วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2558

EU food News_EU อนุญาตวัตถุเจือปนอาหารให้ใช้ผสมในเกลือและเครื่องดื่มประเภทให้พลังงานต่ำหรือไม่มีน้ำตาลเจือปน

 สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ จำนวน ๒ ฉบับ ซึ่งป็นการปรับปรุงบัญชีรายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร (Union list food additives) ที่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในอาหารตามภาคผนวกที่ ๒ (Annex II) ของกฎระเบียบ Regulation (EC) No 1333/2008 ซึ่ง Union list ดังกล่าวรวบรวมสารที่มีคุณสมบัติเชิงเทคนิค (technical function) และได้รับการอนุญาตให้ใช้ในวัตถุเจือปนอาหาร เอ็นไซม์จากอาหาร และสารแต่งกลิ่น สรุปดังนี้
                    ๑.  Commission Regulation (EU) 2015/1739 of 28 September 2015 amending Annex II to Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council and the Annex to Commission Regulation (EU) No 231/2012 as regards the use of the iron tartrate as an anti-caking agent in salt and its substitutes ใน EU Official Journal L 253/3 เป็นการอนุญาตให้ใช้สาร Iron tartrate ซึ่งเป็นสารช่วยป้องกันการรวมตัวเป็นก้อน (anti-caking) ในเกลือและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทดแทนเกลือ (substitutes) เนื่องจาก EFSA ประเมินแล้วว่า มีความปลอดภัยและสามารถใช้แทนสารตัวเดิม อาทิ Ferrocyanides (E 535-538) หรือ Silicon dioxide silicates (E 551-553) ได้ โดยกำหนดให้ Iron tartrate มีหมายเลขที่ E 534 โดยรายละเอียด และคุณลักษณะของสารดังกล่าวปรากฏในภาคผนวก II (Annex II)
                         สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวนี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ดังต่อไปนี้
                         กฎระเบียบดังกล่าว จะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศกฎระเบียบดังกล่าวใน EU Official Journal แล้ว (ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๘)
                    ๒. Commission Regulation (EU) 2015/1832 of 12 October 2015 amending Annex II to Regulation (EC) No 1333/2008 of the European Parliament and of the Council as regards the use of Erythritol (E 968) as a flavour enhancer in energy-reduced or with no added sugars flavoured drinksใน EU Official Journal L 266/27 เป็นการอนุญาตให้ใช้สาร Erythritol ซึ่งเป็นสารช่วยแต่งกลิ่นรสให้เครื่องดื่ม ประเภทให้พลังงานต่ำหรือไม่มีน้ำตาลเจือปน ให้มีรสชาติไม่ต่างกับเครื่องดื่มปกติที่ไม่ได้ลดปริมาณน้ำตาล อย่างไรก็ดี EFSA กำหนดการใช้งานของ Erythritol ในเครื่องดื่มแต่งกลิ่นได้สูงสุดที่ระดับ ๑,๖% เพราะหากใช้ในปริมาณ มากเกินไปอาจส่งผลเป็นยาระบายได้ โดยกำหนดให้ Erythritol มีหมายเลขที่ E 968 โดยรายละเอียดปรากฏ ในภาคผนวก (Annex)
                         สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าวนี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ดังต่อไปนี้
                         กฎระเบียบดังกล่าว จะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากที่ประกาศกฎระเบียบดังกล่าวใน EU Official Journal แล้ว (ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๘) 
โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป 

