แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ package แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ package แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560
Malaysia Packaging News_มาเลเซียบังคับใช้กฎระเบียบนำเข้าผลิตภัณฑ์เซรามิกที่สัมผัสกับอาหาร
นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยว่าสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์แจ้งว่า มาเลเซียได้ออกกฎระเบียบ Regulation 28 of the Food Regulation 1985 กำหนดให้วัสดุสัมผัสอาหารเซรามิกที่นำเข้าทุกชนิดต้องมีหนังสือรับรองผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพชีววัตถุ (Certificate of Analysis : COA) ที่ระบุปริมาณสารตะกั่วและแคดเมี่ยมในระดับที่กำหนดจากห้องทดลองที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่รับผิดชอบของประเทศผู้ส่งออก (Competent Authority : CA) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไป
กฎหมายฉบับดังกล่าวได้กำหนดขอบเขตของคำว่า “วัสดุสัมผัสอาหาร” ครอบคลุมถึง “ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการ การบรรจุภัณฑ์ การเก็บรักษา การขนส่งอาหาร และภาชนะ” หากการนำเข้าสินค้าวัสดุภัณฑ์ โดยไม่มีหนังสือรับรอง COA จาก CA ของประเทศผู้ส่งออกสินค้าฯ ดังกล่าวจะต้องนำไปตรวจสอบหาปริมาณสารตะกั่วและสารแคดเมี่ยมซึ่งหากพบปริมาณของสารฯ ทั้ง 2 ประเภท ไม่เกินตามที่กำหนดไว้ ก็จะสามารถนำเข้าได้ ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียได้กำหนดปริมาณตกค้างของสารตะกั่วและแคดเมี่ยมสูงสุด ดังนี้ (1) ภาชนะประเภท Flat Ware (ภาชนะก้นตื้น) อยู่ในระดับ 0.8 และ 0.07 มิลลิกรัมต่อตารางเดซิเมตร [mg/dm2] ตามลำดับ (2) ภาชนะประเภท Small Hollow-Ware (ภาชนะก้นลึกขนาดเล็ก) อยู่ในระดับ 2.0 และ 0.5 มิลลิกรัมต่อปริมาณของเหลว 1 ลิตร ตามลำดับ และ (3) ภาชนะประเภท Large Hollow-Ware (ภาชนะก้นลึกขนาดใหญ่) อยู่ในระดับ 1.0 และ 0.25 มิลลิกรัมต่อปริมาณของเหลว 1 ลิตร [mg/l] ตามลำดับ
นายวันชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียได้แจ้งเตือนผู้นำเข้าและผู้แทนจำหน่ายให้รับทราบสาระสำคัญของกฎระเบียบฉบับนี้แล้วตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2560 เพื่อเตรียมความพร้อมให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวได้ ทั้งนี้หน่วยงาน ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้สนใจทั่วไปสามารถสืบค้นข้อมูลกฎระเบียบข้างต้นเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์.http://fsis2.moh.gov.my/UploadFosim/BULETTIN/050517051558B4061Guideline%2Importation%20of%20Ceramic%
20Ware_050517.pdf อย่างไรก็ดี กรมการค้าต่างประเทศจะติดตามความคืบหน้ากฎระเบียบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะเผยแพร่ข้อมูลแจ้งให้ผู้ประกอบการไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อจะได้ศึกษาและดำเนินการให้ได้ตามมาตรการที่ประเทศผู้นำเข้ากำหนด
ที่มากรมการค้าต่างประเทศ
วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560
