วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

EU Food News_EU ไม่อนุญาตให้ใช้ tricyclazole เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๙ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2016/1826 of 14 October 2016 concerning the non-approval of the active substance tricyclazole, in accordance with Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council concerning the placing of plant protection products on the market ใน EU Official Journal L 279/88 ว่าด้วยการไม่อนุญาตสาร tricyclazole ให้ใช้เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substances) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) สรุปดังนี้
               ๑. เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๕  อิตาลีได้รับคำร้องจากบริษัท Dow AgroSciences เพื่อขอขึ้นทะเบียน tricyclazole เป็นสารตั้งต้น (Basic Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช  แต่จากข้อมูลทั้งหมดที่บริษัทส่งมอบให้ EU พบว่า ข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสในการเกิดความเป็นพิษต่อระบบพันธุกรรมและการก่อให้ เกิดมะเร็งของ tricyclazole  ยังคงเพียงพอที่จะกำหนดค่าอ้างอิง ADI, ARfD และ AOEL เพื่อใช้ในการ ประเมินความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยของคนได้ อาทิ ความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการ คนงาน บุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้อยู่อาศัย และผู้บริโภค รวมถึงสินค้าที่ใช้ในการทดลองของการให้ความเป็นพิษก็ไม่ครบถ้วนตามเทคนิคเฉพาะสำหรับสาร tricyclazole และสารเจือปนอื่นๆ ที่กำหนดไว้ จึงส่งผลให้การประเมิน ความเสี่ยงในบางประเด็นไม่สามารถลุล่วงได้ รวมถึงปฏิกริยาความเสี่ยงของสาร tricyclazole ในการเป็นตัวขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ (endocrine disruptor) และการปนเปื้อนของน้ำบาดาลจากเมตาบอไลท์ ด้วย  ดังนั้น  EU จึงเห็นควรไม่อนุญาตให้ใช้ tricyclazole เป็นสารตั้งต้นตามที่บริษัทร้องขอ
              ๒. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลปรับใช้ ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๙)
              ๓. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังนี้
                                                          โดยสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

EU Food News_EU ปรับแก้ไขข้อกำหนดพืชที่จะขึ้นทะเบียนตาม CPVO และ UPOV

เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Directive (EU) 2016/1914 of 31 October 2016 amending Directives 2003/90/EC and 2003/91/EC setting out implementing measures for the purposes of Article 7 of Council Directive 2002/53/EC and Article 7 of Council Directive 2002/55/EC respectively, as regards the characteristics to be covered as a minimum by the examination and the minimum conditions for examining certain varieties of agricultural plant species and vegetable species  ซึ่งเป็นการปรับ แก้ไขข้อกำหนดพืชเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของสำนักงานพันธุ์พืชของสหภาพยุโรป (Communitry Plant Variety : CPVO) และสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (International Union for Protection of new Varieties of Plants (UPOV) เพื่อให้ประเทศสมาชิกอิงใช้ในกรณีที่จะขึ้นทะเบียนพืชในแคตตาล็อกแห่งชาติของตน (national catalogues) ซึ่งครอบคลุมคุณลักษณะขั้นต่ำในการพิจารณาพืชนั้นๆ รวมถึงเงื่อนไขขั้นต่ำในการตรวจสอบพันธุ์พืช ตามบัญชีรายชื่อพืชที่ปรากฎในภาคผนวก สำหรับรายละเอียดข้อกำหนดของพืชแต่ละชนิดสามารถศึกษาได้จากเวปไซต์ของ CPVO และ UPOV ดังนี้ www.cpvo.europa.eu  และ www.upov.int
                 ทั้งนี้ กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลปรับใช้ ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙) โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเวปไซด์ดังต่อไปนี้
                                                           โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

Food Law Update_Thai : THDOF เอกสารรายชื่อบริษัท/Farm ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง



ที่มา กองตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมง กรมประมง

วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Thailand Food News_ไทยเอาจริง จับเรือประมงเวียดนาม 5 ลำ ฝ่าฝืน พรก.ประมง

