วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Thailand Food News_กุ้งไทยเฮ เม็กซิโกเลิกแบนกุ้งแล้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ช่วงเดือนกรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมาได้เชิญเจ้าหน้าที่จากเม็กซิโกมาตรวจประเมินระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทย และเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของกรมประมง รวมทั้งโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ ซึ่งเม็กซิโกพอใจและเชื่อมั่นการดำเนินการของไทย จึงยกเลิกประกาศห้ามนำเข้ากุ้ง ที่ระงับไปตั้งแต่ปี 2556 โดยมีเงื่อนไขว่าไทยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขอนามัย และส่งตัวอย่างใบรับรองสุขอนามัยของสินค้าภายใน 15 วัน ทั้งนี้ คาดว่ากุ้งล็อตแรกจะสามารถส่งออกได้ประมาณช่วงเดือนมกราคม 2560
                อย่างไรก็ตาม เม็กซิโกเป็นประเทศที่ผลิตกุ้งได้เช่นเดียวกับไทย การระงับนำเข้ากุ้งช่วงเกิดโรคกุ้งตายด่วน (Shrimp Early Mortality Syndrome : EMS) นั้น เนื่องจากกังวลว่าจะส่งผลให้กุ้งที่ผลิตในเม็กซิโกได้รับความเสียหายไปด้วย โดยการกลับมาเปิดตลาดครั้งนี้ ไทยไม่ได้หวังจะเพิ่มปริมาณการส่งออกกุ้งได้มากขึ้น แต่ขอทวงคืนตลาด และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตกุ้งของไทยในตลาดโลกมากขึ้น
 
ที่มา: rakbankerd  สรุปโดย: มกอช.

Hongkong Food News_ฮ่องกงพบปูขนนำเข้าจากจีนปนเปื้อนสาร Dioxin

ฮ่องกงระงับการนำเข้าปูขนจากมณฑล Jiangsu ของจีน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เนื่องจากพบการปนเปื้อนสาร Dioxin และสารคล้าย PCBs เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในปูขน 3 ตัวอย่าง จาก 6 ตัวอย่างที่สุ่มที่ด่านนำเข้าและร้านค้าปลีก ทั้งนี้ ศูนย์ความปลอดภัยอาหารของฮ่องกง เผยผลการสืบสวนในเบื้องต้นโดยคาดว่าปูขนที่ปนเปื้อนสารดังกล่าวอาจปลอมปนจากฟาร์มแห่งหนึ่งซึ่งถูกระงับการส่งออกไปก่อนหน้าด้วยสาเหตุเดียวกันนี้
                   ปัญหาการตรวจสอบสินค้าปูขนปนเปื้อน Dioxin ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานสินค้า Dioxin ที่แตกต่างกันระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง เนื่องจากจีนไม่ได้กำหนดค่าสารตกค้างสูงสุดของสารดังกล่าว ในขณะที่ฮ่องกงมีการกำหนดปริมาณสูงสุดไว้อย่างชัดเจน จึงทำให้กรณีนี้ผู้นำเข้าจึงต้องได้รับการลงโทษทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการปรับเงินจำนวน 50,000 เหรียญฮ่องกงหรือจำคุก 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
 
 

ที่มา: Food Safety News.com สรุปโดย: มกอช.

China Food News_กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยแพร่ กม. Food Safety จีน ฉบับแปลไทย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยแพร่ กม.ความปลอดภัยอาหารจีน ค.ศ. 2015 ฉบับแปลไทย
                  กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาหารแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ฉบับปี ค.ศ. 2015 ได้ผ่านการประกาศใช้แทนกฎหมายฉบับเดิม ปี 2009 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2558 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงปักกิ่ง ได้จัดแปลกฎหมายดังกล่าวเป็นฉบับภาษาไทย สามารถดาวน์โหลดได้ที่ (เอกสารแนบ)
http://www.acfs.go.th/news/docs/Early_warning_Thai_18_11_59.pdf