Food Law Update__EU:EU แก้ไขข้อกำหนด-บัญชีรายชื่อสารที่อนุญาตให้ใช้ในวัสดุพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสกับอาหาร
เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๐ สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Regulation (EU) No 2017/752 of 28 April 2017 amending and correcting Regulation (EU) No 10/2011 on plastic materials and articles intended to come into contact with food ใน EU Official Journal L 113/18 ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขข้อกำหนด-บัญชีรายชื่อสารที่อนุญาตให้ใช้ในการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ปรากฏอยู่ใน Union List ภายใต้กฎระเบียบ Commission Regulation (EU) No 10/2011 เพื่อให้เป็นไปตามการประเมินความปลอดภัยของหน่วยงานความปลอดภัยอาหารของสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority : EFSA)
๑. สรุปการปรับข้อกำหนดและแก้ไขบัญชีรายชื่อสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
๑.๑ กำหนดให้ยกเลิกวิธีการตรวจวิเคราะห์หาค่าตกค้างของสารต่อพื้นที่สัมผัสกับอาหาร (residual content per food contact surface area : QMA) หมายเลข FCM ๑๔๒, ๑๖๘, ๒๐๒, ๓๘๗, ๔๖๒, ๔๖๗, ๔๘๑, ๕๐๒, ๖๖๒ และ ๗๗๙ เนื่องจาก ขณะนี้มีการกำหนดวิธีตรวจวิเคราะห์ที่กำหนดค่าถ่ายเทเฉพาะ (specific migration) ได้แล้ว
๑.๒ อนุญาตให้ใช้สาร diethyl[[3,5-bis(1,1-dimethylethyl)-4-hydroxyphenyl] methy l] phosphonate (CAS No ๙๗๖-๕๖-๗ และ FCM No ๑๐๐๗) เป็นสารตั้งต้น เนื่องจาก EFSA ลงความเห็นว่า สารดังกล่าวไม่ส่งผลอันตรายต่อผู้บริโภค หากใช้ที่ระดับความเข้มข้นไม่เกิน ๐.๒% w/w ของน้ำหนักโพลิเมอร์ขั้นสุดท้ายในกระบวนการ polymerisation เพื่อผลิต poly(ethylene terephthalate) (PET) ซึ่งสามารถสัมผัสกับอาหารได้ทุกชนิด โดยไม่จำกัดระยะเวลาและอุณหภูมิ
๑.๓ อนุญาตให้ใช้สาร methacrylic acid, ethyl acrylate, n-butyl acrylate, methyl methacrylate และ butadiene เป็น copolymer ในรูปนาโน (FCM substance No ๑๐๑๖) EFSA ลงความเห็นว่า สารดังกล่าวไม่ส่งผลอันตรายต่อผู้บริโภค หากใช้เป็นสารเสริมที่ระดับไม่เกิน ๑๐% w/w ใน PVC ที่ไม่ใช่พลาสติก หรือใช้ไม่เกิน ๑๕% w/w ใน PLA ที่ไม่ใช่พลาสติก เพื่อใช้สัมผัสกับอาหารทุกชนิดที่ระดับอุณหภูมิห้องหรือต่ำกว่านั้น สำหรับการจัดเก็บเป็นเวลานานได้ (long-term storage)
๑.๔ อนุญาตให้ใช้สารเสริม montmorillonite clay ปรับแก้ไขโดย dimethyldialkyl (C16-C18) ammonium chloride (FCM No 1030) เนื่องจาก EFSA ลงความเห็นว่า สารดังกล่าวไม่ส่งผลอันตรายต่อผู้บริโภค หากใช้เป็นสารเสริมที่ระดับไม่เกิน ๑๒% w/w ใน polyolefins สำหรับบรรจุอาหารแห้ง (simulant E) ที่ระดับอุณหภูมิห้องหรือต่ำกว่านั้น และหากค่าถ่ายเทของสาร 1-chlorohexadecane และ 1-chlorooctadecane ที่ปนเปื้อนสิ่งไม่บริสุทธิ์ (impurity) หรือความเสื่อมสภาพ (derogation) ต้องไม่เกินกว่า ๐.๐๕ mg/kg ของอาหาร
