วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Japan Food News_ญี่ปุ่น: MHLW ปรับปรุงค่า MRL สารตกค้าง ครั้งที่ 194 และ 195

 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม และ 23 กันยายน 2559 กระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการญี่ปุน (MHLW) ได้จัดประชุมเพื่อชี้แจงรายละเอียดการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานค่าสารเคมีตกค้าง (MRL) ตามพระราชบัญญัติสุขอนามัยอาหารญี่ปุ่น ครั้งที่194 และ195 (The 194th& 195th Conference for Promotion of Food Import Facilitation) มีสาระสำคัญดังนี้
         1. กำหนดค่า MRL ของสารกำจัดรา Chinomethionat และ Mepanipyrim สารกำจัดไร Cyflumetofen สารกำจัดวัชพืช Saflufenacil สารกำจัดพยาธิ Imicyafos ฮอร์โมนพืช Abamectin และ Prohexadione-calcium และยาสัตว์ Altrenogest, Closantel และ Lomefloxacin ในสินค้าเกษตรต่างๆ รวมทั้งปรับปรุงมาตรฐานค่า MRL โดยจะมีความเข้มงวดเพิ่มขึ้นสำหรับผลผลิตทางการเกษตรและอาหาร รายละเอียดตามตารางในหน้า 6-24  โดยกำหนด Uniform limit ที่ 0.01 ppm ในผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปรากฏในตารางค่า MRL ยกเว้นยาสัตว์ Lomefloxacin ที่ห้ามพบการตกค้าง
               2. กำหนดค่า MRL ของสารกำจัดรา Hexaconazole, Prothioconazole, Pyriofenone, Simeconazole และ Thifensulfuron methyl สารกำจัดแมลง Lepimectin และ Spirotetramat สารกำจัดวัชพืชPrometryn และ Thifluzamide และยาสัตว์ Albendazole ในสินค้าเกษตรต่างๆ รวมทั้งปรับปรุงมาตรฐานค่า MRL โดยมีความเข้มงวดเพิ่มขึ้นกับอาหารและผลิตผลทางการเกษตรหลายชนิดของไทย รายละเอียดตามตารางหน้า 6-23 โดยกำหนด Uniform limit ที่ 0.01 ppm ในผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปรากฏในตารางค่า MRL
              3. พิจารณากำหนดวิธีทดสอบสำหรับยาสัตว์ Coumaphos หรือ Coumafos ซึ่งกฎหมายญี่ปุ่นห้ามพบการตกค้างในอาหารทุกประเภท รายละเอียดตามตารางหน้า 23-33  โดยกำหนด Limit of quantification ที่ 0.01 mg/kg
               เอกสารแนบ: รายละเอียดการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานค่าสารเคมีตกค้างของ MHLW ครั้งที่ 194 และ 195

http://www.acfs.go.th/news/docs/25_11_59_194th.pdf
 
 
 สรุปโดย: มกอช.

Thailand Food News_กุ้งไทยเฮ เม็กซิโกเลิกแบนกุ้งแล้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ช่วงเดือนกรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมาได้เชิญเจ้าหน้าที่จากเม็กซิโกมาตรวจประเมินระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทย และเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของกรมประมง รวมทั้งโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ ซึ่งเม็กซิโกพอใจและเชื่อมั่นการดำเนินการของไทย จึงยกเลิกประกาศห้ามนำเข้ากุ้ง ที่ระงับไปตั้งแต่ปี 2556 โดยมีเงื่อนไขว่าไทยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขอนามัย และส่งตัวอย่างใบรับรองสุขอนามัยของสินค้าภายใน 15 วัน ทั้งนี้ คาดว่ากุ้งล็อตแรกจะสามารถส่งออกได้ประมาณช่วงเดือนมกราคม 2560
                อย่างไรก็ตาม เม็กซิโกเป็นประเทศที่ผลิตกุ้งได้เช่นเดียวกับไทย การระงับนำเข้ากุ้งช่วงเกิดโรคกุ้งตายด่วน (Shrimp Early Mortality Syndrome : EMS) นั้น เนื่องจากกังวลว่าจะส่งผลให้กุ้งที่ผลิตในเม็กซิโกได้รับความเสียหายไปด้วย โดยการกลับมาเปิดตลาดครั้งนี้ ไทยไม่ได้หวังจะเพิ่มปริมาณการส่งออกกุ้งได้มากขึ้น แต่ขอทวงคืนตลาด และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตกุ้งของไทยในตลาดโลกมากขึ้น
 
ที่มา: rakbankerd  สรุปโดย: มกอช.