                ในส่วนของความเคลื่อนไหวอื่นๆ ภายใต้กฎหมายความปลอดภัยอาหารจีน ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 จีนได้ประกาศ Order27 มีเนื้อหาเกี่ยวกับการค้าสินค้าอาหารออนไลน์ รายละเอียดตามข่าว http://www.acfs.go.th/read_news.php?id=14103&ntype=07 (18 พฤศจิกายน 2559)


ข้อมูลโดย: สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

EU Food News_สหภาพยุโรป ห้ามการใช้สารสกัดจากผักหมักในปลาทูน่าสด

คณะกรรมาธิการยุโรป ได้ออกแถลงการณ์ห้ามประเทศสมาชิกใช้วิธีการฉีดสารสกัดจากผักหมัก (fermented vegetable extract) ในปลาทูน่า เพื่อทำให้เนื้อปลามีสีแดงสด และได้แจ้งเวียนให้ภาคอุตสาหกรรมทราบแนวทางปฏิบัติ ทั้งนี้วิธีการดังกล่าวถูกนำมาใช้โดยเฉพาะในปลาทูน่าคุณภาพต่ำ เพื่อทำให้ดูเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยมและสามารถขายได้ในราคาสูงขึ้นส่งผลให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

                ก่อนหน้าการประกาศห้ามของคณะกรรมธิการยุโรป พบว่าบางประเทศอนุญาตให้ใช้สารดังกล่าวเป็นสารปรุงกลิ่นรส ในขณะที่บางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรห้ามใช้วิธีการและสารดังกล่าวในปลาทูน่า สืบเนื่องจากความไม่ชัดเจนและความแตกต่างในในแนวทางปฏิบัติระหว่างประเทศสมาชิก หน่วยงาน Seafish ของสหราชอาณาจักรร่วมกับผู้นำเข้าหลักจากประเทศสมาชิกได้ผลักดันอย่างเข้มข้นเพื่อขอความชัดเจนจากคณะกรรมธิการยุโรป

                ทั้งนี้ พบว่าปลาทูน่าที่ผ่านวิธีการฉีดสารสกัดผักหมัก ไม่มีความแตกต่างเชิงรสชาติจากปลาทูน่าที่ไม่ผ่านวิธีการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคสามารถสังเกตุความแตกต่างได้จากสีที่สดใส บรรจุภัณฑ์ด้วยสูญญากาศ ภายในบรรจุภัณฑ์พบของเหลวปริมาณมากซึ่งไม่ใช่เลือดปลาทูน่า นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะติดฉลากการใช้สาร antioxidants เช่น E-331(โซเดียม ซิเตรท), E300 (กรดแอสคอร์บิก), E301(โซเดียม แอสคอร์เบท) และเกลือ นอกจากนี้ หากปลาทูน่าดังกล่าวสัมผัสกับอากาศภายนอกจะเปลี่ยนสีเป็นสีดำ

ที่มา thefishsite.com สรุปโดย มกอช. 

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

China Food News_ข่าว กฎระเบียบ มาตรฐานอาหารของจีน

นำเข้าหมูจีนรุ่ง ฝั่ง EU ส่วนแบ่งตลาดลดฮวบ
                     จีนนำเข้าหมูเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 160 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากมาตรการปกป้องผู้ค้าในประเทศที่ลดระดับลงประกอบกับอุปสรรคจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองต่อนโยบายภาครัฐที่มุ่งจะแก้ไขปัญหามลภาวะเป็นพิษที่เกิดจากการผลิตและภาคการเกษตรในประเทศ

              อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งการตลาดของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นผู้ส่งออกหมูรายใหญ่เข้าสู่ตลาดจีนกลับลดลงกว่าร้อยละ 5 เนื่องจากมีคู่แข่งใหม่อย่างบราซิลที่สามารถเปิดตลาดส่งออกเนื้อหมูมายังจีนได้ และทางสหรัฐอเมริกาและแคนาดาก็สามารถผลิตเนื้อหมูปลอดฮอร์โมนส่งออกมายังจีนเพิ่มขึ้นอีกด้วย
 
 
ที่มา globalmeatnews.com
สรุปโดย มกอช.