๑.๕ อนุญาตให้ใช้สารเสริม α-tocopherol acetate (FCM No 1055, CAS Nos 7695-91-2 และ 58-95-7) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจาก EFSA ลงความเห็นว่า หากใช้สารดังกล่าวเป็นสารต้านอนุมูลอิสระใน polyolefins ไม่ส่งผลอันตรายต่อผู้บริโภค โดยพบว่า สารดังกล่าวมีการสลายตัวออกเป็น α-tocopherol และ acetic acid ซึ่งสารทั้ง ๒ ชนิดได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นสารเสริมในอาหารได้ภายใต้ Regulation (EC) No 1333/2008 หากแต่ต้องควบคุมการใช้งานโดยคำนึงถึงค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารดังกล่าวที่มีการกำหนดไว้ด้วยแล้วเช่นกัน
๑.๖ อนุญาตให้ใช้เปลือกเมล็ดดอกทานตะวันบด (ground sunflower seed hulls) (FCM No 1060) เป็นสารเสริม เนื่องจาก EFSA ลงความเห็นว่า หากใช้สารดังกล่าวเป็นสารเสริมในพลาสติกสำหรับบรรจุอาหารแห้ง ไม่ส่งผลอันตรายต่อผู้บริโภค หากใช้ที่ระดับอุณหภูมิห้องหรือต่ำกว่านั้น รวมถึงเปลือกเมล็ดดอกทานตะวันจะต้องมาจากเมล็ดทานตะวันที่บริโภคได้ และพลาสติกจะต้องผ่านกระบวนการให้ความร้อนที่ไม่เกินกว่า ๒๔๐°C และไม่สามารถสัมผัสกับอาหารกลุ่ม simulant E ใน Table 2 Annex III
๑.๗ อนุญาตให้ใช้ส่วนผสม FCM No 1062 ที่มีส่วนผสม 97% tetraethyl orthosilicate (TEOS) (CAS No 78-10-4) และ 3% hexamethyldisilazane (HMDS) (CAS No 999-97-3) เนื่องจาก EFSA ลงความเห็นว่า ส่วนผสมดังกล่าว ไม่ส่งผลอันตรายต่อผู้บริโภค หากใช้ที่ระดับไม่เกิน ๐.๑๒% w/w เป็นสารตั้งต้นในกระบวนการรีไซเคิลพลาสติก PET
๑.๘ EFSA ลงความเห็นเกี่ยวกับความปลอดภัยของนิกเกิล (nickel) ในอาหารและน้ำดื่ม โดยได้กำหนดค่าปริมาณสารที่ควรได้รับประจำวัน (Tolerable Daily Intake TDI) ที่ ๒.๘ มิลลิกรัมของอลูมิเนียม/กิโลกรัมของน้ำหนัก/วัน โดยพบว่า ความเสี่ยงวัสดุที่สัมผัสกับอาหารที่มีนิกเกิลขั้นรุนแรงเกินกว่าค่า TDI กำหนด มักพบในคนหนุ่มสาว ดังนั้น จึงควรจำกัดความเสี่ยงดังกล่าวโดยใช้การสมดุลปันส่วน (allocation factor) ๑๐% ของค่า migration สูงสุดจากการคำนวณปกติ ทั้งนี้ ได้กำหนดสำหรับวัสดุพลาสติกที่สัมผัสกับอาหารให้มีค่า migration สูงสุดของนิกเกิล ที่ระดับ ๐.๐๒ มิลลิกรัม/กิโลกรัมของอาหาร
๑.๙ ขยายเนื้อความในข้อ ๔ ของภาคผนวก III ที่กำหนดส่วนประกอบของ simulants representative สำหรับอาหารหลายๆ ชนิด ว่าควรใช้สำหรับการทดลองหาค่าถ่ายเทรวม (overall migration testing)
๑.๑๐ ข้อ ๘ iii) ในภาคผนวก IV กำหนดว่า Declaration of Compliance ที่กำหนดโดยผู้ประกอบการควรที่จะระบุสัดส่วนพื้นที่ที่สัมผัสกับอาหาร/ปริมาณ (volume) เพื่อใช้กำหนดหลักเกณฑ์ของวัสดุหรือบรรจุภัณฑ์นั้นๆ โดยขอให้กำหนดจากพื้นที่สัมผัสกับอาหาร/ปริมาณที่มากที่สุด เพื่อใช้ในการกำหนดหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๗ และ ๑๘ หรือข้อมูลที่มีความเท่าเทียมกัน
๒. กฎระเบียบดังกล่าวประกาศในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๐ และจะมีผลบังคับใช้ ๒๐ วันหลังจากวันที่ประกาศใน EU Official Journal หากแต่อนุโลมให้มีช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านสำหรับวัสดุหรือผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ปฎิบัติตามกฎระเบียบเดิม (Regulation (EU) No 10/2011) ที่มีการผลิตก่อนวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๐ ให้สามารถวางจำหน่ายได้ไปจนถึงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๑ และให้ยังคงสามารถวางจำหน่ายได้ต่อไปจนกว่าสินค้าจะหมดไปจากคลังสินค้า