ทัพเรือไทยเข้ม พรก.ประมง จับเรือเวียดนามลักลอบทำประมงอ่าวไทย 5 ลำ เผยพร้อมดำเนินคดี-ผลักดันกลับประเทศ
                เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 เรือหลวงคำรณสินธุ และเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ต.97 ได้ควบคุมเรือประมงสัญชาติเวียดนามจำนวน 5 ลำ พร้อมลูกเรือจำนวนทั้งสิ้น 28 คน ซึ่งลักลอบเข้ามาทำประมงในน่านน้ำไทย บริเวณเกาะโลซิน จังหวัดปัตตานี และเกาะกระ จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าเทียบท่าเทียบเรือฐานทัพเรือสงขลา กองทัพเรือภาคที่ 2 เพื่อสอบสวนและดำเนินคดี
                ผลการสอบสวน ไต้ก๋งและลูกเรือให้การว่า เรือประมงเหล่านี้เดินทางมาจากประเทศเวียดนาม โดยรุกล้ำน่านน้ำไทยเพื่อลักลอบเข้ามาทำประมงคราดปลิงทะเล ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิการประมงในน่านน้ำไทย พ.ศ.2482 และพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 กองทัพเรือภาคที่ 2 จึงได้ควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะประสานสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทยเพื่อทราบและผลักดันกลับประเทศต่อไป
                การควบคุมและดำเนินคดีต่อเรือประมงที่ผิดกฎหมาย ถือเป็นหนึ่งในมาตรการปฏิบัติเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated: IUU Fishing) ของประเทศไทย โดยเฉพาะการปฏิบัติภายใต้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ซึ่งหลายหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วมบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งในอุตสาหกรรมประมง และอุตสาหกรรมผลิตและแปรรูป เพื่อรักษาสถานะการแข่งขันในตลาดสำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเริ่มบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดและประกาศกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออก
                    ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2560 เฉพาะการดำเนินงานของกองทัพเรือภาคที่ 2 ก็สามารถจับกุมเรือประมงผิดกฎหมายได้รวมทั้งสิ้น 8 ลำ ลูกเรือประมงจำนวน 42 คน
 
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, ไทยรัฐ สรุปโดย: สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

Philippine Food News_ฟิลิปปินส์รุก เตรียมขยายตลาดสินค้าฮาลาล

ฟิลิปปินส์วางแผนเตรียมขยายตลาดสินค้าฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนฟิลิปปินส์ ที่ขณะนี้พบว่า มีจำนวนบริษัทหลายรายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ได้ยื่นขอรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากหน่วยตรวจสอบรับรองภายในประเทศ โดยเร็วๆ นี้ ฟิลิปปินส์ได้จัดตั้งคณะกรรมการฮาลาล เพื่อวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์การรับรองสินค้าฮาลาลอีกด้วย
                นอกจากนี้ ศูนย์การค้าและการลงทุนของฟิลิปปินส์ (PTIC) หน่วยงานภายใต้กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของฟิลิปปินส์ (DTI) ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย   และดูไบ ยังได้เร่งผลักดันและส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากฟิลิปปินส์ไปตลาดคู่ค้าอย่างแข็งขัน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตสินค้าฮาลาลรายใหญ่ของโลก อีกทั้ง ยังให้บริการข่าวสารทางการตลาดและการค้าให้แก่ผู้ส่งอออก สนับสนุนการจับคู่ภาคธุรกิจกับตลาดใหม่ๆ และการลงทุนร่วมกันระหว่างกลุ่มสินค้าฮาลาลและสินค้าบำรุงรักษาร่างกาย รวมทั้งได้ดำเนินงานร่วมกับองค์กรมุสลิมต่างๆ เพื่อขยายโอกาสการส่งออกในอาเซียนอีกด้วย นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวของฟิลิปปินส์ ยังได้จัดทำโครงการการท่องเที่ยวฮาลาลเพื่อรับรองบริการมาตรฐานอาหารฮาลาลในสถานประกอบการต่างๆ  เช่น โรงพยายาล รีสอร์ท และโรงแรม อีกด้วย
                การมุ่งขยายตลาดฮาลาลของฟิลิปปินส์ในครั้งนี้ คาดว่าเป็นผลสืบเนื่องจากความต้องการบริโภคสินค้า   ฮาลาลที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมทั่วโลกสูงถึง 200,000 ล้านเหรียญเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้ง คาดการณ์ว่าสัดส่วนประชากรชาวมุสลิม จะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 26.4 ของประชากรโลกทั้งหมด ภายในปี 2030 นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวชาวมุสลิมที่เข้ามาเที่ยวในฟิลิปปินส์เพิ่มมากขึ้น ทำให้ฟิลิปปินส์ต้องเร่งเตรียมรองรับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าวด้วย
                อนึ่ง กลุ่มสินค้าอาหารฮาลาลที่ผลิตและจำหน่ายโดยฟิลิปปินส์ เช่น ธัญพืช เครื่องดื่ม เบเกอรี่ ขนม ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม แป้ง อาหารเสริม เจลาติน ไอศกรีม ผลิตภัณฑ์นม บะหมี่ พาสต้า น้ำมัน ไก่ เนื้อสัตว์ ผลไม้แปรรูป ผัก สินค้าทะเล อาหารสดและอาหารแช่แข็ง ซอสต่างๆ ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าขณะนี้ ฟิลิปปินส์จะไม่เป็นผู้ผลิตรายหลักในตลาดฮาลาล แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพภูมิอากาศประเทศเขตร้อน     ผนวกกับความหลากหลายของทรัพยากร จะเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนให้ฟิลิปปินส์ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ผลิตสินค้าฮาลาลหลักในเขตเอเชียได้
 
