วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

China Food Law_China Releases Food Production Licensing Classifications

ตอนนี้ทางจีนปล่อย food categories ออกมา 32 กลุ่ม ที่รวม food additive ด้วย แต่ในกลุ่มใหญ่มีกลุ่มย่อยแยกไปอีกนะคะ แต่เป็นภาษาจีน T__T
ดาวโหลดภาษาจีได้ที่ ลิงค์นี้ค่ะ  http://www.cfda.gov.cn/WS01/CL1600/143140.html
As per the requirements of the new food production licensing which will enter into effect on 1 Oct 2016, CFDA has released the “Classified Categories for Food Production Licensing” which should be strictly followed when conduct relevant form-filling.
According to the new “Administrative Measures of Food Production Licensing”, both food and food additives are covered in the Categories, including 31 large food categories and food additives which are subdivided into food additive, food flavor and compounded food additive.
Food categories:
01Grain processed products
02Edible oil, fats and their products
03Condiments
04Meat products
05Dairy products
06Beverages
07Instant food
08Biscuits
09Canned food
10Frozen beverages
11Frozen food
12Tuber and puffed food
13Candy products
14Tea and relevant products
15Alcoholic products
16Vegetable products
17Fruit products
18Roasted food and nut products
19Egg products
20Cocoa and baked coffee products
21Edible sugar
22Aquatic products
23Starch and its products
24Pastry
25Bean products
26Bee products
27Health food
28Formula food for special medical use
29Formula food for infants and young children
30Special dietary food
31Other food
 Food additives:
32Food additivesFood additive
Food flavor
Compounded food additive

ที่มา food.chemlinked.com

สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://eng.sfda.gov.cn/WS03/CL0755/

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

EU Food News_นโยบายเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) ของสหภาพยุโรป

นโยบายเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) ของสหภาพยุโรป โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
๑. สหภาพยุโรป (EU) เป็นภูมิภาคที่มีนโยบายเกี่ยวกับ GMOs ที่เข้มงวดมากที่สุดในโลก โดย ยึดหลักป้องกันล่วงหน้า (precautionary approach) ในการตัดสินใจอนุญาตให้วางจำหน่ายสินค้า GMOs และการติดตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายหลังสินค้า GMOs นั้นได้รับอนุญาตแล้ว โดยมีหน่วยงาน ความปลอดภัยด้านอาหารแห่งสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority : EFSA) ทำหน้าที่ ประเมินความเสี่ยงของสินค้า GMOs และนำเสนอผลการประเมินให้คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณา
๒. กฎระเบียบหลักเกี่ยวกับ GMOs ใน EU
    ๒.๑ Directive 2001/18/EC on the deliberate release into the environment of GMOs ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๔ ซึ่งกำหนดกรอบกฎหมาย กฎระเบียบและการบริหารจัดการเกี่ยวกับ GMOs ของประเทศสมาชิก โดยเกี่ยวข้องกับ ๒ ประเด็นหลัก คือ
     -     การวางจำหน่ายสินค้า GMOs และสินค้าที่มีส่วนผสมหรือส่วนประกอบของ GMOs ใน  EU รวมทั้งการเพาะปลูก การนำเข้าและการใช้สินค้า GMOs ในอุตสาหกรรม
     -     การใช้และการกระจายของ GMOs ไปสู่สิ่งแวดล้อมไม่ว่าในกรณีใดก็ตามที่นอกเหนือ จากการวางจำหน่ายในตลาด (เช่น การทดลองต่างๆ)
    ๒.๒ Regulation (EC) No 1829/2003 on genetically modified food and feed ลงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๖ ซึ่งวางกรอบกฎหมายหลักเกี่ยวกับการควบคุม การจำหน่ายสินค้าอาหาร มนุษย์และอาหารสัตว์ GM หรือสินค้าที่มีส่วนผสมหรือส่วนประกอบของ GMOs ในตลาด EU (รวมถึงการ เพาะปลูก นำเข้า การใช้และการปรับเปลี่ยนพืช สัตว์หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก GMOs หรือที่มีส่วนผสมและ ส่วนประกอบของ GMOs ในอุตสาหกรรม) กฎระเบียบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสุขภาพมนุษย์ สัตว์และ สิ่งแวดล้อม โดยกำหนดวิธีประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่มีมาตรฐานสูงสุดในระดับ EU รวมทั้ง กำหนดขั้นตอนประเมินความเสี่ยงและระบบอนุญาตวางจำหน่ายอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ GM ที่เป็น หนึ่งเดียวกันทั่วทั้ง EU อันจะก่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพ มีกรอบเวลาที่ชัดเจนและมีความโปร่งใส
    ๒.๓ Regulation (EC) No 1830/2003 concerning the traceability and labelling of genetically modified organisms and traceability of food and feed products produced from genetically modified organisms ลงวันที่ ๒๒ ​กันยายน ๒๕๔๖ เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการตรวจ สอบย้อนกลับและการติดฉลากสินค้าอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ที่ผลิตจาก GMOs ซึ่งต้องการจำหน่ายใน  ตลาด EU โดยเน้นเรื่องการให้ข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้องแก่ผู้บริโภคและผู้ใช้สินค้า GMOs
๓. ขั้นตอนการขออนุญาตสินค้า GMOs กฎระเบียบ Regulation (EC) No 1829/2003 กำหนดให้สินค้า GMOs ที่จะเพาะปลูก นำเข้าหรือวางจำหน่ายในตลาด EU ต้องได้รับอนุญาตจากคณะ กรรมาธิการยุโรปเสียก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้ โดยมีขั้นตอน ดังนี้
     -     ผู้ประกอบการต้องยื่นขออนุญาตกับหน่วยงานที่รับผิดชอบในประเทศสมาชิกที่ประสงค์จะ ดำเนินการ พร้อมเตรียมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่าสินค้า GMOs นั้นไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มนุษย์ สัตว์และสิ่งแวดล้อม
     -     หน่วยงาน EFSA ทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยจะทำงาน ร่วมกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์ของประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด ความคิดเห็น (opinion) ของ EFSA เกี่ยวกับ ความปลอดภัยของสินค้า GMOs  ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจะถูกนำเสนอให้คณะกรรมาธิการยุโรป
     -     ภายหลังได้รับความคิดเห็นจาก EFSA คณะกรรมาธิการยุโรปต้องเตรียมร่างมติ (draft decision) ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธการอนุญาตสินค้า GMOs นั้นภายในเวลา ๓ เดือน และร่างมติจะถูกส่ง ต่อให้คณะกรรมการยุโรปด้านห่วงโซ่อาหารและสุขภาพสัตว์​ (Standing Committee on Food Chain and Animal Health) ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากประเทศสมาชิกต่างๆ เพื่อโหวตว่าเห็นด้วยกับร่างมติ ของคณะกรรมาธิการยุโรปหรือไม่ โดยใช้ระบบเสียงข้างมาก (qualified majority) หากคณะกรรมการยุโรป ด้านห่วงโซ่อาหารและสุขภาพสัตว์ไม่สามารถหาข้อตกลงได้ (no opinion)  คณะกรรมาธิการยุโรปจะเป็น ผู้ตัดสินใจและนำเสนอคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปและสภายุโรป
     -     คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปมีเวลา ๙๐ วันในการตัดสินใจว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธร่างมติ ของคณะกรรมาธิการยุโรป โดยใช้ระบบเสียงข้างมาก หากปฏิเสธ คณะกรรมาธิการยุโรปจะต้องนำร่างมติ กลับไปทบทวนใหม่ แต่หากยอมรับหรือไม่สามารถหาข้อตกลงได้ให้ถือว่าร่างมติของคณะกรรมาธิการยุโรป มีผลบังคับใช้ โดยสินค้า GMOs ที่ได้รับอนุญาตต้องขึ้นทะเบียนและมีผลบังคับใช้เป็นเวลา ๑๐ ปี
๔. สินค้า GMOs ที่ได้รับอนุญาตจาก EU
   ๔.๑ การอนุญาตเพาะปลูก นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ เป็นต้นมา มีพืช GM เพียง ๓ ประเภทที่ได้รับ อนุญาตให้เพาะปลูกได้ใน EU แต่ปัจจุบันเหลือข้าวโพด MON810 ของบริษัท Monsanto เพียงประเภท เดียวได้ยังคงรับอนุญาต ข้าวโพด MON810 มีคุณสมบัติทนต่อแมลงศัตรูพืช (corn borer)  โดยประเทศ สมาชิกที่ปลูกมากที่สุด คือ สเปน (๑๓๗,๐๐๐ เฮกตาร์)  และมีการเพาะปลูกเล็กน้อยในประเทศโปรตุเกส สาธารณรัฐเช็ก โรมาเนียและสโลวาเกีย รวมแล้ว EU มีพื้นที่เพาะปลูกพืช GM (MON810) ๑๕๐,๐๐๐ เฮกตาร์หรือราว ๑.๕% ของพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดทั้งหมดของ EU