จีนเข้ม! จัดระเบียบนำเข้าข้าว ย้ำผู้ประกอบการไทยปฏิบัติเคร่งครัด
                จีนเพิ่มมาตรการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอาหารของข้าวนำเข้า ภายใต้กฎหมายความปลอดภัยด้านอาหาร และกฎหมายการกักกันโรคพืชและสัตว์ ส่งผลให้การส่งออกข้าวไทยต้องดำเนินการตาม “พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งออกข้าวไทยไปจีน” (เอกสารแนบ 1) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และกระทรวงควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรคของจีน (AQSIQ) รวมทั้งมาตรฐานคุณภาพ สุขอนามัยพืช และปริมาณสารตกค้าง
 
                เพื่อป้องกันปัญหาในการส่งออกข้าวไปจีน ผู้ผลิตและส่งออกข้าวของไทยต้องดำเนินการ ดังนี้
 
                1. ผู้ผลิต ซึ่งหมายถึง ผู้ประกอบการปรับปรุงคุณภาพและบรรจุข้าว ต้องดำเนินการตามมาตรฐานการปฏิบัติสำหรับผู้ผลิตข้าวส่งออกไปจีน (เอกสารแนบ 2) และขึ้นทะเบียนสถานที่ผลิตกับกรมวิชาการเกษตร
 
                2. จัดทำมาตรการควบคุมและกำจัดศัตรูพืชกักกัน 8 ชนิดที่กำหนดไว้ในพิธีสารฯ
 
                3. ก่อนส่งออก ต้องรมยาและตรวจสอบข้าวว่ามีคุณสมบัติดังนี้
                    3.1 ปราศจากศัตรูพืชกักกัน 8 ชนิด ในพิธีสารฯ
                    3.2 เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพข้าวของกระทรวงพาณิชย์
                    3.3 เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพข้าวของจีน GB1354-2009 (
เอกสารแนบ 3)
 
                4. แนบใบรับรองสุขอนามัยพืชและใบรับรองการรมยาไปพร้อมกับข้าวที่ส่งออก
 
                5. ติดฉลากบรรจุภัณฑ์ตามมาตรฐานฉลากอาหารบรรจุหีบห่อของจีน (เอกสารแนบ 4) และมาตรา 10 ของพิธีสารฯ ซึ่งต้องระบุชื่อ-ที่อยู่ของผู้ส่งออกเป็นภาษาอังกฤษ และมีข้อความภาษาจีน “本产品输往中华人民共和国” ที่เห็นได้ชัดเจน
 
                6. จัดทำแผนและตรวจติดตามด้านความปลอดภัยอาหารตามข้อกำหนดปริมาณสิ่งปนเปื้อน (เอกสารแนบ 5) และสารกำจัดศัตรูพืชตกค้าง (เอกสารแนบ 6)
 
 
 
ที่มา: มกอช.

Japan Food News_ญี่ปุ่นพัฒนาปลาไร้กลิ่นคาวกระตุ้นเศรษฐกิจ

 แม้ว่าปลาจะเป็นอาหารยอดนิยมในประเทศญี่ปุน แต่ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งไม่ค่อยพึงพอใจกับกลิ่นคาวของมันมากนัก ด้วยเหตุนี้นักวิจัย บริษัทเอกชน รวมถึงเกษตรกรในประเทศญี่ปุ่น จึงพยายามคิดหาวิธีเพื่อขจัดกลิ่นคาวปลา โดยเริ่มทดลองกับปลาสำลีซึ่งเป็นปลาที่นิยมบริโภคมากที่สุดเป็นลำดับแรก

                ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Kindai ร่วมกับบริษัทเอกชน ได้ทำการวิจัยด้วยการลดอัตราส่วนปลาป่น

                ที่ผสมในอาหารปลา จาก 40-60% เหลือ 28% และเปลี่ยนมาใช้ กากถั่วเหลือง ผัก และโปรตีนอื่นๆ ผสมผงชาใส่ในอาหารปลาแทน เพื่อใช้ขจัดกลิ่นคาว เนื่องจากปลาป่นมีกลิ่นคาวรุนแรง ขณะที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Kochi ขจัดกลิ่นคาวปลา โดยผสมเปลือกส้ม มะนาว และผลไม้อื่นๆ เข้าไปในอาหารปลา สำหรับเกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงโดยบดผลมะกอก ออริกาโน อบเชย และขิง ผสมในอาหารเลี้ยงปลาแบบเม็ด ซึ่งการผสมผงสมุนไพรดังกล่าว ด้วยจะช่วยเพิ่มรสชาติ ลดกลิ่นคาว และเพิ่มปริมาณวิตามินอี