ที่มา: Business Mirror สรุปโดย: มกอช.
ข้อคิดเห็น : ไทยเรามีมุสลิมมิน้อย (ยังไม่รวมนักท่องเที่ยวแต่ละปี) เราต้องใช้โอกาสปรับปรุงหรือทำระบบ Halal แบบจริงจังเพื่อสร้างความมั่นใจต่อลูกค้า ซึ่งจะเพิ่มโอกาสทางการค้าอีกเยอะเลยค่ะ

China Food News_จีนตรวจเข้มความปลอดภัยอาหารออนไลน์

ที่ผ่านมาจีนประสบปัญหาเรื่องความไม่ปลอดภัยทางอาหารอย่างมาก เช่น การนำ Gutter Oil (น้ำมันที่เหลือทิ้งจากการปรุงอาหาร) กลับมาใช้ใหม่ การติดฉลากปลอมในสินค้าเนื้อสุกรและเนื้อวัวทั้งที่ผลิตมาจากเนื้อสุนัขจิ้งจอกหรือหนู การจำหน่ายเนื้อสุกรที่ตายจากการเป็นโรค หรือการจงใจเติมเมลามีนในนม เป็นต้น ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจีนจึงได้ออกมาตรการ/กฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่อาหารที่วางจำหน่ายในช่องทางปกติ ล่าสุดจีนได้ออก Order 27 เพื่อให้ครอบคลุมสินค้าอาหารที่จำหน่ายโดยใช้ช่องทางออนไลน์
                สาระสำคัญของ Order 27 ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 59 จะครอบคลุมการตรวจสอบและบทลงโทษผู้ที่จำหน่ายหรือผลิตสินค้าที่ผิดกฎหมาย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยทางอาหารและสินค้าอาหารออนไลน์ ซึ่งข้อกำหนดบางข้อได้สะท้อนถึงกลุ่มของอาหารเสริม และอาหารทารกซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของจีน
   • ผู้ผลิตและผู้ค้าอาหารออนไลน์จะต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ
   • ผู้ผลิตและผู้ค้าอาหารที่ขายผ่านเว็บไซด์ของบุคคลที่สาม จะต้องแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจในหน้าเว็บไซด์ด้วย
   • ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มจะต้องแสดงข้อมูลในรูปแบบที่ชัดเจนและมองเห็นได้ง่าย
 • ผู้ผลิตและผู้ค้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นมผงสำหรับทารก และ/หรือ อาหารที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ จะต้องแสดงข้อมูลใบรับรอง และข้อมูลของผู้ผลิตหรือจัดจำหน่าย และเว็บไซด์ขององค์การอาหารและยาในประเทศผู้ผลิต ยกเว้นอาหารทางการแพทย์ไม่อนุญาตให้จำหน่ายทางออนไลน์
   • ผู้ผลิตและผู้ค้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จะต้องแสดงข้อความ “This Type of Product Cannot Serve as Substitute for Drugs” 
 • ผู้ผลิตและผู้จำหน่าย อาหารออนไลน์ต้องรับประกันในการจัดเก็บและการขนส่งอาหารว่ามีความปลอดภัยโดยต้องใช้ตู้เย็น, ฉนวนกันความร้อนหรือแช่แข็ง โดยจะต้องใช้บริการ มีการเก็บรักษาที่เหมาะสมและการขนส่งที่มีความสามารถเพียงพอ
ส่วนอื่นๆ ของกฎระเบียบใหม่ที่เกี่ยวข้อง
   • ผู้ผลิตและผู้จำหน่าย อาหารออนไลน์ จะต้องไม่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มากไปกว่าที่แสดงบนฉลากของผลิตภัณฑ์
   • จะต้องเก็บบันทึกการขายเอาไว้อย่างน้อย 6 เดือนหลังจากสินค้าหมดอายุลง หากไม่ได้ระบุวันหมดอายุจะต้องเก็บบันทึกไว้อย่างน้อย 2 ปี
• หากผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทางออนไลน์ ผู้บริโภคสามารถเรียกร้องได้จากผู้จำหน่าย หากไม่พบผู้จำหน่าย ผู้ผลิตเว็บไซด์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย
   • บุคคลที่สามซึ่งให้บริการเว็บไซด์จะถูกระงับ หากปรากฏผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายรายใด หรือพิจารณาคดีทางกฎหมาย, ถูกฟ้องร้องจากสาธารณะในกรณีความผิดด้านความปลอดภัยอาหาร, อยู่ระหว่างได้รับบทลงโทษ, อยู่ระหว่างกักตัวเนื่องจากกระทำความผิด หรืออยู่ระหว่างได้รับโทษจากหน่วยงานความปลอดภัยอาหารของจีน
              อนึ่งกฎระเบียบดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ
 