    นอกจากข้าวโพด MON810 ที่ได้รับอนุญาตให้เพาะปลูกได้ใน EU ยังมีพืช GM อื่นๆอีก ๘ ประเภทที่อยู่ระหว่างขั้นตอนรอการตัดสินใจ (pending) จาก EU ซึ่ง EFSA แสดงความคิดเห็นด้านบวก ต่อพืช GM ๔ ประเภทที่ยื่นขออนุญาตเข้ามา ที่เหลืออีก ๔ ประเภทยังอยู่ระหว่างขั้นตอนประเมิน ความเสี่ยงโดย EFSA
   ๔.๒ การอนุญาตนำเข้าและจำหน่าย ปัจจุบันมีสินค้า GMOs​ ที่ EU อนุญาตให้นำเข้า จำหน่าย หรือใช้เป็นส่วนผสมหรือส่วนประกอบในอาหาร รวมทั้งหมด ๕๘​ ประเภท ได้แก่ ข้าวโพด ฝ้าย ถั่วเหลือง เมล็ดน้ำมันเรปซีดและหัวบีทน้ำตาล[1] ซึ่งส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์มากกว่าอาหารมนุษย์ เพราะ ภาคการเลี้ยงสัตว์ของ EU ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารสัตว์จากต่างประเทศสูงหรือราว ๖๐% ของความ ต้องการใช้โปรตีนจากพืชทั้งหมด โดยเฉพาะการนำเข้าถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง ซึ่งล้วนมาจากประเทศ ที่มีพื้นที่เพาะปลูกพืช GM อย่างกว้างขวาง (เช่น บราซิล  อาร์เจนตินา สหรัฐอเมริกา ปารากวัย)
    ส่วนอาหารมนุษย์ GM ยังมีส่วนแบ่งตลาดใน EU น้อยมากและไม่หลากหลาย เพราะ ประชากร EU ส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับอาหารที่มีส่วนผสมหรือส่วนประกอบ GMOs อีกทั้งร้านค้าปลีกไม่ค่อย เลือกนำสินค้า GMOs มาวางจำหน่าย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎระเบียบการติดฉลากอาหารของ EU ที่บังคับ ให้อาหารที่มีร่องรอยของ GMOs แม้แต่เพียงเล็กน้อย (ตั้งแต่ 0.9% ขึ้นไปเทียบกับส่วนประกอบอาหาร ทั้งหมด) ต้องแสดงข้อมูลบนฉลากให้ผู้บริโภคทราบ ซึ่งขัดกับความรู้สึกของผู้บริโภคที่ยังไม่มั่นใจอาหาร GM รวมทั้งผู้บริโภค/ผู้ขายมีทางเลือกอื่นๆที่ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหาร GM
๕. การจำกัดหรือห้ามปลูกพืช GMที่ได้รับอนุญาตแล้ว มาตรา ๒๓ ของ Directive 2001 /18/EC หรือมาตรการปกป้อง (safeguard cluase) เพื่อความปลอดภัยผู้บริโภค อนุญาตให้ประเทศสมาชิก จำกัดหรือห้ามการเพาะปลูกพืชหรือการใช้สินค้า GMOs ที่ได้รับอนุญาตแล้วในประเทศได้ หากว่ามีหลักฐาน ทางวิทยาศาสตร์ใหม่หรือเพิ่มเติมที่บ่งชี้ว่าสินค้า GMOs นั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและ/หรือ สิ่งแวดล้อม
    ที่ผ่านมามี ๘ ประเทศที่นำ safeguard clause มาใช้เพื่อห้ามปลูกข้าวโพด MON810 ได้แก่ ออสเตรีย บัลแกเรีย เยอรมนี กรีซ ฮังการี อิตาลี ลักเซมเบิร์กและโปแลนด์  แม้ว่า EFSA ยืนยัน ว่าเหตุผลที่ประเทศสมาชิกอ้างเพื่อห้ามการปลูกข้าวโพด GM  ในประเทศล้วนไม่เป็นไปตามหลักการทาง วิทยาศาสตร์ แต่เป็นเหตุผลอื่นๆที่ไม่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ประเด็นดังกล่าว ชี้ให้เห็นความไม่สอดคล้องกันระหว่างระบบอนุญาตเพาะปลูกพืช GM ในระดับ EU ที่ยึดตามหลักฐานทาง วิทยาศาสตร์ที่ยืนยันความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ในขณะที่ การตัดสินใจของประเทศ สมาชิกว่าจะเลือกเพาะปลูกพืช GM ที่ได้รับอนุญาตแล้วหรือไม่ คำนึงถึงผลกระทบด้านอื่นๆร่วมด้วย เช่น ความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ความเสี่ยงในการปนเปื้อนของพืช GM สู่การปลูกพืชทั่วไป
๖. การปฏิรูปกฎระเบียบการอนุญาตเพาะปลูกพืช GM ในเดือนมีนาคม ๒๕๕๘ EU ออก  Directive (EU) 2015/412[2] โดยให้อำนาจประเทศสมาชิก EU สามารถจำกัดหรือห้ามการเพาะปลูกพืช GM ที่ได้รับอนุญาตแล้วบนพื้นที่ทั้งหมดหรือบางส่วนของประเทศได้หรือที่เรียกกันว่า “Opt-out” clause  ซึ่งอาจทำได้ใน ๒ ขั้นตอน คือ
     -     ระหว่างกระบวนการขออนุญาตเพาะปลูกพืช GM ใน EU หรือระหว่างการขอต่ออายุ : ประเทศสมาชิกสามารถขอแก้ไขขอบเขตทางภูมิศาสตร์ (geographic scope) เพื่อให้พื้นที่ทั้งหมดหรือบาง ส่วนของประเทศได้รับการยกเว้นจากการอนุญาตเพาะปลูกพืช GM ระดับ EU
     -     ภายหลังพืช GM ได้รับอนุญาตแล้ว : ประเทศสมาชิกสามารถจำกัดหรือห้ามการเพาะ ปลูกพืช GM ที่ได้รับอนุญาตแล้วบนพื้นที่ทั้งหมดหรือบางส่วนของประเทศ   โดยใช้เหตุผลอื่นๆที่นอกเหนือ จากความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น เพื่อวัตถุประสงค์นโยบายสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการ เกษตร แผนของเมืองและประเทศ การใช้ที่ดิน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ-สังคม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการ ปนเปื้อนของ GMOs ในสินค้าอื่นๆ เป็นต้น
           กฎระเบียบใหม่ทำให้ประเทศสมาชิกมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการตัดสินใจจำกัดหรือห้าม การเพาะปลูกพืช GM ในอาณาเขตของประเทศตน โดยไม่ขัดต่อกฎระเบียบของ EU หลักการความพอ สมควรแก่เหตุ (principles of proportionality) และหลักการห้ามเลือกปฏิบัติ (non-discrimination) ในขณะเดียวกัน ก็ยังคงไว้ซึ่งระบบประเมินความเสี่ยงแบบเดิมที่อยู่ภายใต้การดูแลของ EFSA  เพียงแห่ง เดียว (single risk assesment system) ซึ่งเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพในการรับรองความปลอดภัยของ สินค้า GMOs ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างเท่าเทียมกันทั่วทั้ง EU
๗. ประเทศสมาชิกที่ไม่เห็นด้วยกับการปลูกพืช GM ภายหลังจาก Directive (EU) 2015/412 มีผลบังคับใช้ ประเทศสมาชิกที่ยื่นขอให้พื้นที่ทั้งหมดหรือบางส่วนของประเทศได้รับการยกเว้นจากการ ปลูกพืช GM ที่ได้รับอนุญาตแล้ว (Opt-out option) มีทั้งหมด ๑๙ ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยี่ยม (เฉพาะเขตวาโลเนีย) สหราชอาณาจักร (เฉพาะสก็อตแลนด์ เวลส์และไอแลนด์เหนือ) บัลแกเรีย โครเอเชีย ไซปรัส เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี อิตาลี ลัตเวีย ลิธัวเนีย ลักเซ็มเบิร์ก มอลตา เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์และสโลเวเนีย​ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพืช GM ที่แม้จะได้รับอนุญาตให้เพาะปลูกได้ใน EU และมี หลักฐานรับรองความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมรับและ ไม่ต้องการปลูกพืช  GM ในประเทศ ทำให้โอกาสของบริษัทจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืช GM จากต่างประเทศที่ ต้องการขยายตลาดใน EU ยังคงเป็นไปได้ยาก