เฉพาะสำหรับในกรณีของการกำหนดค่า migration เฉพาะของนิกเกิลในข้อ ๒ ของภาคผนวก ให้มีการปรับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เป็นต้นไป
๓. รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จากเวปไซต์ ดังนี้
โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
วันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2560
EU Food News_EU ออกข้อแนะนำว่าด้วยการควบคุมการปนเปื้อนของไฮโดรคาร์บอนจากน้ำมันมิเนอรัลในอาหารและภาชนะบรรจุ
เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๐ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ตีพิมพ์ประกาศ Commission Recommendation (EU) 2017/84 of 16 January 2017 on the monitoring of mineral oil hydrocarbons in food and in materials and articles intended to come into contact with food ใน EU Official Journal L 12/95 ซึ่งเป็นข้อแนะนำว่าด้วยการควบคุมการปนเปื้อนของไฮโดรคาร์บอนจากน้ำมันมิเนอรัล (mineral oil hydrocarbons) ในอาหารและในวัสดุและภาชนะที่สัมผัสกับอาหาร สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
๑. ข้อแนะนำว่าด้วยการควบคุมการปนเปื้อนของไฮโดรคาร์บอนจากน้ำมันมิเนอรัล (Mineral Oil Hydrocarbons : MOH) ในอาหาร รวมถึงในวัสดุและภาชนะบรรจุอาหารที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรป กำหนดให้ประเทศสมาชิก ผู้ประกอบการภาคเอกชนใน EU ต้องให้ความร่วมมือในการสุ่มตรวจสินค้า อาหารเพื่อหาการปนเปื้อนของไฮโดรคาร์บอนจากน้ำมันมิเนอรัล ซึ่งเป็นสารประกอบเคมีที่มาจากน้ำมันดิบ และผลิตได้ทางเคมีจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และมวลชีวภาพ ไฮโดรคาร์บอนจากน้ำมันมิเนอรัลสามารถพบได้ในอาหารทั่วไปจากการปนเปื้อนของสิ่งแวดล้อม จากน้ำมันหล่อลื่นเครื่องจักรที่ใช้ในการเก็บเกี่ยวและผลิตสินค้าอาหาร จากเทคโนโลยีที่ช่วยในการผลิต วัตถุเจือปนอาหาร และวัสดุและภาชนะบรรจุอาหาร แม้ว่าสินค้าไฮโดรคาร์บอนจากน้ำมันมิเนอรัลที่ใช้กับอาหารจะได้ผ่านกระบวนการปรับลดค่าของ Minaral Oil Aromatic Hydrocarbons (MOAH) ให้ต่ำที่สุดแล้วก็ตาม
๒.ในปี ๒๕๕๕ EFSA มีผลสรุปว่า กลุ่มสาร MOH ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ โดย MOAH อาจเป็นสารก่อมะเร็ง ในขณะที่ MOSH (Mineral Oil Saturated Hydrocarbons) สามารถสะสมในเนื้อ เยื่อมนุษย์ และทำลายตับ นอกจากนี้ MOAH บางตัวเป็นสารก่อการกลายพันธุ์และ สารก่อมะเร็ง ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องติดตามข้อมูลเกี่ยวกับสาร MOH เพื่อให้มีความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของ MOSH และ MOAH ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงในอาหาร อย่างไรก็ดี EU คาดว่า