Hongkong Food News_ฮ่องกงพบปูขนนำเข้าจากจีนปนเปื้อนสาร Dioxin

ฮ่องกงระงับการนำเข้าปูขนจากมณฑล Jiangsu ของจีน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เนื่องจากพบการปนเปื้อนสาร Dioxin และสารคล้าย PCBs เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในปูขน 3 ตัวอย่าง จาก 6 ตัวอย่างที่สุ่มที่ด่านนำเข้าและร้านค้าปลีก ทั้งนี้ ศูนย์ความปลอดภัยอาหารของฮ่องกง เผยผลการสืบสวนในเบื้องต้นโดยคาดว่าปูขนที่ปนเปื้อนสารดังกล่าวอาจปลอมปนจากฟาร์มแห่งหนึ่งซึ่งถูกระงับการส่งออกไปก่อนหน้าด้วยสาเหตุเดียวกันนี้
                   ปัญหาการตรวจสอบสินค้าปูขนปนเปื้อน Dioxin ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานสินค้า Dioxin ที่แตกต่างกันระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง เนื่องจากจีนไม่ได้กำหนดค่าสารตกค้างสูงสุดของสารดังกล่าว ในขณะที่ฮ่องกงมีการกำหนดปริมาณสูงสุดไว้อย่างชัดเจน จึงทำให้กรณีนี้ผู้นำเข้าจึงต้องได้รับการลงโทษทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการปรับเงินจำนวน 50,000 เหรียญฮ่องกงหรือจำคุก 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
 
 

ที่มา: Food Safety News.com สรุปโดย: มกอช.

China Food News_กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยแพร่ กม. Food Safety จีน ฉบับแปลไทย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยแพร่ กม.ความปลอดภัยอาหารจีน ค.ศ. 2015 ฉบับแปลไทย
                  กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาหารแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ฉบับปี ค.ศ. 2015 ได้ผ่านการประกาศใช้แทนกฎหมายฉบับเดิม ปี 2009 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2558 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงปักกิ่ง ได้จัดแปลกฎหมายดังกล่าวเป็นฉบับภาษาไทย สามารถดาวน์โหลดได้ที่ (เอกสารแนบ)
http://www.acfs.go.th/news/docs/Early_warning_Thai_18_11_59.pdf

                ในส่วนของความเคลื่อนไหวอื่นๆ ภายใต้กฎหมายความปลอดภัยอาหารจีน ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 จีนได้ประกาศ Order27 มีเนื้อหาเกี่ยวกับการค้าสินค้าอาหารออนไลน์ รายละเอียดตามข่าว http://www.acfs.go.th/read_news.php?id=14103&ntype=07 (18 พฤศจิกายน 2559)


ข้อมูลโดย: สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

EU Food News_สหภาพยุโรป ห้ามการใช้สารสกัดจากผักหมักในปลาทูน่าสด

คณะกรรมาธิการยุโรป ได้ออกแถลงการณ์ห้ามประเทศสมาชิกใช้วิธีการฉีดสารสกัดจากผักหมัก (fermented vegetable extract) ในปลาทูน่า เพื่อทำให้เนื้อปลามีสีแดงสด และได้แจ้งเวียนให้ภาคอุตสาหกรรมทราบแนวทางปฏิบัติ ทั้งนี้วิธีการดังกล่าวถูกนำมาใช้โดยเฉพาะในปลาทูน่าคุณภาพต่ำ เพื่อทำให้ดูเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยมและสามารถขายได้ในราคาสูงขึ้นส่งผลให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