[1]  ศึกษารายชื่อสินค้า GMOs ที่ได้รับการอนุญาต อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือถูกเพิกถอนจากรายชื่อให้เพาะปลูก นำเข้าและวางจำหน่ายใน EU และรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าเหล่านี้ได้ใน http://ec.europa.eu/food/dyna/gm_register/index_en.cfm
[2]Directive (EU) 2015/412 of the European Parliament and of the Council of 11 March 2015 amending Directive 2001/18/EC as regards the possiblility for the Member States to restrict or prohibit the cultivation of genetically modified organisms (GMOs) in their territory
โดย : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

EU Food Law_สหภาพยุโรปออกกฎระเบียบ Novel Food ฉบับใหม่

เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศลงใน EU Official Journal L 327/1 Regulation (EU) 2015/2283 of the European Parliament and of the Council of 25 November 2015 on novel foods, amending Regulation (EU) No 1169/2011 of the European Parliament and of the Council and repealing Regulation (EC) No 258/97 of the European Parliament and of the Council and Commission Regulation (EC) No 1852/2001 เกี่ยวข้องกับอาหารที่ผลิตขึ้นด้วยนวัตกรรมใหม่ (Novel food)  โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
               ๑. การแก้ไขกฎระเบียบ Novel food ในครั้งนี้ เพื่อยกระดับการคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค เกิดความโปร่งใส และง่ายต่อการปฏิบัติ ครอบคลุมอาหารที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปและนำเข้าจาก ประเทศที่สาม  ดังต่อไปนี้  
                     ๑.๑ อาหารเพื่อการบริโภคของมนุษย์ที่ไม่เคยมีการบริโภคใน EU ก่อนวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๐ (ค.ศ. ๑๙๙๗) อาทิ โครงสร้างโมเลกุลใหม่หรือที่ได้รับการดัดแปลง, อาหารที่มีส่วนประกอบของ เชื้อจุลินทรีย์ (microorganisms) เห็ด/รา (fungi) หรือสาหร่าย (algae), อาหารที่มีส่วนประกอบของ วัตถุที่มีแหล่งกำเนิดจากแร่ธาตุ, อาหารที่มีส่วนประกอบของพืชหรือสัตว์, อาหารที่มีส่วนประกอบจากการ เพาะเลี้ยงเซลล์หรือเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของสัตว์ พืช เชื้อจุลินทรีย์ เห็ด/รา หรือสาหร่าย, อาหารที่ได้จาก กระบวนการผลิตที่ไม่มีใน EU  ก่อนวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๐ และส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในองค์ ประกอบหรือโครงสร้างของอาหารที่ส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการ กระบวนการเผาผลาญ (metabolism) หรือระดับของสารที่ไม่พึงประสงค์, อาหารที่มีส่วนประกอบของวัสดุนาโน (nanomaterial), วิตามิน/แร่ธาตุ, novel food ที่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้เฉพาะในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หากขณะนี้จะขอใช้เป็นอาหาร  
                     โดยยกเว้นให้กับสินค้าอาหารดังต่อไปนี้
-        อาหารที่ได้รับการดัดแปลงทางพันธุกรรม ภายใต้ Regulation (EC) No 1829/2003
-        อาหารที่ใช้เป็นเอนไซม์อาหาร ภายใต้ Regulation (EC) No 1332/2008
-        อาหารที่ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ภายใต้ Regulation (EC) No 1333/2008
-        อาหารที่ใช้เป็นวัตถุปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร ภายใต้ Regulation (EC) No 1334/2008
-        สารตัวทำละลายสกัด (extraction solvents) ที่ใช้ในการผลิตอาหาร หรือเป็นส่วนประกอบอาหาร ภายใต้ Directive 2009/32/EC                  
                      ๑.๒ อาหารพื้นบ้าน (Traditional food) ที่มีประวัติว่า อาหารนั้นต้องมีการบริโภคใน ประเทศที่สามอย่างน้อย ๑ ประเทศ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒๕ ปี และต้องมีจำนวนผู้บริโภคมากพอควร  
                      ๑.๓ อาหารที่มีส่วนประกอบที่เป็นวิศวกรรมวัสดุนาโน (Engineered nanomaterial)
                ๒. ขั้นตอนต่างๆ ในการยื่นคำร้องหากต้องการส่งสินค้า Novel food ไปจำหน่ายยัง EU :
                     ๒.๑ ในกรณีต้องการได้รับการยืนยันว่า สินค้าดังกล่าวเข้าข่ายเป็น Novel food หรือไม่ :
                             – ผู้ประกอบการสามารถสอบถามไปยังประเทศสมาชิก EU ที่ตนต้องการจะ ส่งสินค้าเข้าไปจำหน่าย หลังจากนั้น ประเทศสมาชิกดังกล่าวจะร้องถามไปยังคณะกรรมาธิการยุโรปต่อไป
                     ๒.๒ คณะกรรมาธิการยุโรปจะเป็นผู้จัดทำบัญชีรายชื่อสินค้า Novel food (Union list) ที่ได้รับอนุญาตให้วางจำหน่ายใน EU ได้ ซึ่งหากสินค้า Novel food ตัวใดที่ยังไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อ นี้ก็จะไม่สามารถส่งไปจำหน่ายยัง EU ได้ 