                 การวิจัยทั้งหมดนี้ นักวิจัยคาดหวังว่าการขจัดกลิ่นคาวปลา จะช่วยดึงดูดให้ทั้งชาวญี่ปุ่น และชาวต่างชาติหันมาบริโภคปลาจากประเทศญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นและเพิ่มปริมาณการส่งออกปลาในอนาคต

ที่มา thefishsite.comสรุปโดย มกอช. 

Thailand Food News_ข่าว กฎระเบียบ มาตรฐานอาหารของไทย

รัฐและเอกชนร่วมมือเร่งผลักดันสินค้าไทย
                เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559 ฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์งานแสดงสินค้า  Green Festival ประจำปี 2559 ซึ่งจัดขึ้น ณ Los Angeles Convention Center ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยงานแสดงสินค้าดังกล่าวเน้นส่งเสริมให้ผู้บริโภคเป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง สินค้าที่วางจำหน่ายภายในงานมีทั้ง สินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้าธรรมชาติ สินค้าปราศจากกลูเตน สินค้าที่ไม่มีส่วนผสมหรือการดัดแปลงพันธุกรรม และสินค้ามังสวิรัต
                สินค้าที่กำลังเป็นที่นิยมและได้รับความสนใจ ได้แก่ อาหารประเภท Super food ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเป็นพิเศษ เช่น ผงมาคา ผงโกโก้ และขนมขบเคี้ยวที่ทำมาจากกล้วย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกล้วยกวน สำหรับประเทศไทยมีสินค้าหลายชนิดที่ได้รับความสนใจ เช่น กล้วยกวนก้อน โปรตีนแท่งจากธัญพืช น้ำสลัดและส่วนผสมสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามจากมะพร้าว
                 จากการสังเกตการณ์ พบว่า ผู้บริโภคหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี ซึ่งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรผลักดัน ส่งเสริม และรณรงค์ให้มีการผลิตสินค้าดังกล่าวมากขึ้น เช่น การสนับสนุนให้มีตรารับรองว่าเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้าธรรมชาติ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและแปลกใหม่ เพื่อตอบรับกระแสการบริโภคที่เป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น
 


ที่มา: ฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส สรุปโดย: มกอช. 

นำร่องเกษตรใหม่ ประเทศไทย 4.0
           ขณะนี้ นโยบาย “ประเทศไทย 4.0” กำลังเป็นที่กล่าวขานอย่างแพร่หลาย ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันอยู่ระหว่างผลักดันการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy) ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน รวมทั้งเน้นภาคการผลิตไปสู่ภาคบริการมากขึ้น
               นโยบายดังกล่าวยังครอบคลุมถึงภาคการเกษตรของประเทศไทยด้วย โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การทำเกษตรแบบสมัยใหม่ เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี ดังตัวอย่างในสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งได้มีการพัฒนาการทำเกษตรกรรม 4.0 อย่างแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านคุณภาพและศักยภาพด้านการผลิต โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการผลิตทั้งภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ เช่น การนำระบบนำทางด้วยดาวเทียม (GNSS) ทำให้ทราบตำแหน่งบนพื้นที่การเกษตร ลดการทำงานทับซ้อนบนจุดเดียวกัน และทำให้ช่วยประหยัดพลังงาน น้ำและสารเคมี นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเซ็นเซอร์มาใช้ตรวจวัดสุขภาพสัตว์ หรือ พฤติกรรมสัตว์ซึ่งจะนำค่าที่ได้มาประมวลผลและเชื่อมต่อกับเครื่องจักรทำให้สามารถรักษาอาการโรคในสัตว์ได้ทันท่วงที รวมไปถึงการปรับปรุงพันธุ์พืช หรือ การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการเก็บเกี่ยว เป็นต้น
             นโยบายการเกษตร 4.0 หากผลักดันและปรับใช้ได้เป็นผลสำเร็จจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและลดต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตและรายได้ให้แก่เกษตรอีกด้วย
 

ที่มา: สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ  ประจำสหภาพยุโรป  สรุปโดย: มกอช. 