                ก่อนหน้าการประกาศห้ามของคณะกรรมธิการยุโรป พบว่าบางประเทศอนุญาตให้ใช้สารดังกล่าวเป็นสารปรุงกลิ่นรส ในขณะที่บางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรห้ามใช้วิธีการและสารดังกล่าวในปลาทูน่า สืบเนื่องจากความไม่ชัดเจนและความแตกต่างในในแนวทางปฏิบัติระหว่างประเทศสมาชิก หน่วยงาน Seafish ของสหราชอาณาจักรร่วมกับผู้นำเข้าหลักจากประเทศสมาชิกได้ผลักดันอย่างเข้มข้นเพื่อขอความชัดเจนจากคณะกรรมธิการยุโรป

                ทั้งนี้ พบว่าปลาทูน่าที่ผ่านวิธีการฉีดสารสกัดผักหมัก ไม่มีความแตกต่างเชิงรสชาติจากปลาทูน่าที่ไม่ผ่านวิธีการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคสามารถสังเกตุความแตกต่างได้จากสีที่สดใส บรรจุภัณฑ์ด้วยสูญญากาศ ภายในบรรจุภัณฑ์พบของเหลวปริมาณมากซึ่งไม่ใช่เลือดปลาทูน่า นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะติดฉลากการใช้สาร antioxidants เช่น E-331(โซเดียม ซิเตรท), E300 (กรดแอสคอร์บิก), E301(โซเดียม แอสคอร์เบท) และเกลือ นอกจากนี้ หากปลาทูน่าดังกล่าวสัมผัสกับอากาศภายนอกจะเปลี่ยนสีเป็นสีดำ

ที่มา thefishsite.com สรุปโดย มกอช. 

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

China Food News_ข่าว กฎระเบียบ มาตรฐานอาหารของจีน

นำเข้าหมูจีนรุ่ง ฝั่ง EU ส่วนแบ่งตลาดลดฮวบ
                     จีนนำเข้าหมูเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 160 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากมาตรการปกป้องผู้ค้าในประเทศที่ลดระดับลงประกอบกับอุปสรรคจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองต่อนโยบายภาครัฐที่มุ่งจะแก้ไขปัญหามลภาวะเป็นพิษที่เกิดจากการผลิตและภาคการเกษตรในประเทศ

              อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งการตลาดของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นผู้ส่งออกหมูรายใหญ่เข้าสู่ตลาดจีนกลับลดลงกว่าร้อยละ 5 เนื่องจากมีคู่แข่งใหม่อย่างบราซิลที่สามารถเปิดตลาดส่งออกเนื้อหมูมายังจีนได้ และทางสหรัฐอเมริกาและแคนาดาก็สามารถผลิตเนื้อหมูปลอดฮอร์โมนส่งออกมายังจีนเพิ่มขึ้นอีกด้วย
 
 
ที่มา globalmeatnews.com
สรุปโดย มกอช.

จีนเข้ม! จัดระเบียบนำเข้าข้าว ย้ำผู้ประกอบการไทยปฏิบัติเคร่งครัด
                จีนเพิ่มมาตรการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอาหารของข้าวนำเข้า ภายใต้กฎหมายความปลอดภัยด้านอาหาร และกฎหมายการกักกันโรคพืชและสัตว์ ส่งผลให้การส่งออกข้าวไทยต้องดำเนินการตาม “พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งออกข้าวไทยไปจีน” (เอกสารแนบ 1) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และกระทรวงควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรคของจีน (AQSIQ) รวมทั้งมาตรฐานคุณภาพ สุขอนามัยพืช และปริมาณสารตกค้าง
 
                เพื่อป้องกันปัญหาในการส่งออกข้าวไปจีน ผู้ผลิตและส่งออกข้าวของไทยต้องดำเนินการ ดังนี้
 