                    ๒.๓ เงื่อนไขการอนุญาตขึ้นบัญชี Union list : อาหารดังกล่าวจะต้องไม่มีความเสี่ยงต่อ สุขภาพของผู้บริโภค โดยจะต้องมีหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ด้านความปลอดภัย และจะต้องไม่นำพา ให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด โดยเฉพาะในกรณีที่ Novel food ดังกล่าวจะนำมาใช้ทดแทนอาหารอื่นและ มีการดัดแปลงคุณค่าทางโภชนาการรวมอยู่ด้วย  รวมถึงคุณค่าทางโภชนาการของ Novel food ตัวใหม่ที่จะ ใช้แทนอาหารปกตินั้นจะต้องมีคุณค่าทางโภชนการที่ไม่ด้อยกว่าอาหารปกติตัวนั้นด้วย
                    ๒.๔ คณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำบัญชีเพื่อรวบรวมรายชื่อสินค้า Novel food (Union list) ที่ได้รับอนุญาตภายใต้กฎระเบียบเดิม Regulation (EC) No 258/97 ภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ นี้
               ๓. กระบวนการยื่นคำร้อง Novel food ที่ผลิตขึ้นด้วยนวัตกรรมใหม่  : ผู้ยื่นคำร้องจะต้องนำ ส่งเอกสารเพื่อยื่นต่อคณะกรรมาธิการยุโรป (ตามมาตรา ๑๐) ซึ่งประกอบไปด้วย
-        ชื่อ-ที่อยู่ของผู้ยื่นคำร้อง
-        ชื่อ-คุณลักษณะของชื่ออาหาร Novel food ที่ต้องการขอขึ้นทะเบียน
-        คุณลักษณะหรือกระบวนการผลิต
-        ส่วนประกอบโดยละเอียดของ Novel food
-        หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า สินค้าดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภค
-        กระบวนการ/ผลงานวิจัย (ถ้ามี)  
-        เงื่อนไขการใช้งานและข้อกำหนดเฉพาะในการติดฉลากเพื่อไม่นำพาให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
                       หลังจากที่ได้รับคำร้องแล้วภายใน ๑ เดือนเป็นอย่างช้า  คณะกรรมาธิการยุโรปสามารถ ขอรับทราบความเห็นจาก EFSA ได้ โดยที่ EFSA จะต้องให้ความเห็นกลับมาให้ทราบภายใน ๙ เดือน
                      ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะประกาศข้อกำหนดในเรื่องของเอกสารและข้อมูลสนับสนุน ทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้ประกอบการยื่นคำร้อง Novel food ภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ เป็นอย่างช้า (ตามระบุในมาตรา ๑๓) 
               ๔.  กระบวนการยื่นคำร้อง Novel food ที่เป็นอาหารพื้นบ้านจากประเทศที่สาม : ผู้ยื่นคำร้อง จะต้องนำส่งเอกสารเพื่อยื่นต่อคณะกรรมาธิการยุโรป (ตามมาตรา ๑๔) ซึ่งประกอบไปด้วย
-        ชื่อ-ที่อยู่ของผู้ยื่นคำร้อง
-        ชื่อ-คุณลักษณะของชื่ออาหารพื้นบ้านที่ต้องการขอขึ้นทะเบียน
-        ส่วนประกอบโดยละเอียดของอาหารพื้นบ้าน
-        ชื่อของประเทศที่มาของอาหารพื้นบ้าน
-        หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสินค้าดังกล่าวเคยมีการบริโภคและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคในประเทศที่สาม
-        เงื่อนไขการใช้งานและข้อกำหนดเฉพาะในการติดฉลากเพื่อไม่นำพาให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดหรือต้องชี้แจงหากการให้ข้อมูลดังกล่าวไม่มีความจำเป็น
                       หลังจากที่ได้รับคำร้องและตรวจสอบความถูกต้องแล้วภายใน ๑ เดือนเป็นอย่างช้า คณะกรรมาธิการยุโรปจะแจ้งเวียนเรื่องดังกล่าวให้ประเทศสมาชิก EU และ EFSA ทราบ และภายหลังจาก นั้นอีก ๔ เดือน ประเทศสมาชิก EU และ EFSA สามารถโต้แย้งการขอขึ้นทะเบียนอาหารพื้นบ้านชนิด ดังกล่าวได้ แต่ถ้าหากไม่มีฝ่ายใดโต้แย้ง ทางคณะกรรมาธิการยุโรปก็จะประกาศให้อาหารพื้นบ้านดังกล่าว ปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อ Union list ได้ในเวลาต่อมา (ตามระบุในมาตรา ๑๕) และสำหรับในกรณีที่ถูก ปฏิเสธ ทางผู้ยื่นคำร้องก็สามารถยื่นอุทรณ์อีกครั้ง เพื่อหักล้างกับเหตุผลที่คณะกรรมาธิการยุโรปไม่อนุญาต ให้อาหารพื้นบ้านดังกล่าวขึ้นอยู่ในบัญชี Union list (ตามระบุในมาตรา ๑๖)
                       ในกรณีที่ต้องให้หน่วยงานความปลอดภัยอาหารของสหภาพยุโรป (EFSA) ประเมินผล ความเสี่ยงของอาหารพื้นบ้านนั้นๆ  EFSA จะทำการประเมินและให้ความเห็นกลับมาให้ทราบภายใน ๖ เดือน หลังจากที่ได้รับคำร้อง อย่างไรก็ดี หาก EFSA ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่าที่ได้รับ EFSA สามารถ ขยายเวลาการพิจารณาไปได้มากกว่า ๖ เดือนที่กล่าวไว้ข้างต้น
                   แต่ถ้าหากหลังจากที่ EFSA ประกาศผลการประเมินไปแล้วภายใน ๓ เดือน ว่าผลดังกล่าว เป็นที่พอใจ คณะกรรมาธิการยุโรปจึงจะเตรียมประกาศขึ้นบัญชีให้แก่อาหารพื้นบ้านดังกล่าวต่อไป แต่หากใน กรณีที่ผลออกมาไม่เป็นที่พอใจ คณะกรรมาธิการยุโรปก็จะแจ้งให้แก่ผู้ยื่นคำร้องและประเทศสมาชิก EU ทราบถึงเหตุผลของการปฏิเสธที่ไม่ให้สินค้าดังกล่าวปรากฏอยู่ใน Union list ด้วย (ตามระบุในมาตรา ๑๘)
                ๕. การเก็บรักษาข้อมูลประกอบการยื่นคำร้องให้เป็นความลับ (Confidentiality) : ผู้ยื่นคำร้อง สามารถร้องขอให้คณะกรรมาธิการยุโรปเก็บรัักษาข้อมูลประกอบการยื่นคำร้องให้เป็นความลับ หากพบว่า หากข้อมูลถูกเปิดเผยออกไปจะมีผลกระทบต่อการแข่งขันทางการค้าเกิดขึ้น โดยผู้ยื่นคำร้องสามารถระบุว่า ข้อมูลใดบ้างที่ต้องการให้เก็บเป็นความลับ พร้อมแจ้งเหตุผลประกอบ หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการยุโรปจึง จะแจ้งให้ทราบว่า จะตกลงตามที่ผู้ยื่นคำร้องเสนอหรือไม่ ซึ่งภายหลังจากที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้ให้ คำตอบกลับมาแล้ว ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิ์ภายใน ๓ เดือนที่จะถอนคำร้องของตนได้ (อาทิ ในกรณีที่ถูก EU ปฏิเสธที่จะเก็บรักษาข้อมูลไว้เป็นความลับ)  ซึ่งในระหว่าง ๓ เดือนนี้ข้อมูลประกอบการยื่นคำร้องจะยังคงถูก เก็บไว้เป็นความลับอยู่ อย่างไรก็ดี การรักษาความลับไม่สามารถคลอบคลุมข้อมูลดังต่อไปนี้