ที่มา: Food Safety News สรุปโดย: มกอช.

Korea Food News_มกอช. ย้ำเตือนผู้ประกอบการให้ขึ้นทะเบียนผู้ผลิตกับกระทรวง MFDS สาธารณรัฐเกาหลี

ตามที่กระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาของสาธารณรัฐเกาหลี (MFDS) ได้ออกกฎระเบียบฉบับใหม่ Special Act on Imported Food Safety Control ว่าด้วยการควบคุมความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหารนำเข้าจากต่างประเทศ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้ดำเนินการจัดสัมมนาให้ภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องทราบไปเรียบร้อยแล้วนั้น
              มกอช.ขอย้ำเตือนผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังสาธารณรัฐเกาหลีให้รีบดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้ผลิต1 และเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต2 ก่อนส่งออกล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ผ่านทางเว็บไซต์ของกระทรวง MFDS ที่
https://impfood.mfds.go.kr/ เพื่อเลี่ยงปัญหาการถูกปฏิเสธการนำเข้า ณ ด่านนำเข้าของสาธารณรัฐเกาหลี ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการใดที่ยังไม่เคยส่งออกไปสาธารณรัฐเกาหลี สามารถขึ้นทะเบียนล่วงหน้าได้ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วหากประสงค์จะส่งออกในอนาคต 
            1 หากผู้ผลิตและผู้ส่งออกเป็นคนละบริษัทกัน ให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะบริษัทผู้ผลิตสินค้าเท่านั้น (ผู้ส่งออกไม่ต้องขึ้นทะเบียน) และในการขึ้นทะเบียนต้องแจ้งด้วยว่าบริษัทใดเป็นผู้นำเข้าสาธารณรัฐเกาหลี และหากมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำเข้า ขอให้แจ้งว่ามีการเปลี่ยนแปลงเป็นบริษัทใด โดยไม่ต้องขึ้นทะเบียนใหม่
               2 การขึ้นทะเบียนเครื่องจักรให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะเครื่องจักรตัวหลักที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นๆ ที่สามารถอ้างอิงการผลิตสินค้าได้ เช่น วันที่ผลิต เวลาผลิต เป็นต้น
              หากมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ที่ asia1.acfs@gmail.com
 
ที่มา: กองนโยบายมาตราฐานสินค้าเกษตรและอาหาร  สรุปโดย: มกอช.