                1. ผู้ผลิต ซึ่งหมายถึง ผู้ประกอบการปรับปรุงคุณภาพและบรรจุข้าว ต้องดำเนินการตามมาตรฐานการปฏิบัติสำหรับผู้ผลิตข้าวส่งออกไปจีน (เอกสารแนบ 2) และขึ้นทะเบียนสถานที่ผลิตกับกรมวิชาการเกษตร
 
                2. จัดทำมาตรการควบคุมและกำจัดศัตรูพืชกักกัน 8 ชนิดที่กำหนดไว้ในพิธีสารฯ
 
                3. ก่อนส่งออก ต้องรมยาและตรวจสอบข้าวว่ามีคุณสมบัติดังนี้
                    3.1 ปราศจากศัตรูพืชกักกัน 8 ชนิด ในพิธีสารฯ
                    3.2 เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพข้าวของกระทรวงพาณิชย์
                    3.3 เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพข้าวของจีน GB1354-2009 (
เอกสารแนบ 3)
 
                4. แนบใบรับรองสุขอนามัยพืชและใบรับรองการรมยาไปพร้อมกับข้าวที่ส่งออก
 
                5. ติดฉลากบรรจุภัณฑ์ตามมาตรฐานฉลากอาหารบรรจุหีบห่อของจีน (เอกสารแนบ 4) และมาตรา 10 ของพิธีสารฯ ซึ่งต้องระบุชื่อ-ที่อยู่ของผู้ส่งออกเป็นภาษาอังกฤษ และมีข้อความภาษาจีน “本产品输往中华人民共和国” ที่เห็นได้ชัดเจน
 
                6. จัดทำแผนและตรวจติดตามด้านความปลอดภัยอาหารตามข้อกำหนดปริมาณสิ่งปนเปื้อน (เอกสารแนบ 5) และสารกำจัดศัตรูพืชตกค้าง (เอกสารแนบ 6)
 
 
 
ที่มา: มกอช.

Japan Food News_ญี่ปุ่นพัฒนาปลาไร้กลิ่นคาวกระตุ้นเศรษฐกิจ

 แม้ว่าปลาจะเป็นอาหารยอดนิยมในประเทศญี่ปุน แต่ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งไม่ค่อยพึงพอใจกับกลิ่นคาวของมันมากนัก ด้วยเหตุนี้นักวิจัย บริษัทเอกชน รวมถึงเกษตรกรในประเทศญี่ปุ่น จึงพยายามคิดหาวิธีเพื่อขจัดกลิ่นคาวปลา โดยเริ่มทดลองกับปลาสำลีซึ่งเป็นปลาที่นิยมบริโภคมากที่สุดเป็นลำดับแรก

                ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Kindai ร่วมกับบริษัทเอกชน ได้ทำการวิจัยด้วยการลดอัตราส่วนปลาป่น

                ที่ผสมในอาหารปลา จาก 40-60% เหลือ 28% และเปลี่ยนมาใช้ กากถั่วเหลือง ผัก และโปรตีนอื่นๆ ผสมผงชาใส่ในอาหารปลาแทน เพื่อใช้ขจัดกลิ่นคาว เนื่องจากปลาป่นมีกลิ่นคาวรุนแรง ขณะที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Kochi ขจัดกลิ่นคาวปลา โดยผสมเปลือกส้ม มะนาว และผลไม้อื่นๆ เข้าไปในอาหารปลา สำหรับเกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงโดยบดผลมะกอก ออริกาโน อบเชย และขิง ผสมในอาหารเลี้ยงปลาแบบเม็ด ซึ่งการผสมผงสมุนไพรดังกล่าว ด้วยจะช่วยเพิ่มรสชาติ ลดกลิ่นคาว และเพิ่มปริมาณวิตามินอี

                 การวิจัยทั้งหมดนี้ นักวิจัยคาดหวังว่าการขจัดกลิ่นคาวปลา จะช่วยดึงดูดให้ทั้งชาวญี่ปุ่น และชาวต่างชาติหันมาบริโภคปลาจากประเทศญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นและเพิ่มปริมาณการส่งออกปลาในอนาคต

ที่มา thefishsite.comสรุปโดย มกอช.