-        ชื่อ-ที่อยู่ของผู้ยื่นคำร้อง
-        ชื่อ-คุณลักษณะของชื่อ Novel food ที่ต้องการขอขึ้นทะเบียน
-        ข้อเสนอเงื่อนไขการใช้งาน
-        ข้อมูลโดยสรุปจากการศึกษา Novel food ดังกล่าวของผู้ยื่นคำร้อง
-        ผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าสินค้าดังกล่าวมีความปลอดภัยต่อการบริโภค
-        วิธี/ผลวิจัย ถ้ามี
-        ข้อห้ามหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับ Novel food ชนิดดังกล่าวในประเทศที่สาม (ตามระบุในมาตรา ๒๓)
                ๖. เมื่อ Novel food ได้รับการขึ้นทะเบียนให้อยู่ใน Union list และมีการวางจำหน่ายสินค้า ดังกล่าวในตลาด EU แล้ว : ดังนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจึงจะสามารถออกข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับความ ปลอดภัยของอาหารเพิ่มเติมเพื่อใช้ควบคุม/เฝ้าระวังสินค้าดังกล่าวต่อไปได้ (ตามระบุในมาตรา ๒๔) ในขณะ เดียวกัน ผู้ยื่นคำร้องก็มีหน้าที่ที่จะต้องแจ้งให้คณะกรรมาธิการยุโรปทราบ หากมีข้อมูลเพิ่มเติมใหม่ๆ ทาง เทคนิคหรือทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ Novel food ชนิดดังกล่าว ที่อาจส่งผลกระทบต่อการประเมิน ความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหากพบว่ามีข้อห้ามหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับ Novel food ชนิดดังกล่าว ในประเทศที่สามที่มีการวางจำหน่ายสินค้าชนิดเดียวกันด้วย   
                ๗. การปกป้องข้อมูลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ยื่นคำร้องรายแรกเป็นผู้พัฒนาขึ้น : ให้สิทธิ์ แก่ผู้่ยื่นคำร้องรายแรกสามารถจำหน่ายสินค้า Novel food ชนิดดังกล่าวได้แต่เพียงผู้เดียวเป็นเวลา ๕ ปี นับจากวันที่ได้รับอนุญาต หากมีผู้ประกอบการรายอื่นที่ต้องการจำหน่าย Novel food ชนิดเดียวกัน ก็จำ ต้องยื่นขออนุญาตและใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของตนเอง หรือมิฉะนั้นก็สามารถขอใช้หลักฐานเดียวกัน กับผู้ยื่นคำร้องรายแรกได้ หากแต่ต้องขออนุญาตจากผู้ยื่นคำร้องรายแรกก่อน
                       ทั้งนี้ การใช้สิทธิ์ปกป้องข้อมูล ๕ ปีดังกล่าวไม่มีผลปรับใช้กับสินค้าพื้นบ้านจากประเทศที่สาม
                ๘. การลงโทษในกรณีที่ฝ่าฝืน : ประเทศสมาชิก EU ต้องกำหนดบทลงโทษในกรณีที่มีการ ฝ่าฝืนข้อกำหนดของกฎระเบียบฉบับนี้ โดยจะต้องแจ้งบทลงโทษดังกล่าวให้แก่คณะกรรมาธิการยุโรปได้ ทราบอย่างช้าสุดภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑
                ๙. การอนุโลมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน : คณะกรรมาธิการยุโรปอนุโลมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านตาม ข้อกำหนดดังต่อไปนี้
-        สำหรับอาหารที่ผลิตขึ้นด้วยนวัตกรรมใหม่ (Novel food) ที่มีการยื่นคำร้องไว้ตามกฎระเบียบเดิม (มาตรา ๔ Regulation (EC) No 258/97) หากแต่ยังไม่ได้รับการอนุญาตภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ นั้น ให้ถือว่าจะต้องถูกพิจารณาภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้แทน 
-        อาหารที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ Regulation (EC) No 258/97 และมีการวางจำหน่ายในตลาด EU อย่างช้าสุดภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ และเข้าข่ายภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้ สามารถ วางจำหน่ายได้ต่อไปจนกว่าจะได้คำตัดสินจากคณะกรรมาธิการยุโรป ทั้งในส่วนของ Novel food และ Traditional food ที่ยื่นคำร้องตามมาตรา ๑๓ หรือ ๒๐ ของกฎระเบียบใหม่นี้ภายในวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๓ 
 - คณะกรรมาธิการยุโรปสามารถออกข้อกำหนดเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๓ และ ๒๐  เพื่อให้สอดคล้องกับการอนุโลมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่กล่าวข้างต้น ตามมาตรา ๓๐ ย่อหน้าที่ ๓
                 ๑๐. สำหรับรายละเอียดที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้จากเวปไซต์ดังนี้
                 ๑๑. กฎระเบียบฉบับนี้จะมีผลทางกฎหมาย ๒๐ วันภายหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศในวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๘) และจะมีผลปรับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๑ เป็นต้นไป และถือเป็นการยกเลิกกฎระเบียบเดิม ๒ ฉบับ คือ Regulation (EC) No 258/97 และ  Regulation (EC) No 1852/2001
โดย : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