EU Food News_ศุลกากรไทยกับการดำเนินงานแก้ไขปัญหา IUU Fishing

สำนักงานที่ปรึกษาการศุลกากร ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated: IUU Fishing) ดังนี้
1. แต่งตั้งคณะทำงานปรับปรุง แก้ไข เพิ่มเติม พิธีการศุลกากรเฉพาะเรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) โดยมีอธิบดีกรมศุลกากรเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานฯ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
2. จัดทำข้อตกลงระหว่างกรมศุลกากรและกรมประมง เรื่องการแก้ไขปัญหา การทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาย และไร้การควบคุม (Memorandum of Arrangement Between the Thai Customs Department and the Department of Fisheries of the Kingdom of Thailand concerning the Control and Examination of Imported, Exported and Transited Aquatic Animals to Tackle Illegal, Unreported and Unregulated Fishing: IUU Fishing) เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานไม่ให้มีการทำงานซ้ำซ้อน กำหนดขั้นตอนกี่ปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การตรวจสอบเรือก่อนเข้ามาในราชอาณาจักรจนเรือมาเทียบท่า การควบคุมการขนถ่าย ณ ท่าเทียบเรือ การควบคุมการขนส่งไปยังสถานประกอบการ/โรงงาน การตรวจสอบกระบวนการผลิตเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ การประสานงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ตลอดจนการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด
3. จัดทำคู่มือการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างกรมประมงกับกรมศุลกากรในการควบคุมตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำนำเข้า ส่งออก และนำผ่าน
4. จัดทำคำสั่งพิธีการเฉพาะเรื่องว่าด้วยพิธีการศุลกากรในการควบคุมสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์จากการทำประมงผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการประกาศยกเลิก Green Line สำหรับสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์นำเข้ากลุ่มประเภทพิกัด 0302 0303 0304 และ 1604
5. ปรับปรุงระบบการจัดเห็นสถิติกานำเข้า-ส่งออกสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ของกรมศุลกากรให้มีความถูกต้องครบถ้วน และสอดคล้องกับการจัดเก็บสถิติของกรมประมงเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ให้มีประสิทธิผล โดยดำเนินการ
5.1 พัฒนาระบบการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับกรมประมงโดยผ่านระบบ National Single Window: NSW ในเรื่อง
5.1.1 บัญชีสินค้าสำหรับเรือ
5.1.2 ใบอนุญาตสำหรับการนำเข้า ส่งออก และนำผ่าน
5.2 พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ในเรื่องรูปแบบของการขนส่ง (Container, Carrier, Fishing Vessel)
6. กำหนดมาตรการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่/ผู้ประกอบการ
6.1 เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการจัดประเภทพิกัดศุลกากรในส่วนสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ระหว่างกรมศุลกากรและกรมประมงให้ถูกต้องตรงกัน
6.2 จัดอบรม/สัมมนาให้แก่ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก และนำผ่าน รวมถึงผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ (Authorized Economic Operator: AEO) ให้มีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการสำแดงประเภทพิกัดศุลกากรสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง
7. กำหนดมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
7.1 เพิ่มความเข้มงวดในการทบทวนหลังจากตรวจปล่อย ณ ที่ทำการศุลกากร (Post Review) และการตรวจสอบหลังการตรวจปล่อย (Post Audit) ณ สถานประกอบการ คลังสินค้าทัณฑ์บน เขตปลอดอากร และเขตประกอบการเสรี
7.2 จัดตั้งศูนย์ต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) ของกรมศุลกากร เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับ IUU Fishing รวมทั้งให้คำปรึกษษแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจปล่อยสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์
สนับสนุนข้อมูลโดย สำนักงานที่ปรึกษาการศุลกากร ณ กรุงบรัสเซลส์

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Taiwan Food News_ไต้หวันยืนหยัดต่อต้านประมงผิดกฎหมาย

ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับคำเตือนและการคุกคามบทลงโทษการทำประมงผิดกฎหมายของไต้หวันจากสหภาพยุโรป (EU) กรมประมงของไต้หวันจึงย้ำว่ามีแผนที่จะเพิ่มบทลงโทษสำหรับการทำประมงผิดกฎหมาย

                รองอธิบดีกรมประมงของไต้หวันกล่าวว่า กรมประมงจะแก้ไขพระราชบัญญัติประมงเพื่อเพิ่มบทลงโทษและเพิ่มการตรวจสอบเจ้าพนักงานด้วย โดยจะติดต่อเจรจากับสหภาพยุโรปให้สำเร็จก่อนที่จะกำหนดให้มีการแก้ไขพระราชบัญญติดังกล่าวภายใน 6 เดือน ซึ่งไต้หวันหวังว่าจะถูกถอนรายชื่อออกจากใบเหลืองของสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558

                การที่สหภาพยุโรปให้ใบเหลืองไต้หวันนั้นเป็นการเตือนว่า ไต้หวันมีความเสี่ยงจะถูกระบุว่าเป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย โดยสหภาพยุโรปประเมินว่าไต้หวันกำหนดโทษปรับสำหรับการทำประมงผิดกฎหมายน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับการกำหนดโทษปรับของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

               ทั้งนี้สหภาพยุโรปอาจจะพิจารณาบทลงโทษทางการค้าในการนำเข้าสินค้าประมงจากไต้หวัน ถ้าหากไม่มีการแก้ไขข้อบกพร่องของการทำประมงผิดกฎหมาย
               [ทั้งนี้ สามารถศึกษาข้อมูลย้อนหลังได้ที่: http://www.acfs.go.th/read_news.php?id=13081&ntype=07]

ที่มา: thefishsite.com (02/12/58), มกอช.