ไทยตรวจพบเมลามีนในอาหารสัตว์นำเข้าจากเวียดนาม
                   กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจพบกรดซัยยานูริก ซึ่งเป็นสารในกลุ่มเมลามีน ปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ประเภทเครื่องในปลาหมึกแห้งนำเข้าจากเวียดนาม โดยทำการอายัดและสั่งทำลายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว พร้อมทั้งแจ้งบริษัทผู้นำเข้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเวียดนามเพื่อระงับการส่งออกมายังไทย ซึ่งขณะนี้ ได้ขอให้เวียดนามตรวจสอบปัญหาการปนเปื้อนดังกล่าว และหากพบว่ามีการใช้สารเมลามีนจริง ไทยจะขึ้นบัญชีดำบริษัทดังกล่าวทันที
                   ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการตรวจสอบสารกลุ่มเมลามีนในอาหารสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์นำเข้ามายังประเทศไทยโดยตลอด อีกทั้ง มีมาตรการเฝ้าระวังและตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับประเทศที่มีประวัติการตรวจพบการลักลอบผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนสารกลุ่มเมลามีน และได้ทำการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูงในการปนเปื้อนสารกลุ่มเมลามีน เช่น วัตถุดิบอาหารสัตว์ อาหารเสริมโปรตีน นมและผลิตภัณฑ์นม เป็นต้น
                ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีประกาศ เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ พ.ศ. 2559 ซึ่งกำหนดให้สารกลุ่มเมลามีน เป็นวัตถุต้องห้ามใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์
                   อนึ่ง สารกลุ่มเมลามีนเป็นสารเคมีในที่ใช้ในการผลิตพลาสติก กาว ไวท์บอร์ด สีย้อมในหมึก ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ซึ่งสารดังกล่าวก่อให้เกิดอันตรายทั้งในคนและในสัตว์ เช่น กรณี สัตว์ได้รับสารชนิดนี้เข้าไปจะส่งผลให้สัตว์ป่วยตายได้
ที่มา : thairath  สรุปโดย: มกอช.

คุมเข้ม!! นำเข้าส้มจากจีนระวังศัตรูพืช
               ประเทศไทยมีการนำเข้าส้มแมนดารินจากจีนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผู้บริโภคและตลาดภายในประเทศมีความต้องการสูงและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะที่ด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. 59 มีการนำเข้าส้มแมนดารินกว่า 13,400 ตัน การนำเข้าส้มจำนวนมากอาจเกินการซุกซ่อน   สอดไส้ผลส้มที่มีกิ่งก้านและใบหลุดลอดเข้ามาภายในประเทศ ซึ่งอาจมีศัตรูพืชกักกันติดมาและแพร่ระบาดสร้างความเสียหายให้กับแหล่งปลูกพืชตระกูลส้มของไทยได้

               อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้ด่านตรวจพืชทุกแห่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้าส้มจากจีนทุกชิปเม้นต์และทุกตู้คอนเทนเนอร์ โดยหากตรวจพบแมลงศัตรูพืช เจ้าหน้าที่จะ      ปฎิเสธการนำเข้าและสั่งตีกลับประเทศต้นทางหรือสั่งทำลายทันที แต่หากตรวจพบเฉพาะใบและกิ่งส้มติดมา เจ้าหน้าที่จะให้ผู้นำเข้าทำการคัดแยกใบและกิ่งออกให้แล้วเสร็จภายใน 1 วัน และเผาทำลายใบส้มทิ้ง

               นอกจากนี้ ยังจัดตั้งไลน์กลุ่มเพื่อเป็นช่องทางสื่อสารการตรวจปล่อยสินค้าและป้องกันการปลอมแปลงเอกสารอย่างรัดกุม เพื่ออุดช่องโหว่ สกัดกั้นผู้กระทำผิด และทำให้การนำเข้าส้มจากจีนเป็นไปตามระเบียบและ พรบ.กักพืชของไทย


ที่มา : ไทยรัฐ : สรุปโดย มกอช.