EU Food News_EU หัวใส ฉาย UV เพิ่มวิตามิน D ในนม

 ผู้ผลิตนมในแถบประเทศสหภาพยุโรป (EU) ได้นำเทคนิคการฉายแสง UV มาใช้ในผลิตภัณฑ์นมซึ่งสามารถทำให้ยืดอายุจาก 12 วันเป็น 21 วัน โดยคณะกรรมการโภชนาการและโรคภูมิแพ้ (NDA) ของหน่วยงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (European Food Safety Authorities :EFSA) ได้เผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นม 3 ประเภท ได้แก่

                - นมพาสเจอร์ไรซ์ไขมันเต็มส่วน
                - นมพาสเจอไรซ์กึ่งพร่องมันเนย
                - นมพาสเจอไรซ์พร่องมันเนย

                ว่ามีความปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป แต่ไม่ให้ใช้กับเด็กทารกที่ต่ำกว่า 1 ปี รวมทั้งมีการประเมินว่านมที่ผ่านการฉายแสง UV นั้นเป็นผลิตภัณฑ์นมที่เข้าข่าย Novel Food (อาหารที่ใช้เทคโนโลยีแบบใหม่)

                แม้จะมีข้อถกเถียงของประเทศสมาชิกว่าแสง UV จะส่งผลต่อการเกิดปฏิกริยาต่อสารอาหารในนม เช่น ไขมัน โปรตีน และวิตามิน A,B2,C และ E มากน้อยเพียงใดนั้น ซึ่งต่อมาก็ได้ข้อสรุปจาก EFSA เพิ่มเติมว่าแสง UV นั้นสามารถทำให้ความเข้มข้นของวิตามิน D3 นั้นเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ทางผู้ผลิตยังสามารถปรับสูตรให้มีความเหมาะสมกับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้นมได้อีกด้วย

มกอช.