กระดาษและกล่องที่ใช้บรรจุอาหาร (paper and board packaging) อาจเป็นที่มาของความเสี่ยงนั้นๆ ด้วย ดังนั้น จึงกำหนดให้เฝ้าระวังอาหารชนิดกึ่งสำเร็จรูป (pre-packaged food) วัสดุที่ใช้บรรจุอาหาร (packaging material) และวัสดุที่ใช้กั้น (functional barriers) รวมถึงอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการจัดเก็บและแปรรูปอาหาร ซึ่งตัวแปรบางอย่าง สามารถก่อให้เกิดการโอนถ่ายของสาร MOH ที่มีอยู่ในภาชนะไปสู่อาหารได้ง่ายขึ้น อาทิ เงื่อนไขและ เวลาในการจัดเก็บอาหาร รวมถึง MOH มักตรวจพบได้เมื่อมีปริมาณมาก ดังนั้น การสุ่มตรวจตัวอย่าง จึงควรทำเมื่อปริมาณการโอนถ่ายของสารอยู่ที่ระดับสูงสุด
๓. ทั้งนี้ เพื่อให้การสุ่มตรวจและผลที่ได้รับจากการสุ่มตรวจมีความถูกต้องแม่นยำ ประเทศสมาชิก EU จำต้องมีเครื่องมือวิจัยที่เหมาะสม โดยให้มีห้องปฏิบัติการอ้างอิงของ EU (Reference Laboratory) ด้านวัสดุที่สัมผัสกับอาหารเป็นผู้กำหนดวิธีการสุ่มตรวจและวิจัยที่เกี่ยวข้องและให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิก ทั้งนี้ EU กำหนดให้การสุ่มตรวจตัวอย่างต้องเป็นไปตามข้อกำหนด Commission Regulation (EC) No 333/2007 โดยต้องทำการสุ่มตรวจทั้งในอาหารและในตัวภาชนะบรรจุตามลักษณะ ที่วางจำหน่าย และถ้าหากมีการตรวจพบการปนเปื้อนของสาร MOH ในอาหารเกิดขึ้น ประเทศสมาชิกก็จำต้องทำการสำรวจเพื่อหาแหล่งที่มาของการปนเปื้อนนั้นๆ ณ โรงงานผู้ผลิต หรือถ้าหากการปนเปื้อน เกิดขึ้นจากภาชนะบรรจุ ทางประเทศสมาชิกก็จำต้องสืบหาต้นเหตุของการปนเปื้อนจากการผลิตบรรจุภัณฑ์ นั้นๆ ด้วย
โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิก EU ผู้ประกอบการภาคอาหาร ผู้ผลิต ผู้แปรรูป และผู้จัดส่ง ภาชนะบรรจุที่สัมผัสกับอาหารและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องส่งมอบผลการสุ่มตรวจหาสารดังกล่าวในลักษณะ พื้นฐานมวลรวม (whole mass basis) และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตามแบบฟอร์มอิเลคทรอนิคส์ที่ EFSA กำหนด ไว้เพื่อรวบรวมเป็นฐานข้อมูลต่อไป โดยต้องรวบรวมส่งผลภายในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๐, วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๑ และครั้งสุดท้ายภายในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ตามลำดับ และถ้าหากมีข้อมูลของปี ๒๕๕๙ ที่ยังไม่ได้จัดส่งให้แก่ทาง EFSA ก็ขอให้จัดส่งให้ด้วยเช่นกัน
๔. ทั้งนี้ รายละเอียดข้อแนะนำดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังต่อไปนี้
๕. จากที่ EU ออกข้อแนะนำใหม่ในการกำหนดให้มีการสุ่มเก็บตัวอย่างสินค้าอาหาร ครอบคลุมไปยังการสุ่มตรวจวัสดุและภาชนะที่บรรจุอาหาร เพื่อตรวจหาไฮโดรคาร์บอนจากน้ำมันมิเนอรัล ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งในครั้งนี้ จึงคาดว่า EU จะนำผลที่ได้จากการสุ่มตรวจทั้งหมดตลอดระยะเวลา ๓ ปี ไปสรุปปัญหาแหล่งที่มาที่ชัดเจน และกำหนดมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรับมือกับสารตกค้างดังกล่าวต่อไปในอนาคต
โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559