Vietnam Food News_ปลายปี 2558 การส่งออกกุ้งเวียดนามจะดีขึ้น

หน่วยงานศุลกากรของเวียดนามแจงความต้องการที่ลดลงของตลาดส่งออกหลักควบคู่กับราคาการส่งออกที่ลดลงและการแข่งขันในตลาดส่งผลให้การส่งออกกุ้งของเวียดนามใน 10 เดือนแรกของปี 2558 ลดลง การจำหน่ายกุ้งมีมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งลดลง 26.7% เมื่อเทียบกับปี 2557

                ขณะเดียวกัน รายงานจาก Vietnam Association of Seafood Exporters and Producers (VASEP) ว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2558 การส่งออกกุ้งของเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกเดือน โดยในเดือนตุลาคม 2558 มีมูลค่าการส่งออกถึง 372 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.3% จากเดือนกันยายน 2558 โดยมีคาดการณ์ว่าความต้องการกุ้งของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่จะผลักดันให้ราคากุ้งสูงขึ้น ทำให้มูลค่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี
 ทั้งนี้รายงานระบุว่าการส่งออกกุ้งของเวียดนามไปยังสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ในปี 2558 ลดลงอย่างมาก ในขณะที่การส่งออกกุ้งขาวไปยังสหราชอาณาจักร ฮ่องกง และมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 11.1% 3% และ 17.8% ตามลำดับ

               สินค้ากุ้งที่ส่งออกเป็นส่วนใหญ่ของเวียดนาม คือกุ้งดิบแช่แข็ง โดยกุ้งขาวเป็นสินค้าที่มีปริมาณมากที่สุด คิดเป็น 58.6% ของการส่งออกกุ้งทั้งหมด
 
 
 
ที่มา: thefishsite (02/12/58)
มกอช.

US Food News_FDA อนุญาตผลิต จำหน่าย แซลมอน GMO

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) อนุญาตให้มีการผลิต จำหน่าย เพื่อการบริโภค ปลาแซลมอนแอตแลนติกดัดแปลงพันธุกรรม AquAdvantage ซึ่งมีคุณสมบัติโตเร็วกว่าปลาแซลมอนแอตแลนติกโดยทั่วไป

                องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่าสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมจำเป็นต้องทำตามกฎหมายความปลอดภัยและคุณภาพที่อยู่ภายใต้กฎหมายอาหาร ยา และเครื่องสำอางของสหรัฐฯ ซึ่งปลาแซลมอนแอตแลนติกของผู้ผลิตรายดังกล่าวจะต้องผ่านการรับรองเกี่ยวกับความปลอดภัยในการบริโภค ความปลอดภัยจาก rDNA ที่ใช้เร่งการเจริญเติบโต และการรับรองสิทธิ์ของบริษัทเกี่ยวกับการเร่งการเจริญเติบโตของปลาแซลมอน นอกจากนี้ FDA ยังกล่าวว่าผลิตภัณฑ์อาหารจากแซลมอนแอตแลนติกดัดแปลงพันธุกรรมจะมีความปลอดภัยสำหรับการบริโภคและมีโภชนาการไม่ต่างจากแซลมอนแอตแลนติกในธรรมชาติ ทั้งนี้มีโอกาสน้อยที่ปลาจะหลุดออกจากสถานที่เพาะเลี้ยงไปแพร่พันธุ์ในธรรมชาติ เพราะมีมาตรการควบคุมระบบการเลี้ยงปลาที่รัดกุม อีกทั้งปลาแซลมอนดัดแปลงพันธุกรรมเหล่านี้ก็เป็นหมัน

                ปัจจุบันสหรัฐฯ นำเข้าอาหารทะเลมากกว่า 90% และมีผู้บริโภคแซลมอนแอตแลนติกมากกว่า 95% จึงเป็นโอกาสดีเชิงเศรษฐศาสตร์สำหรับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนแอตแลนติกดัดแปลงพันธุกรรม
 
 
ที่มา: thefishsite (25/11/58)
ที่มา  มกอช.

