีค่าเฉลี่ยการบริโภคอาหารทะเลของชาวอเมริกาเพิ่มขึ้น 15.5 ปอนด์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2557 ถึง 0.9 ปอนด์ ทั้งนี้รายงานการประมงของสหรัฐอเมริกา ยังเผยถึงตัวเลขการค้าประมงของสหรัฐอเมริกาว่ามีปริมาณถึง 9.7 พันล้านปอนด์ คิดเป็นมูลค่าถึง 5.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งปลาที่เป็นที่นิยมและมีปริมาณการค้าขายมากที่สุด ยังคงเป็น ปลาอลาสก้าโพล็อค โดยปริมาณที่จับมีมูลค่า 3.3 พันล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 4% จากปีที่แล้ว) นอกจากนี้ ยังมีปลา Atlantic menhaden และ Gulf menhaden ซึ่งมีมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ ( เพิ่มขึ้น 29% ) จึงถือได้ว่าปลาและอาหารทะเลเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่นำเงินเข้าสู่เศรษฐกิจของประเทศหลายพันล้าน และสนับสนุนการจ้างงานกว่า 1.8 ล้านคน
 

ที่มา: thefishsite.com สรุปโดย: มกอช.

















EU Food News_EU แก้ไขค่าอนุโลมสูงสุดของสาร Dimethyl ether ที่ใช้ในการผลิตเจลาตินและคอลลาเจน

เมื่อวันที่  ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๙ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Directive (EU) 2016/1855 of 19 October 2016 amending Directive 2009/32/EC of the European Parliament and of the Council on the approximation of the laws of the Member States on extraction solvents used in the production of foodstuffs and food ingredients ว่าด้วยการแก้ไขค่าอนุโลม สูงสุดของสาร Dimethyl ether ที่ใช้ในการผลิตเจลาตินและคอลลาเจน สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
               ๑. กฎระเบียบใหม่นี้เป็นการแก้ไขปรับปรุง Directive 2009/32/EC ดังนี้  
                      ๑.๑   ด้วย เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๗ บริษัท Akzo Nobel Industrial Chemicals BV ยื่นคำร้องขอปรับลดค่าอนุโลมสูงสุด (Maximum Residual Limit : MRL) ของสาร Dimethyl ether เพื่อใช้เป็นตัวทำละลายที่ใช้ในการสกัด (extraction solvents) ในผลิตภัณฑ์โปรตีนสัตว์สกัดไขมัน (defatted animal protein products) โดยเฉพาะคอลลาเจนและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากคอลลาเจน จากเดิม มีค่า MRL ที่ระดับ ๐.๐๐๙ มิลลิกรัม/กิโลกรัม ให้เป็น ๓ มิลลิกรัม/กิโลกรัม รวมถึงการขอใช้ Dimethyl ether เพื่อช่วยสกัดผลิตภัณฑ์โปรตีนที่ได้จากเจลาติน โดยเสนอค่า MRL ที่ระดับ ๐.๐๐๙ มิลลิกรัม/กิโลกรัม
                      ๑.๒   ในการนี้ หน่วยงานความปลอดภัยอาหารของสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority) พิจารณาและประเมินความเสี่ยงแล้วพบว่า ค่า MRL ที่ทางบริษัทฯ เสนอไม่ส่งผล   อันตรายต่อผู้บริโภค จึงเห็นชอบตามค่า MRL ใหม่ที่เสนอ
               ๒. สำหรับรายละเอียดที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้จากเวปไซต์ดังนี้
               ๓. กฎระเบียบฉบับนี้จะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันภายหลังจากประกาศใน EU Official Journal (ประกาศในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๙) 
    โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

EU Food News_EU ไม่อนุญาตให้ใช้ tricyclazole เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๙ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2016/1826 of 14 October 2016 concerning the non-approval of the active substance tricyclazole, in accordance with Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council concerning the placing of plant protection products on the market ใน EU Official Journal L 279/88 ว่าด้วยการไม่อนุญาตสาร tricyclazole ให้ใช้เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substances) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) สรุปดังนี้
               ๑. เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๕  อิตาลีได้รับคำร้องจากบริษัท Dow AgroSciences เพื่อขอขึ้นทะเบียน tricyclazole เป็นสารตั้งต้น (Basic Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช  แต่จากข้อมูลทั้งหมดที่บริษัทส่งมอบให้ EU พบว่า ข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสในการเกิดความเป็นพิษต่อระบบพันธุกรรมและการก่อให้ เกิดมะเร็งของ tricyclazole  ยังคงเพียงพอที่จะกำหนดค่าอ้างอิง ADI, ARfD และ AOEL เพื่อใช้ในการ ประเมินความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยของคนได้ อาทิ ความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการ คนงาน บุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้อยู่อาศัย และผู้บริโภค รวมถึงสินค้าที่ใช้ในการทดลองของการให้ความเป็นพิษก็ไม่ครบถ้วนตามเทคนิคเฉพาะสำหรับสาร tricyclazole และสารเจือปนอื่นๆ ที่กำหนดไว้ จึงส่งผลให้การประเมิน ความเสี่ยงในบางประเด็นไม่สามารถลุล่วงได้ รวมถึงปฏิกริยาความเสี่ยงของสาร tricyclazole ในการเป็นตัวขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ (endocrine disruptor) และการปนเปื้อนของน้ำบาดาลจากเมตาบอไลท์ ด้วย  ดังนั้น  EU จึงเห็นควรไม่อนุญาตให้ใช้ tricyclazole เป็นสารตั้งต้นตามที่บริษัทร้องขอ
              ๒. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลปรับใช้ ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๙)
              ๓. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังนี้
                                                          โดยสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

EU Food News_EU ปรับแก้ไขข้อกำหนดพืชที่จะขึ้นทะเบียนตาม CPVO และ UPOV

เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Directive (EU) 2016/1914 of 31 October 2016 amending Directives 2003/90/EC and 2003/91/EC setting out implementing measures for the purposes of Article 7 of Council Directive 2002/53/EC and Article 7 of Council Directive 2002/55/EC respectively, as regards the characteristics to be covered as a minimum by the examination and the minimum conditions for examining certain varieties of agricultural plant species and vegetable species  ซึ่งเป็นการปรับ แก้ไขข้อกำหนดพืชเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของสำนักงานพันธุ์พืชของสหภาพยุโรป (Communitry Plant Variety : CPVO) และสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (International Union for Protection of new Varieties of Plants (UPOV) เพื่อให้ประเทศสมาชิกอิงใช้ในกรณีที่จะขึ้นทะเบียนพืชในแคตตาล็อกแห่งชาติของตน (national catalogues) ซึ่งครอบคลุมคุณลักษณะขั้นต่ำในการพิจารณาพืชนั้นๆ รวมถึงเงื่อนไขขั้นต่ำในการตรวจสอบพันธุ์พืช ตามบัญชีรายชื่อพืชที่ปรากฎในภาคผนวก สำหรับรายละเอียดข้อกำหนดของพืชแต่ละชนิดสามารถศึกษาได้จากเวปไซต์ของ CPVO และ UPOV ดังนี้ www.cpvo.europa.eu  และ www.upov.int
                 ทั้งนี้ กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลปรับใช้ ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙) โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเวปไซด์ดังต่อไปนี้
                                                           โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

Food Law Update_Thai : THDOF เอกสารรายชื่อบริษัท/Farm ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง



ที่มา กองตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมง กรมประมง