มาตรฐานบรรจุภัณฑ์ EU ใน บรรจุภัณฑ์เนื้อ PE- Polyethylene
- มาตรฐานสิ่งที่ต้องตรวจ สิ่งที่ต้องตรวจ
1. Lead(ตะกั่ว)
2. Cadmium (แคดเมียม)
3. Mercury (ปรอท)
4. Chromium VI
รวมกัน 4 รายการ < 100 ppm(mg/dm3)
- มาตรฐานการแพร่กระจาย สิ่งที่ต้องตรวจ
1.สารตกค้างที่ระเหยได้ในน้ำ(Distilled water)
2.สารตกค้างที่ระเหยได้ในกรด(3% acetic acid)
3.สารตกค้างที่ระเหยได้ในแอลกอฮอล์
4. สารตกค้างที่ระเหยได้ในน้ำมัน(Olive oil)
รายการ ละ ไม่เกิน 60 ppm(mg/dm3)
1. Lead(ตะกั่ว)
2. Cadmium (แคดเมียม)
3. Mercury (ปรอท)
4. Chromium VI
รวมกัน 4 รายการ < 100 ppm(mg/dm3)
- มาตรฐานการแพร่กระจาย สิ่งที่ต้องตรวจ
1.สารตกค้างที่ระเหยได้ในน้ำ(Distilled water)
2.สารตกค้างที่ระเหยได้ในกรด(3% acetic acid)
3.สารตกค้างที่ระเหยได้ในแอลกอฮอล์
4. สารตกค้างที่ระเหยได้ในน้ำมัน(Olive oil)
รายการ ละ ไม่เกิน 60 ppm(mg/dm3)
ป้ายกำกับ:
บรรจุภัณฑ์,
EU,
package,
PE,
polyethylene,
standard
วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558
France News_ฝรั่งเศสประกาศห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป
สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงปารีส ได้รายงานว่า ในวันที่ 11 ก.ย. 2558 นาง Ségolène Royal รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมฝรั่งเศส ได้กล่าวยืนยัน เรื่องการประกาศรัฐกฤษฎีกาห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในร้านค้าปลีก โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนพลังงาน (Energy Transition) รัฐกฤษฎีกาดังกล่าวมีข้อกำหนดที่สำคัญ ดังนี้
- ห้ามบริการถุงพลาสติกสำหรับบรรจุสินค้าแบบใช้ครั้งเดียว ที่ปกติมีบริการให้ ณ จุดชำระเงินในร้านค้าปลีก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป และอนุญาตให้ใช้ถุงพลาสติกที่ใช้งานได้หลายครั้ง (มีความหนากว่าถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว)
- ห้ามบริการถุงพลาสติกสำหรับบรรจุผักและผลไม้แบบใช้ครั้งเดียว ที่ปกติมีบริการให้บริเวณแผนกผักและผลไม้ในร้านค้าปลีก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป
อนึ่งมาตรการดังกล่าวไม่มีข้อยกเว้นให้สำหรับถุงพลาสติกที่ร้านค้าปลีกได้จัดซื้อไว้แล้วในสต็อก ในปัจจุบัน กว่าร้อยละ 80 ของถุงพลาสติกในตลาดฝรั่งเศสมาจากการนำเข้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มถุงพลาสติกสำหรับผักและผลไม้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าจากประเทศในภูมิภาคเอเชียโดยทั้งสิ้น เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลฝรั่งเศสถือเอาการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนไปสู่พลังงานสะอาด เป็นอีกหนทางหนึ่งในการกระตุ้นการสร้างงานในภาคธุรกิจทางนวัตกรรมของฝรั่งเศส โดยการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ทดแทนถุงพลาสติกเข้ามาตีตลาดดังกล่าวได้
ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงปารีส
รายงานโดย 2.thaieurope.net กระทรวงการต่างประเทศ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