China Food News_จีน จุดสนใจสำหรับผู้ส่งออกเนื้อแกะและเนื้อวัว

 ประเทศทางตอนเหนือของเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน กำลังอยู่ในเป้าหมายปลายทางการส่งออกเนื้อวัวและเนื้อแกะของนิวซีแลนด์ แม้ว่าการผลิตและการส่งออกในนิวซีแลนด์จะลดลง

                ในการประชุมสัมมนาประจำปีของ Agriculture and Horticulture Development Board ประจำประเทศนิวซีแลนด์ กล่าวว่า จำนวนแกะในนิวซีแลนด์ลดลงจาก 57.9 ล้านตัวในปี 2533 เป็น 28.6 ล้านตัว ในปี 2557 แต่ปริมาณมีการพัฒนาการผลิตที่ได้เนื้อและน้ำหนักซากดีขึ้น การผลิตลดลงเพียงเล็กน้อยจาก 410,000 ตัน เป็น 375,000 ตัน เพราะในส่วนของการผลิตโค พบงว่าระหว่างปี 2533-2557 มีปริมาณโคลดลงประมาณ 1 ล้านตัว อย่างไรก็ตาม นิวซีแลนด์มีการส่งออกเนื้อวัว 95% ของการผลิตภายในประเทศ โดยในอดีตนิวซีแลนด์ส่งออกไปยังประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก แต่ปัจุบันหันมาส่งออกไปยังตลาดเอเชียเนื่องจากจำหน่ายได้ราคาดีถึง 3 เท่า

                ปัจจุบันนิวซีแลนด์ส่งออกเนื้อแกะไปสหภาพยุโรป โดยมีตลาดหลัก ได้แก่ สหราชอาณาจักรและเยอรมนี 48% ซึ่งในปีนี้มีปริมาณการส่งออกลดลง โดยคาดการณ์ในปี 2559 การส่งออกเนื้อแกะจะลดลงประมาณ 6.3% แม้ว่ามูลค่าต่อหน่วยจะสูงขึ้นประมาณ 2.5% เนื่องจากค่าเงินของนิวซีแลนด์อ่อนตัวลง ส่วนเนื้อวัว คาดว่าการผลิตจะลดลง 8.5% เพราะ ในปี 2014-2015 มีการผลิตสูงเกินไปเนื่องจากฤดูแล้งและเนื้อวัวมีราคาสูง การส่งออกมีแนวโน้มจะลดลง 5.3%

                คาดการณ์ความต้องการเนื้อวัวของจีนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องพิจารณาข้อสรุปในความตกลงทางการค้าระหว่างบราซิลและจีน เกี่ยวกับการนำเข้าจากบราซิลว่าจะเปลี่ยนแปลงช่องทางการนำเข้าหรือไม่ จากเดิมที่นำเข้าผ่านฮ่องกง สำหรับการผลิตเนื้อแกะในประเทศจีนคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.5% แต่จะทำให้สินค้ามีราคาสูง ผู้บริโภคเนื้อแกะของจีนคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.4% ส่วนการส่งออกของนิวซีแลนด์น่าจะมีปริมาณไม่แตกต่างจากปี 2558
 
 ที่มา: http://www.thecattlesite.com/ (25/11/58)
ที่มา มกอช.

China Food News_จีนพัฒนามาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์

สมาคมสัตวแพทย์ของจีน (CVMA) ได้เริ่มร่างมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ฉบับแรกของประเทศสำหรับการเลี้ยงสัตว์และการฆ่าสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารในอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์ปีก ครอบคลุมไปถึงการผลิตสุกร ไก่ แกะ และวัว โดย CVMA ได้ร่วมมือกับภาคธุรกิจเพื่อพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ กระบวนการผลิตอาหาร และการบริการ รวมทั้งสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ ซึ่งมีการควบคุมโรคและขั้นตอนก่อนนำสัตว์ไปฆ่า และเตรียมประกาศใช้ในเดือนมิถุนายน 2559

                ทั้งนี้ประธานโครงการสวัสดิภาพสัตว์ของ CVMA แนะนำตัวอย่างแนวทางปฏิบัติในร่างมาตรฐานฉบับใหม่นี้ เช่น การทำไก่ให้สลบก่อนเชือด เพื่อไม่ให้สัตว์ทรมาน เป็นต้น รวมทั้งข้อกำหนดสภาวะภายในฟาร์ม ซึ่งครอบคลุมถึงความหนาแน่นของสัตว์ อุณหภูมิ ความชื้น และอาหารกับคุณภาพน้ำที่เป็นผลดีต่อการจัดการสุขภาพสัตว์
 

ที่มา: The Beef Site (20/11/58)
ที่มา  มกอช.