**ความเห็นส่วนตัวนะคะ
UV ฆ่าเชื้อได้ แต่หากให้ในปริมาณและระยะเวลาหนึ่งสารอาหารที่มีย่อมถูกทำลาย สิ่งที่จะช่วยได้ก็ฉลากโภชนาการที่จะบอกว่าคุณค่าเหลือเท่าใดและตรงตามมาตรฐานหรือไม่
ว่าไปก็เสี่ยงกับมะเร็งเพิ่มขึ้นเนาะ
 

Norway Food News_นอร์เวย์ตรวจพบโรค HSMB และ โรคPD ในแซลมอน

สถาบันวิจัยด้านการประมง (Nofima) ในนอร์เวย์ได้ทำการวิจัยในโรงงานอุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงปลาแซลมอนเกี่ยวกับอาการอักเสบของหัวใจและกล้ามเนื้อลาย (HSMB) และโรคตับอ่อน (PD) ในปลาแซลมอนซึ่งพบต้นกำเนิดของโรคในต้นเดือนมิถุนายน 2558  และยังเป็นโรคที่แพร่กระจายมากที่สุดในอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลาแซลมอนนอร์เวย์และมักจะเกิดขึ้นพร้อมกัน

                จากการประมาณการของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล (Marine Research) ประเมินถึงความเสียหายจากฟาร์มเลี้ยงปลาแซลมอลของนอร์เวย์ของโรค PD ว่ามีมากกว่า 1 พันล้านเหรียญ ทั้งนี้นักวิจัยของโครงการสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลได้ตั้งขอสังเกตของปลาแซลมอนที่เลี้ยงด้วยอาหารโปรตีนสูงจะมีอัตราการตายเพียงร้อยละ 4% ส่วนปลาแซลมอนที่เลี้ยงด้วยอาหารทั่วไปปริมาณไขมันสูงจะมีอัตราการตายถึง 9% ซึ่งตรวจพบว่าการระบาดของโรค PD และ HSMB มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง และยังมีผลกระทบต่อความอยู่รอดของปลาแซลมอน
 
 
 
ที่มา : thefishsite(28/01/59)มกอช.

EU Food News_EU ปรับแก้ข้อกำหนดการผลิตเจลาตินและคอลลาเจน

สภายุโรปมีมติเห็นชอบในการแก้ไขกฎระเบียบ annex III of regulation 853/2004
ของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งแก้ไขข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์เจลาตินและคอลลาเจนที่ผ่านกรรมวิธีขั้นสูงที่ได้จากสัตว์เพื่อการบริโภคสำหรับมนุษย์
           กฎระเบียบดังกล่าวมีการแก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับสุขอนามัยอาหารที่ได้จากสัตว์สำหรับผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการจะต้องทำให้มั่นใจว่าวัตถุดิบที่นำมาผลิตเจลาตินและคอลลาเจนมีแหล่งกำเนิดตามข้อกำหนดสุขอนามัยและสุขภาพสัตว์ตามกฎระเบียบสหภาพยุโรป      
           
บทบัญญัติที่มีการปรับแก้ในข้อกำหนดนี้ เช่น         
           
การนำเข้าวัตถุดิบสำหรับการผลิตเจลาตินและคอลลาเจน: สถานประกอบการที่ผลิตวัตถุดิบข้างต้นจะต้องปรับใช้การปฏิบัติเฉพาะเพื่อกำจัดความเสี่ยงต่อสุขภาพสัตว์และสุขอนามัยที่มีอยู่ในวัตถุดิบ ก่อนการนำผลิตภัณฑ์มาวางขายในตลาดสหภาพยุโรป
           - การปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการผลิตคอลลาเจนเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ใช้ได้จริง โดยจะไม่มีผลต่อการป้องกันด้านสาธารณสุข
           - การปรับปรุงวิธีวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบปริมาณสารตกค้างในเจลาตินและคอลลาเจน
           วัตถุดิบที่จะนำเข้ามาในสหภาพยุโรปทั้งจากประเทศสมาชิกและประเทศที่สามจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดเฉพาะในการผลิตอาหารแปรรูปที่ผ่านกรรมวิธีขั้นสูงที่มีที่มาจากสัตว์เพื่อการบริโภคของมนุษย์
 
  
 
ที่มา: foodlaw.rdg.ac.uk (28/01/59) มกอช.

Thai Law_กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับ กระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นมาตรฐานบังคับ พ.ศ. ๒๕๕๘

สำหรับผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ก็ติดตามระเบียบนี้ได้ และไปดาวน์โหลด เอกสารได้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นะคะ


กฎกระทรวง
กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับ
กระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นมาตรฐานบังคับ
พ.ศ. ๒๕๕๘
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ
มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. ๒๕๕๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกกฎกระทรวงไว้
ดังต่อไปนี้
                ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
               ข้อ ๒ ให้มาตรฐานสินค้าเกษตร เลขที่ มกษ. ๑๐๐๔ - ๒๕๕๗ ตามประกาศกระทรวง
เกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : หลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สด
ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. ๒๕๕๑ ลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน
พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นมาตรฐานบังคับ